สมชัย ส่งวัฒนา คือหนุ่มใหญ่วัย 57 ทรงผมมีสไตล์ ใส่แว่นดำ และแต่งตัวเท่ เขาเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นไทยชื่อ Flynow ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก แต่โปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า 'ช่างชุ่ย' น่าจะเป็นการเปิดบทบาทใหม่ของสมชัยให้ผู้คนได้รับรู้มากขึ้น นั่นก็คือการเป็นผู้ส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่
ช่างชุ่ย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างจากวัสดุเหลือใช้ ภายในบริเวณ 11 ไร่ของช่างชุ่ยมีทั้งร้านค้า โรงละครเวที แกลเลอรี่ โรงหนัง ร้านกาแฟ มิวเซียมเล็กๆ ร้านอาหาร งานศิลปะ และมีแลนด์มาร์กขนาดใหญ่เป็นเครื่องบินเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นบาร์ที่ตกแต่งด้วยสัตว์สตัฟฟ์! นั่นคือคำอธิบายในแง่รูปธรรม แต่ถ้าในแง่นามธรรมแล้ว ที่นี่คือโครงการที่เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง
ในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่มีสโลแกนว่า 'Thailand Tomorrow' และเป็นผู้ที่คลุกคลีกับแวดวงดีไซเนอร์ ศิลปะ การสร้างแบรนด์ สมชัยเป็นบุคคลหนึ่งที่มีคำแนะนำอันล้ำค่าให้เราอยู่เสมอ

คุณคิดว่าการทำแบรนด์ต้องเริ่มต้นที่ไหน?
ผมเชื่อว่าแรงบันดาลใจเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนที่เริ่มทำ Flynow มันเกิดขึ้นจากสองแรงบันดาลใจ แรงที่หนึ่งคือตอนนั้นผมอายุ 20 แล้วผมมีเมีย วันที่แต่งงาน เมียผมท้อง 5 เดือน ตอนนั้นคือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว มันเป็นเวลาที่คนในยุคเบบี้บูมยังเป็นหนุ่มสาวและปกครองด้วยคนยุคสงครามโลก คือพ่อแม่ อากง อาม่า มันก็เป็นวิธีการกบฏที่เสื่อมเสียนะ คือผู้ใหญ่เขาบอกว่า 'มึงต้องเรียนให้ดีนะ แล้วต้องหางานที่ดีทำ จะได้เติบใหญ่ไปมีเมียที่ดี' แต่ผมดันทำพร้อมกัน เรียนก็ยังไม่เสร็จ แล้วไปทำผู้หญิงคนหนึ่งที่เรารักให้มีครรภ์กับเรา มันเลยกลายเป็นว่าเราต้องทำงานว่ะ มันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจจากภาวะของการถูกกดขี่จากบรรทัดฐานทางสังคม เพื่อให้อย่างน้อยพ่อก็ยังมีข้ออ้างว่าเราทำงานแล้ว ซึ่งจริงๆ ก็เป็นข้ออ้าง ผมก็เลยกระโดดขึ้นมาสู่ธุรกิจเสื้อผ้า
ผมเป็นคนชอบแต่งตัว เมียผมก็สวย แล้วเขาก็เป็นสาวนักเรียนนอกซึ่งเปรี้ยวมาก วันที่ผมไปสมัครงาน ที่ที่ผมไปสมัครเขาบอกว่า 'คุณไม่ได้จบอะไรเลย คุณยังเรียนอยู่แล้วคุณจะมาสมัครงานตำแหน่งดีไซเนอร์ เราจะรับคุณได้ยังไง' ผมก็บอกว่า 'ผมไม่มีอะไร แต่คุณดูเมียผมก่อนว่าเปรี้ยวขนาดไหน เชื่อสิว่าผมมีเมียเปรี้ยวขนาดนี้ ผมทำเสื้อให้คุณได้' (หัวเราะ) ในที่สุดก็เลยได้เข้าไปทำงาน พอหาประสบการณ์สักระยะ ผมก็ทำแบรนด์ Flynow ขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่น จนมีแรงบันดาลใจอันที่สอง คือพอทำๆ ไปมันก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่า เราจะทำเสื้อยังไงให้มันพิเศษ ให้คนไทยรู้จัก เราอยากเป็นเบอร์ต้นๆ ของประเทศ แล้ววันหนึ่งมันก็ควรจะเป็นแบรนด์ที่ก้าวไกลระดับอินเตอร์ แบรนด์ Flynow เลยเกิดขึ้นมา ด้วยความคิดว่ามันต้องมีแบรนด์ไทยสักแบรนด์ที่สามารถเป็นที่ยอมรับของคนไทย ผมก็มีตรงนี้เป็นเป้าหมาย
ตอนที่ทำ Flynow ใหม่ๆ อุปสรรคของคุณคืออะไร?
อุปสรรคของผมตอนหนุ่มๆ คือ 'ทำไมต้องนอนวะ' (หัวเราะ) มันสนุกน่ะ ผมรู้สึกว่าทำงานไม่นอนมันคือความเท่แบบโง่ๆ นะ ในวัยหนุ่ม แบบคุยได้ว่าอดนอนมา 3 วัน มันรู้สึกฮีโร่ แล้วรู้สึกว่ามันเท่ แต่คิดว่านั่นคือการใช้กำลังชีวิตที่ไม่ถูกต้อง โชคดีที่ไม่หัวใจวายก่อนอายุอันควร (หัวเราะ) อุปสรรคก็คงมีประมาณนี้ แต่ที่เหลืออยู่ผมคิดว่ามันเป็นงานนะ งานต้องมีอุปสรรค อุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพราะคุณค่าที่เกิดก็คือการผ่านพ้นอุปสรรค ไม่ใช่ความสำเร็จนะ ความสำเร็จมาจากอุปสรรคที่ซ้อนกันหลายเลเยอร์แล้วมันแก้สำเร็จ ภาษาวิทยาศาสตร์คือ 'กระบวนการ' ที่ได้ทดลองครบกระบวนการจนออกมาเป็นสูตรสำเร็จ ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์จะล้มเหลวตลอดกว่าจะคิดค้นอะไรได้ แต่ว่าถ้ากระบวนการครบเมื่อไหร่ก็ตื่นตัวเมื่อนั้น ถ้ายังไม่ทำครบกระบวนการก็ยังไม่สำเร็จ แต่เกิดสำเร็จขึ้นมาก่อน ก็เป็นการสำเร็จแบบไม่มีปัญญา มีปัญญาคือได้ลงมือทำแล้วรู้แจ้งเห็นจริง แล้วถ้าจะมีปัญญาที่ดีกว่านั้น คือมีปัญญาประกอบด้วยว่า ตกลงที่สำเร็จนั้นชั่วหรือดี ถ้าชั่วจะทำต่อไหม เพราะว่ามีคนที่ทำอะไรสำเร็จโดยที่ไม่สนใจว่าชั่วหรือดีเยอะนะ แต่ผมสนใจว่ะ ถ้าผมรู้สึกสำเร็จแล้วไปเหยียบเท้าใคร ไปทำให้คนนู้นคนนี้เสียใจ ไม่เอาดีกว่าความสำเร็จแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราเลือกความสำเร็จที่เรามีปัญญาว่าขอให้ดีนะ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมมีกำลังใจในการฟันฝ่าการทำ Flynow ด้วยความรู้สึกสนุก และฮึกเหิม
แล้วทำไมอยู่ดีๆ คุณถึงทำ ช่างชุ่ย ขึ้นมา?
ผมหวังให้ช่างชุ่ยเป็นที่ยืนของคนรุ่นใหม่ ที่รู้จักเอาสมองซีกขวามาบาลานซ์กับซีกซ้าย เป็นเวทีของความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาทำมาหากินได้ โดยเชื่อมโยงคนในสามเจเนอเรชั่น เจนฯ เล็กสุดอาจจะ Z ก็ได้ หรือ Y ก็ได้ มาถึง X แล้วก็มีคนแก่ๆ อย่างผมที่เป็นพวกเบบี้บูม มาเป็นตาแปะ มาเชื่อมโยงกันด้วยมิตรภาพ แต่ว่าไม่มีหัวโขน ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์มาข่มกัน ไม่มีการเอาเงินในกระเป๋ามาโจมตีกัน อยากเห็นพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของความสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ มันอาจจะเป็นความอยากก็ได้นะ แต่เป็นสำนึกของความอยากที่อยากจะเห็นประเทศนี้ควรจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ไม่เป็นไร เพราะผมเตรียมตัวเจ๊งตั้งแต่วันแรกที่ทำแล้ว แต่ถ้ามันไม่เจ๊งแล้วเกิดเรื่องอย่างที่เราคิดไว้ได้จริงๆ มันก็จะสวยงาม มันจะเป็นปรากฏการณ์ที่เราจะได้เห็นศักยภาพของเด็กไทย แล้วจะเป็นการผสมครั้งใหญ่ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ เพราะผมตั้งใจให้สัดส่วนของคนที่มาที่นี่คือต่างชาติ 50 คนไทย 50 คือไปด้วยกัน
ผมว่าโลกใบนี้ควรจะให้เกียรติกัน ทุกวันนี้โลกต้องเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แค่ Connection แต่ต้องลงลึกถึง Relation คือมิตรภาพ ความเป็นเพื่อน ที่เราต่างมีความตั้งใจดีซึ่งกันและกัน ซึ่งตรงนี้มันเป็นสำนึกที่ต้องสร้าง
คุณมีแผนจะเกษียณตัวเองบ้างไหม?
เคยคิดว่าอายุ 55 เกษียณ แต่ตอนนี้มัน 57 แล้ว คือตอนนั้นคิดแบบคนหนุ่มไง เกษียณแล้วใช้ชีวิตแบบไปเรื่อยๆ คงเท่ แต่เคยนอนอยู่บ้าน 3 วันก็จะบ้าตาย เวลาเหนื่อยก็อยากพัก แต่เวลาพักไปนานๆ แล้วมันทรมานกว่าทำงานอีกนะ แล้วเราคิดว่าทำงานมาตั้งนาน 57 แล้ว แสดงว่าเรื่องที่รู้ก็มากกว่าเรื่องที่ไม่รู้ เรื่องที่ถูกก็มากกว่าเรื่องที่ผิดแล้ว แล้วกูจะหยุดทำไม จะรีไทร์ทำไม ทำเท่าที่ปัญญาและสังขารเอื้ออำนวย ก็เลยตกลงว่าจะทำงานไปตลอดชีวิต เท่าที่สังขารและปัญญาจะมีอยู่
6000 VIEWS |
ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง
อดีตเด็กฝึกงานที่ happening ปัจจุบันเป็นคนสวน คอยดูแล รดน้ำ พรวนดินเว็บไซต์แถวๆ นี้ที่ชื่อ happeningandfriends.com