เมื่อชาวญี่ปุ่นใช้การ์ตูน ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบ มารับมือกับโศกนาฏกรรมในโรงเรียนประถม

    จากเหตุการณ์อดีตตำรวจกราดยิงที่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 เป็นข่าวจากเมืองไทยข่าวหนึ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสนใจยกเป็นหัวข้อข่าวประจำวันและเสนอภาพข่าววนเวียนต่อเนื่องทั้งวัน คล้ายๆ กับตอนเคสข่าวเด็ก 13 คนทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง-นางนอนเมื่อไม่กี่ปีก่อน เหตุที่มันกระชากใจน่าจะเป็นเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะกรณีนี้เป็นเด็กเล็กๆ ที่ยังอยู่ในเนิร์สเซอรี และอีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นเพราะที่ญี่ปุ่นก็เคยมีข่าวแบบนี้ช็อคคนในประเทศมาก่อน และไม่มีใครลืมได้ ถึงต่อให้เกิดไม่ทัน สักวันก็ต้องได้รู้อยู่ดี

    เหตุมันเกิดเมื่อ 21 ปีมาแล้ว...

    เมื่อตอนเช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2001 ที่ รร.ประถมในสังกัดของมหาวิทยาลัยครูแห่งโอซะกะ ในเมืองอิเคดะ จ.โอซะกะ มีชายคนหนึ่ง ถือมีดเดินเข้าไปไล่แทงเด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยเข้าทางประตูหลักด้านหน้าของโรงเรียน นักเรียนที่อยู่ชั้น 1 เป็นเด็ก ป.1 และ ป.2 ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ตามปกติ โดนแทงจนเสียชีวิตไป 8 ราย เป็นเด็ก ป.2 จำนวน 7 คนและ ป.1 จำนวน 1 คนบาดเจ็บอีก 15 ราย เป็นนักเรียน 13 คนและครู 2 คน

    หลังจากเหตุการณ์ คนร้ายถูกจับได้ ปรากฏว่าคนร้ายเป็นคนธรรมดาที่พักอาศัยไม่ไกลจากโรงเรียน ทำงานพาร์ทไทม์เลี้ยงชีพ เปลี่ยนงานบ่อย สมัครไปที่ไหนนายจ้างก็รับตลอด ดูจากภายนอกไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ภายหลังตำรวจตรวจสอบพบว่าเป็นคนที่จิตใจเหี้ยมโหดเลือดเย็นผิดปกติมาก จากพื้นฐานครอบครัวไม่ดี และความรุนแรงในครอบครัว พ่อตีแม่ตีลูกเวลาเมาตั้งแต่เด็ก เหตุผลที่เขาเลือกทำกับเด็กในโรงเรียนนี้ เพราะรู้สึกว่า 'หมั่นไส้' ที่เด็กๆ มีโอกาสที่ดีกว่าที่ตัวเองเคยมี ในเวลานั้นเขาเพิ่งประสบปัญหาชีวิต มีหนี้สิน ถูกไล่ออกจากงานเพราะพัวพันกับยาเสพติด ภรรยาทิ้ง อยากฆ่าภรรยา และฆ่าตัวตาย แต่พอคิดว่าถ้าตัวเองตายไปภรรยาเขาคงมีความสุข เลยต้องการประชดด้วยวิธีนี้แทน และเลือกเอาโรงเรียนใกล้บ้านเป็นที่ลงมือ และในที่สุด คนร้ายคนนี้ก็ได้รับโทษประหารชีวิต

    ภาพเหตุการณ์นี้เป็นภาพที่ชาวเมืองจำนวนมากคงลืมไม่ลง คนในบ้านเรือนใกล้เคียงโรงเรียน ยังจดจำภาพที่เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาบินวนเวียนเหนือหลังคาบ้านตลอดทั้งวันหลายวันติดกันได้ติดตา เสียงไซเรนรถตำรวจและรถกู้ภัยที่วิ่งผ่านหน้าบ้านดังไม่หยุด เป็นข่าวใหญ่ที่นักข่าวทุกสำนักทุกสื่อกรูกันมาทำข่าว แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีการฉายย้อนภาพในวันนั้นให้ดูทุกปี ผู้เขียนได้ฟังจากคนใกล้ตัวหลายคนเล่าให้ฟังก็รู้สึกเลยว่ามันยังแจ่มชัดในความทรงจำของพวกเขามากๆ

    จากเหตุการณ์ในวันนั้น มหาวิทยาลัยต้นสังกัดของโรงเรียน สั่งงดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อจัดการคดี เยียวยาจิตใจผู้ประสบเหตุ และย้ายสถานที่ไปปลูกสร้างอาคารเรียนชั่วคราวในที่ดินของรัฐแห่งใหม่ไม่ไกลมาก แล้วค่อยย้ายเด็กๆ ไปเรียนกันที่นั่น จะได้ไม่ต้องเห็นสถานที่เกิดเหตุตำตา หลังจากคดีคลี่คลาย มีการตรวจสอบหลักฐานเป็นที่พอใจแล้ว มหาวิทยาลัยได้สั่งทุบอาคารเก่าของโรงเรียน สร้างใหม่ในแบบแปลนใหม่ทั้งหมด กลายเป็นโรงเรียนเดิมในสภาพใหม่เอี่ยมในอีก 2 ปีต่อมา

    สิ่งที่หน่วยงานญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องตัดสินใจทำต่อเหตุการณ์นี้ มีหลายเรื่องด้วยกัน

    เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือมีการบันทึกอย่างละเอียดในทุกแง่มุมต่อเหตุการณ์ ทั้งสาเหตุ แรงจูงใจของคนก่อเหตุ ทั้งในแง่ผู้สูญเสีย ผลกระทบต่อเนื่อง แล้วยังศึกษาลึกไปถึงเรื่องความอ่อนด้อยประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ทั้งด้านสถานที่ อาคารเรียน การรักษาความปลอดภัย จุดอับ มุมอับต่างๆ ทางหนีทีไล่ของอาคาร การรับมือของครูต่อเหตุการณ์แบบนี้ ความรู้สึกของครูแต่ละคน การกู้ภัย เช่นความไม่สะดวกต่างๆ ต่อการนำส่งโรงพยาบาลเวลาเกิดเหตุแล้วมีรถตำรวจรถนักข่าวมาออกันหน้าโรงเรียนทำให้ไปโรงพยาบาลไม่ทันเวลา ฯลฯ อีกมาก บันทึกเหล่านี้ถูกเอามาเรียบเรียงอย่างละเอียดชัดเจนในรูปแบบงานศึกษาวิจัยชิ้นสำคัญของมหาวิทยาลัย แล้วถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา และการบริหารจัดการโรงเรียน รวมทั้งเป็นกรณีศึกษาสำหรับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย

    เรื่องที่สองคือการใช้วิธีเมื่อหนามยอกก็เอาหนามบ่ง

    ไม่มีใครลืมเหตุการณ์นี้ และเราคงไม่ต้องการให้ใครลืมเด็ดขาด นักเรียนที่สมัครเข้ามาใหม่จะต้องผ่านการสอบเข้า แต่ก่อนจะสมัครสอบเข้า คุณครูใหญ่จะเล่าเหตุการณ์นี้ให้ผู้ปกครองทุกคนฟังตั้งแต่วันฟังคำอธิบาย เป็นประโยคแรกที่ครูจะพูดหลังจากกล่าวคำสวัสดีกันเลย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกับเหตุการณ์แจ่มชัด หลังจากสอบเข้ามาเรียนได้ เด็กๆ และผู้ปกครอง รวมทั้งคุณครูท่านใหม่ๆ ที่หมุนเวียนมาทำงานที่โรงเรียนนี้ก็ค่อยๆ เรียนรู้ด้วยกันไปจากงานไว้อาลัยที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นงานสำคัญที่จะมีสื่อมวลชนต่างๆ มาทำข่าวทุกครั้ง นอกจากนี้แต่ละปีการศึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะเข้ารับหน้าที่ต่างๆ ในสมาคมผู้ปกครองและครู คุณครูใหญ่จะพาไปไหว้หลุมฝังศพของเด็กๆ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานวันแรก เป็นการบอกแก่ดวงวิญญาณของเด็กๆ เหล่านั้นว่า เราจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีนะ

    นอกจากนี้ ในวาระที่โรงเรียนมีอายุครบรอบ 110 ปี ในปี 2019 สมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนได้จัดทำหนังสือการ์ตูนประวัติของโรงเรียน วาดภาพประกอบโดยศิษย์เก่าที่เป็นนักวาดการ์ตูนมือรางวัลของญี่ปุ่น คุณอะกิระ ซะโซ (Akira Sasou) ซึ่งย่อยส่วนสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ของโรงเรียนที่ถูกบันทึกไว้ตลอด 110 ปี ให้เข้าใจง่ายๆ แม้เด็ก ป.1 ก็อ่านเข้าใจ เล่าเรื่องผ่านตัวละครเด็กชาย-หญิงคู่หนึ่งและนกยูงชื่อ 'แจ็ค' ซึ่งเป็นนกยูงที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนมาหลายปี คงต้องบอกเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า โรงเรียนนี้มีศิษย์เก่าเป็นนักวาดการ์ตูนยุคบุกเบิกระดับปรมาจารย์คนหนึ่ง คือ เทตสึกะ โอซะมุ (Tezuka Osamu) ผู้เขียนเรื่อง เจ้าหนูปรมาณู (Astro Boy) และ Black Jack ด้วย คุณครูและผู้ปกครองจึงเห็นดีเห็นงามในการใช้การ์ตูนเป็นสื่อสำหรับเด็กๆ

การ์ตูนประวัติของโรงเรียน วาดภาพประกอบโดย คุณอะกิระ ซะโซ (Akira Sasou)
ตัวละครเด็กชาย-หญิง และนกยูงชื่อ 'แจ็ค'

    มาตรการต่อมา คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความสร้างสรรค์

    จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้ทำให้เห็นว่า อาคารเรียนทรงเก่า (ซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตทึบๆ เจาะช่องหน้าต่าง อันเป็นทรงที่ใช้จัดสร้างโรงเรียนประถม คล้ายๆ กันทั่วประเทศ) นั้นมีจุดอับจุดบอดมากมาย ถึงแม้จะป้องกันความหนาวเย็นในฤดูหนาวได้ก็ตาม เวลามีเหตุการณ์ผู้บุกรุกแบบนี้ที่มุมใดมุมหนึ่งของโรงเรียนทำให้การมองเห็นจากมุมอื่นของโรงเรียนทำได้ยาก คนอื่นจึงให้ความช่วยเหลือไม่ทันการ อาคารใหม่ที่สร้างขึ้น จึงสร้างให้โปร่งโล่ง กรุผนังกระจกนิรภัย เห็นกันทะลุทะลวง และจัดการหักเหทิศทางของตัวอาคารให้คนจากมุมหนึ่งสามารถมองไปเห็นอีกมุมได้ทันที เห็นแม้กระทั่งจากตึกไปถึงโรงยิม คุณครูจะไม่รวมตัวกันในห้องพักครู แต่จะนั่งพักที่โต๊ะทำงานตามมุมหน้าระดับชั้นที่ตัวเองรับผิดชอบ หากมีเหตุอะไร ครูจะเห็นคนที่เข้ามาได้ก่อน และเด็กสามารถวิ่งหนีออกทางอีกฝั่งของห้องเรียนลงสู่สนามได้ทันทีจากทุกห้องเรียน มีการเปลี่ยนจุดเกิดเหตุ (ชั้นป.1-2 เดิม) ให้เป็นห้องสตูดิโอสำหรับเด็กๆ มาพักผ่อนหย่อนใจ ตั้งแกรนด์เปียโนตัวใหญ่ให้เด็กได้เล่นเปียโนอย่างอิสระ หรืออ่านการ์ตูนเวลาพัก นัยว่าเพื่อต้องการเยียวยาดวงวิญญาณของเด็กๆ ที่ตกใจในวันนั้นให้รู้สึกดีขึ้นด้วยความร่าเริงของเด็กในปัจจุบัน และกลับกันคือ ให้เด็กๆ ในปัจจุบันก็ไม่ต้องกลัวสถานที่เกิดเหตุในอดีต และด้านหน้าโรงเรียนยังติดตั้งประติมากรรมรูปเจ้าหนูปรมาณู Astro Boy เพื่อทักทายเด็กๆ ก่อนเดินเข้าอาคารเรียน ทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่สดใสน่าเรียนอยู่เสมอ

จุดเกิดเหตุในปัจจุบัน ที่ถูกปรับเป็นห้องพักผ่อนสำหรับเด็กๆ

    อีกความสร้างสรรค์หนึ่งคือ การจัดตั้งโครงการ 'โรงเรียนปลอดภัย' และ 'ชั่วโมงเรียนเพื่อความปลอดภัย' โดยอาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัยที่ทำมาแล้วมาต่อยอด และสอนเด็กๆ ให้รู้จักการระวังตัวในทุกๆ ด้าน ทั้งการใช้รถใช้ถนน การเดินทาง ฯลฯ และมีการฝึกฝนคุณครูทุกคนให้รู้วิธีรับมือกับเหตุฉุกเฉิน คุณครูทั้งหลายพอหมดชั่วโมงสอน และเด็กๆ กลับบ้านกันไปแล้ว ยังจะต้องอยู่ต่อเพื่อฝึกซ้อมการป้องกันตัวและจับคนร้าย โดยมีตำรวจและผู้เชี่ยวชาญมาฝึกซ้อมให้ ทั้งการวิ่ง การใช้ไม้ง่ามล็อคคอโจร การช่วยชีวิต การปั๊มหัวใจ ห้ามเลือด มีการสมมติเหตุการณ์และซ้อมจริงตลอดปี ปีละหลายๆ หน และสาธิตให้ตัวแทนจากโรงเรียนอื่นดูด้วยเพื่อเอาไปปรับใช้ที่โรงเรียนของตัวเอง รวมทั้งการถ่ายทอดเป็นสารคดีทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ ทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี ความตั้งใจของโรงเรียนคือ อยากให้โครงการนี้ส่งต่อและเผยแพร่วิธีรับมือไปทั่วโลกเพื่อยกระดับการรับมือต่อความปลอดภัยจากการคุกคามต่อเด็ก

การฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ของคุณครู

    เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีด้านที่ดีและไม่ดีผสมปนเปกันอยู่ในสังคม แต่หลังจากเกิดวิกฤติขึ้นแล้ว เราจะรับมือกันอย่างไรต่อไป และทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดและลงมือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ดีกว่าปล่อยให้ความเศร้าหมองและดราม่าต่างๆ ฉุดรั้งตัวเองให้จมดิ่งไปแต่อย่างเดียว

    ถึงแม้ว่าบริบทของไทยและญี่ปุ่นมีความเหมือนและต่างกันในหลายๆ เรื่อง เพราะคนไทยใช้ปืนกันง่ายกว่ามาก (พลเรือนไทยมีอาวุธปืนในครอบครองมากที่สุดในอาเซียน) ขณะญี่ปุ่นนั้นห้ามพกปืนเด็ดขาด อาวุธจึงมักจะมีแค่มีด แต่ผู้เขียนก็ขอถือโอกาสนี้เล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดเวลาที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนแห่งนี้ กับเหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายของทุกๆ คน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไม่มากก็น้อย

นภารวี นาคากาวะ

อดีตคนทำนิตยสาร ผู้กลายร่างเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นที่คิดถึงเมืองไทยได้ทุกวัน จึงใช้ความคิดถึงในการเป็นอาสาสมัครสอนเด็กญี่ปุ่นตามโรงเรียนให้รู้จักเมืองไทย ทำอาหารไทยให้คนญี่ปุ่นทานในคาเฟ่ของชุมชน และเรียนทำสเตนกลาสอาร์ต

จิรัญญา ปรียาโชติ

พนักงานทำงานอาร์ตที่กำลังเดินเรื่อยๆ ไปหาความฝัน บางทีก็หยุดพักหาแรงบันดาลใจจากการมองพัดลมหมุน บ้างก็มีแรงวิ่งจากมวลความสุขเล็กๆ ของสีดำ หมา และกาแฟ