9 แบรนด์ดีไซน์จากงาน Chiang Mai Design Week 2021 ที่สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะเมืองเชียงใหม่เติบโตไปถึงไหนแล้ว!

    เมื่อลมหนาวปลายปีพัดมา ก็เป็นสัญญาณว่าบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์ในเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว  หลายคนอาจรู้จักเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันเชียงใหม่ก็เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยศิลปินและพื้นที่ศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สตูดิโอส่วนตัวของศิลปิน ค่ายเพลงจากเหล่านักดนตรีเมืองเหนือ คาเฟ่แกลเลอรีขนาดอบอุ่น ไปจนถึงมิวเซียมร่วมสมัยที่มีนิทรรศการศิลปะจากศิลปินไทยและต่างประเทศผลัดเปลี่ยนมาให้เราได้ชมตลอดปี

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลศิลปะประจำปีอย่าง Chiang Mai Design Week ที่เปิดพื้นที่ให้เหล่าศิลปินและคนรักงานศิลปะได้มาพบกัน ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการศิลปะ การจัดโชว์เคส ตลาดจำหน่ายงานดีไซน์และของคราฟต์ งานดนตรี รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายอย่าง การเสวนา และเวิร์กช็อปที่ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมได้ โดยในปี 2021 นี้ พวกเขากลับมาในธีม Co-Forward เชื่อมโยง ฟื้นฟู ก้าวไปด้วยกัน โดยมีหลายสถานที่ร่วมจัดงานทั้งในตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอสันกำแพง ตั้งแต่วันที่ 4 - 12 ธันวาคม 2564

    ว่าแต่.. คุณสงสัยไหมว่าทำไมเชียงใหม่จึงอุดมไปด้วยเหล่านักสร้างสรรค์?

    เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ ถิง-ชลธิชา สุจริตพินิจ หรือ ถิง ชู ศิลปินอิสระที่หลงใหลในภาพวาดและงานเซรามิก และ หนึ่ง–เกรียงไกร วงษ์วานิช มือกีตาร์จากวง FRIDAY หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า หนึ่ง Sleeper One ทั้งคู่เป็นศิลปินที่คลุกคลีและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเชียงใหม่มานานกว่า 10 ปี และมองเห็นการเติบโตของพื้นที่สร้างสรรค์ในเมืองเชียงใหม่มาโดยตลอด

    "มีคนเคยบอกว่า ถ้าเราลองเขวี้ยงหินไปบนถนนของเมืองเชียงใหม่ มันจะกลิ้งไปเจออยู่สองอย่าง ไม่ศิลปินก็ร้านกาแฟ" หนึ่งพูดไปหัวเราะไป

    เขาเป็นหนึ่งคนที่ย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพมหานครมาอยู่ที่เชียงใหม่ และเป็นเจ้าของ Asleeper Cafe and Campground เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศในย่านหางดง นอกจากนี้ ชั้นสองของคาเฟ่ยังมีสตูดิโอทำเพลง SL1 ที่มีพื้นที่สำหรับทำ Live Session ในบรรยากาศดาดฟ้าที่เห็นวิวพระอาทิตย์ตกอีกด้วย

    หนึ่งบอกกับเราว่า เมืองเชียงใหม่มี 3 สิ่งที่คอยบ่มเพาะศิลปะ ได้แก่ สภาพอากาศ พื้นที่ และผู้คน

    "อากาศในเมืองเชียงใหม่มันชัดเจน มีร้อน ฝน หนาว พออากาศเปลี่ยน บรรยากาศที่ส่งผลต่อผู้คนหรือความคิดก็เปลี่ยนตาม เราจะรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจตลอดเวลา ด้วยความที่เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนในกรุงเทพฯ คนมีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เราค่อยๆ ประณีตกับงานที่ทำได้ แล้วพอได้มาอยู่รวมตัวกับผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกัน มันยิ่งส่งเสริมให้พื้นที่นี้เหมาะกับการให้ศิลปิน"

    แม้ปัจจุบันถิงจะย้ายมาอยู่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อดูแล Ting Chu Studio สตูดิโอศิลปะที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับภาพวาดและงานเซรามิก แต่เธอก็เป็นหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตในเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่เด็ก

    "นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ด้วยค่าครองชีพที่ไม่ได้สูงมาก เมืองนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่ทดลองของเด็กที่เพิ่งจบใหม่ เราไม่ได้มีเรื่องเงินมาเป็นข้อจำกัดมากเท่าในกรุงเทพฯ เราก็มีเวลาทดลองในสิ่งที่เราสนใจมากขึ้น พอได้ลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้น พอคนเริ่มอยู่กันมากขึ้น ความเข้มข้นของชุมชนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มันเลยเกิดความหลากหลายในคอมมูนิตี้ ยิ่งพอได้รับการสนับสนุนและมีการขยายพื้นที่ของคนในคอมมูนิตี้มากขึ้น จากพื้นที่ที่ไม่เคยมีคนสนใจ พอมีคนไปเปิดร้านคาเฟ่น่ารักๆ พื้นที่นั้นก็เริ่มเติบโตขึ้น มันถือว่าเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดมาก เรามองว่าการสนับสนุนคนในคอมมูนิตี้เป็นสิ่งสำคัญ เราต้องไว้ใจสังคม ไว้ใจชุมชน" ถิงเล่า

    เมื่อเมืองเชียงใหม่แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่รักในงานศิลปะ การที่ผู้คนได้ออกมาใช้ชีวิต พบปะ สังสรรค์กัน จึงเปรียบเสมือนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ซึมซับผ่านกิจวัตรประจำวัน

    ถิงเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ เมื่อศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน "ศิลปะมันถูกแลกเปลี่ยนและแบ่งปันจากชีวิตประจำของผู้คน ทุกคนอยากให้บ้านตัวเองน่าอยู่ แล้วสุนทรียะการตกแต่งที่เราเลือกใช้ มันเกิดจากการได้พูดคุย ได้เห็น ได้่ซึบซับจากคนในคอมมูนิตี้นั้นๆ เช่นกัน อย่าง ศิลปินไปกินข้าว เจอถังขยะใบหนึ่งแล้วรู้สึกว่ามันสวยมาก เจ้าของบ้านอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน แต่การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน วันหนึ่งเขาก็อาจจะมองว่าถังขยะใบนี้สวยเหมือนกันก็ได้ มันเป็นการหลอมลวมวัฒนธรรม"

    หนึ่งเองก็มองว่าศิลปะกับวัฒนธรรมในเมืองเชียงใหม่กำลังหลอมรวมกันอย่างกลมกล่อมมากขึ้น "อย่างสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่มีความโมเดิร์น ทันสมัย เราอาจจะเห็นงานเพนท์ที่เป็นลายกนกน้อยลง แต่เราก็ยังเห็นลายเซ็นและกลิ่นอายของความเป็นคนเชียงใหม่อยู่ คล้ายกับทางอีสานที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมกับงานศิลปะหลายๆ แบบได้ดี"

    เราไม่เพียงชวนทั้งสองคนมาพูดคุยถึงบรรยากาศสร้างสรรค์ในเมืองเชียงใหม่ แต่ยังชวนพวกเขามาพูดคุยถึงแบรนด์ที่น่าสนใจใน Chiang Mai Design Week 2021 ที่มีเอกลักษณ์และหลอมรวมวัฒนธรรมเชียงใหม่ไว้ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

    จะมีแบรนด์ไหนที่โดนใจคุณบ้างนั้น ไปชมกันเลย!

1. days in and days out

    ใครชอบเสื้อยืดลายน่ารักๆ คงจะถูกใจสิ่งนี้ไม่น้อย days in and days out เป็นแบรนด์เสื้อทำมือที่ใช้เทคนิคการพิมพ์ลายแพทเทิร์นลงบนผ้าด้วยมือ พวกเขาเริ่มต้นจากการแกะสลักลวดลายน่ารักๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสรรพสัตว์และธรรมชาติรอบตัว ก่อนจะนำค่อยๆ พิมพ์ลายลงบนผ้าที่ละลายจนเต็มผืน ก่อนจะนำมาตัดเย็บจนเป็นเสื้อที่น่ารักและสวมใส่สบาย ราวกับเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ และสะท้อนให้เห็นความตั้งใจของศิลปินอย่างชัดเจน

    "เราประทับใจตรงการทำพิมพ์และแกะลายเอง ซึ่งทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจในการทำลายผ้าและเสื้อแต่ละตัวที่ออกมา บวกกับการผสมผสานลายต่างๆ ที่ดึงเอาความเรียบง่ายแต่สดชื่นน่ารักออกมาได้ดีค่ะ" ถิงบอกกับเรา

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: days in and days out

2. ZAYAN

    เสื้อตัวนี้มีชิ้นเดียวบนโลก! ZAYAN เป็นแบรนด์เสื้อโฮมเมดที่เนรมิตผ้าผืนเก่าให้กลายเป็นเสื้อตัวใหม่ จากเสื้อย้อมครามและผ้าเช็ดหน้าลายลูกน้ำที่เราเห็นตามร้านขายของฝากจนชินตา ศิลปินได้หยิบเอาเอกลักษณ์ของผ้าแต่ละผืนมาดีไซน์และจัดวางใหม่ จนเกิดเป็นหมวก เสื้อ และกระเป๋าดีไซน์สวยที่ไม่ซ้ำใคร และสร้างมูลค่าให้กับของชิ้นเดิมได้เป็นอย่างดี

    ถิงเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อแบรนด์ว่า "เราเคยเห็นงานของเขามาก่อนหน้านี้ แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาอยู่ที่เชียงใหม่ เราชอบที่เขานำสิ่งเดิมมาทำใหม่ มันไม่ใช่แค่เสื้อมือสอง แต่ศิลปินได้มีการใส่เอกลักษณ์ จินตนาการ และประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปด้วย เราสัมผัสได้ถึงแพชชั่นของศิลปินผ่านชิ้นงานของเขา"

    ขณะที่หนึ่งเองก็ชื่นชอบสไตล์งานและการที่แบรนด์ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ "ส่วนตัวเราเป็นคนชอบงานกราฟิกที่ใช้เรขาคณิตเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว อีกสิ่งที่ชื่นชอบคือ การที่ศิลปินสามารถนำเสนอตัวตนได้ชัดเจนและแตกต่างจากคนอื่น มันเป็นข้อดีที่ทำให้คนจดจำแบรนด์ของเราได้"

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: ZAYAN

3. palebluedot.co
    palebluedot.co ถือเป็นแบรนด์ต่างหูที่ทุกกระบวนการล้วนเกิดจากการลงมือทำ ตั้งแต่การทำโมลด์เรซิ่น ผสมสีดินโพลิเมอร์ และการขึ้นรูป อีกทั้งศิลปินยังมีการผสมผสานเทคนิคการใช้เรซิ่นและดินโพลิเมอร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะกับคนที่กำลังมองหาต่างหูดีไซน์สวย ใส่แล้วไม่ซ้ำใครแน่นอน นอกจากนี้ เขายังมีสินค้าอื่นๆ อย่างจานรองแก้วและกระถางต้นไม้เล็กๆ ด้วยนะ

    แม้จะเป็นต่างหูที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่สำหรับหนึ่งเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเชียงใหม่อยู่ไม่น้อย "นึกถึงสมัยก่อนที่คนเชียงใหม่จะชอบใส่ต่างหูที่เป็นลูกกลมๆ แบบนี้ ไม่แน่ใจว่าศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งนี้ไหม แต่เห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าเป็นแบรนด์ต่างหูที่ทันสมัย และสะท้อนวัฒนธรรมชาวเหนือได้น่ารักดีครับ"

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: palebluedot.co

4. Nympheart
    ร่องรอยจากธรรมชาติและความงามของลายไม้ เป็นสิ่งที่แบรนด์ Nympheart หลงใหล และต่อยอดจนเกิดเป็นสินค้าแฮนด์เมดหลากชนิด ทั้งเครื่องประดับ ของใช้ และของตกแต่งบ้าน โดยศิลปินได้่คัดสรรส่วนขอบไม้ ซึ่งถือเป็นชิ้นส่วนที่เหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากเป็นส่วนที่ไม่แข็งแรงมากนัก มาเพิ่มความคงทนด้วยเรซิ่นที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ ถือเป็นงานดีไซน์ที่ต่อชีวิตความงามของธรรมชาติไว้อีกด้วย

    "เราไม่เคยรู้จักแบรนด์นี้มาก่อน พอได้เห็นงานแต่ละชิ้นแล้วเรารู้สึกชอบมาก เพราะไม่ค่อยเห็นใครทำงานในรูปแบบนี้เท่าไหร่ เรารู้สึกว่า Nympheart เป็นอีกแบรนด์ที่จับเอกลักษณ์ของสินค้าและนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ผลงานแต่ละชิ้นเท่และมีสไตล์โดดเด่นมากๆ ครับ" หนึ่งเล่าถึงความชอบที่มีต่อชิ้นงาน

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: Nympheart

5. CINDER AND SMOKE
    ถิงเล่าถึงความประทับใจแรกที่มีต่อเทียนหอมของแบรนด์ CINDER AND SMOKE ว่า "ส่วนตัวเราเป็นคนชอบใช้น้ำมันหอมระเหย เพื่อให้ห้องมีกลิ่นอโรมาอยู่แล้ว จำได้ว่าตอนได้เทียนนี้มาและลองจุด เราจุดไม่ถึงสองนาที แต่กลิ่นมันอบอวลอยู่ในห้องนั้นทั้งวัน รู้สึกประหลาดใจมากว่าประสิทธิภาพของเทียนหอมมันทำได้ขนาดนี้เลยหรอ"

    นอกเหนือจากเทียนหอมแล้ว แบรนด์ CINDER AND SMOKE ยังมีสินค้าอื่นๆ อย่างสมุดทำมือ สติกเกอร์ลายสัตว์ต่างๆ และชิ้นงานศิลปะแบบคอลลาจที่ปะติปะต่อจากเรื่องเล่าและความชอบของลูกค้าอีกด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผสมผสานตัวตนของศิลปินและความสนใจของกลุ่มลูกค้าไว้อย่างลงตัว

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: CINDER AND SMOKE

6. wildywood
    wildywood เริ่มต้นจากการเป็นงานอดิเรกของศิลปินผู้ชื่นชอบการเพ้นต์ภาพและการสร้างสรรค์ชิ้นงานจากไม้ ก่อนจะค่อยๆ เติบโตเป็นแบรนด์ดีไซน์ที่นำเสนอของตกแต่งขนาดเล็ก อย่างตุ๊กตาแม่ลูกดก (Matryoshka) และพวงกุญแจรูปสัตว์ที่ทุกชิ้นเพ้นต์ด้วยมือ เหมาะกับคนที่มองหาของขวัญน่ารักๆ และชิ้นงานศิลปะที่จะช่วยเติมเต็มสีสันให้กับบ้านของคุณ

    หนึ่งรู้สึกประทับใจในการต่อยอดชิ้นงานจากวัสดุเหลือใช้ "จริงๆ ทางภาคเหนือเองก็ขึ้นชื่อในการทำเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้วัสดุเป็นไม้ งานนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่เอาไม้มาใช้ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และนำเสนอสไตล์งานได้ไม่ซ้ำใคร"

    ขณะที่ถิงรู้สึกชื่นชอบการนำเสนอตัวตนของศิลปิน "เราชอบการเล่าเรื่องที่เป็นแอนิเมชั่นสั้นๆ ในโซเชียลของเขา บุคลิกของตัวละครมันน่ารัก ดูแล้วสดชื่นดีค่ะ มันสะท้อนให้เห็นว่า เขาสนุกและเอนจอยกับการทำงานนี้จริงๆ ซึ่งกระบวนการนี้มันสำคัญสำหรับคนทำงานคราฟต์ คนที่ได้รับไปน่าจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเขา"

     ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: wildywood

7. {JUN}

    {JUN} ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เสื้อร่วมสมัยที่ถิงและหนึ่งเห็นตรงกันว่า ศิลปินนำ เอกลักษณ์ของเสื้อพื้นเมืองมาประยุกต์ให้เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ยกตัวอย่างเช่น เสื้อคลุมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดชาวจีนในอดีต ซึ่งศิลปิน ได้นำมาดีไซน์ใหม่ และมีการออกแบบสีและลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย

    "เขาผสมผสานความเป็นล้านนากับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ร่วมสมัยและลงตัวมาก ไม่ใช่แค่ทำเพื่อให้ลวดลายเก่าๆ ยังคงอยู่ หรือเป็นการหยิบลายดั้งเดิมมาใช้ แต่เขามีการดีไซน์และประยุกต์ให้มันใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เลยรู้สึกชอบมากๆ ค่ะ" ถิงเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อแบรนด์

    "มันเป็นการยกระดับงานพื้นเมืองให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเพิ่มมูลค่าได้อย่างดี รู้สึกว่าเป็นดีไซน์ที่เห็นแล้วไม่รู้สึกเขินที่จะใส่" หนึ่งเสริม

     ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: {JUN}

8. Kaptor Store
    "ส่วนตัวชอบลายเส้นของแบรนด์ Kaptor Store อยู่แล้ว ชอบที่เขามีอารมณ์ขัน และหยอกล้อกับเหตุการณ์ต่างๆ ยิ่งพอมาอยู่ในโปรดักซ์อย่างเสื้อผ้าและของใช้ เวลาเห็นแล้วมันรู้สึกผ่อนคลาย มันไม่ใช่การปลอบประโลมใจ แต่มันชวนให้เรามองเหตุการณ์นั้นๆ ในสภาพความเป็นจริง ถึงแม้เราจะเครียดเพราะชีวิตมันแย่ แต่เราก็มีวิธีที่จะอยู่กับมันได้นะ"

     Kaptor Store เป็นแบรนด์เสื้อและของใช้ที่นำเสนอสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างน่ารัก และเป็นกันเอง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยมุกตลกสุดกวนที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องหลุดยิ้ม ไม่ว่าจะเป็น ชายเหมี่ยง! เอ้ย! เชียงใหม่, แข็ง-แรงไม่มี-โรคภัยเบียดเบียน, สวีดัด สวัสดี ไม่เพียงแค่คำพูดกวนๆ หรือมุกตลกติดหูคนไทย เมื่อนำไปประกอบกับลายเส้นสุดกวนของ ศิลปิน และแพกเกจจิ้งที่ไม่เหมือนใคร เราก็เข้าใจทันทีว่า ความตลกแบบกวนๆ ที่ถิงเล่า นั้นเป็นอย่างไร

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: Kaptor Store

9. Getnature

    คงจะดีไม่น้อย หากเราสามารถคงสภาพความงามของดอกไม้ให้นานขึ้นอีกนิด Getnature เป็นแบรนด์เครื่องประดับที่นำเสนอความงามของดอกไม้ เนรมิตให้กลายเป็นเครื่องประดับที่มีความหมายต่อผู้รับ อีกทั้งยังมีคอลเลกชั่นที่ผสมผสานระหว่า งงานเรซิ่นดอกไม้และหินนำโชค ยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทางใจมากกว่าเดิม

    ด้วยสีสันและลวดลายที่ถูกดีไซน์มาอย่างดี ทำให้หนึ่งรู้สึกประทับใจในความประณีตของศิลปิน "งานของเขาสวยและประณีตมากๆ รู้สึกว่าเป็นงานที่มีคุณภาพและ น่าจะเป็นที่สนใจของทั้งคนไทยและต่างประเทศ มันเป็นงานที่ยกระดับความเป็นล้านนา ได้ดีมากๆ ทั้งตัวโปรดักซ์และวิธีการพรีเซนต์สินค้า มองแล้วรู้สึกประทับใจมาก"

    ชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่: Getnature



Special Promotion : Chiang Mai Design Week 2021 x happening 

    happening ร่วมกับ Chiang Mai Design Week 2021 จัดแคมเปญพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าของแบรนด์ทั้ง 9 แบรนด์จาก Pop Market ในปีนี้ คือ days in days out, ZAYAN, palebluedot.co, Nympheart, CINDER AND SMOKE, wildywood, {JUN}, Kaptor Store, Getnature ตั้งแต่วันที่ 4-31 ธันวาคมนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ happeningandfriends.com

    ทีมงานจะสุ่มผู้โชคดี 2 ท่าน รับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก ถิง ชู (เป็นผลงานชุดเครื่องปั้นดินเผาพร้อมน้ำมันหอมระเหย มูลค่าราว 1,500 บาท) และ หนึ่ง–เกรียงไกร วงษ์วานิช (เป็นแผ่นเสียงรวมเพลงเด่นจากค่าย No More Belts มูลค่า 1,500 บาท) โดยได้รับคนละ 1 ชิ้น แคมเปญนี้จะประกาศรางวัลหลังเทศกาลปีใหม่ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก happening mag

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา