ช่วงวัยรุ่น เขาเดินทางไปศึกษาด้านการผลิตและออกแบบเครื่องเคลือบดินเผาที่ประเทศเยอรมันจนจบปริญญาโท ติ้วจึงกลับมารับหน้าที่ดูแลโรงงานต่อจากคุณพ่อ เวลานั้นเมืองราชบุรีเผชิญกับสภาวะโอ่งล้นตลาด เนื่องจากคนใช้โอ่งเก็บน้ำน้อยลง ศิลปินหนุ่มได้พัฒนาต่อยอดงานเซรามิกให้หลุดจากกรอบเดิม หลอมรวมเอกลักษณ์ของโอ่งดั้งเดิมกับงานออกแบบร่วมสมัย เกิดเป็นเครื่องปั้นดินเผารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงแปลกตา สีสันสวยงาม ไม่ได้มีเพียงสีน้ำตาล เขียวไข่กาเหมือนเช่นแต่ก่อน ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับของใช้ทั่วไปได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ติ้วยังทำงานศิลปะตามความสนใจของตัวเองควบคู่ไปด้วย อย่างนิทรรศการ 'Lastburi' ที่บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ในเมืองราชบุรีผ่านภาพถ่าย เช่นเดียวกับนิทรรศการแสดงภาพถ่าย 'ฟุกุชิมะ' ที่เขาได้เดินทางไปเก็บบันทึกภาพของเมืองฟุกุชิมะในแต่ละช่วงเวลามาจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) อีกทั้ง เขายังเคยนำผลงาน Poperomia ไปจัดแสดงในมหกรรมศิลปะระดับนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ (Biennale di Venezia) ครั้งที่ 55 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ในปี 2556 ล่าสุด เขายังได้รับเลือกให้ร่วมเป็นหนึ่งศิลปินในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2563 (Bangkok Art Biennale 2020) ที่กรุงเทพฯ อีกด้วย

และนี่คือเรื่องราวของโปรเจกต์ศิลปะร่วมสมัยที่เปิดโอกาสให้คนราชบุรีได้พบปะกับงานศิลปะอย่างใกล้ชิด ทั้งในฐานะผู้ชมและนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นที่วศินบุรีมีส่วนทำให้เกิดขึ้น
ติ้วริเริ่มโปรเจกต์สตรีทอาร์ท 'ติดศิลป์.. บนราชบุรี' ด้วยการชักชวนเด็กรุ่นใหม่ 12 คนมาทำงานศิลปะ นับเป็นครั้งแรกที่เขาและเพื่อนๆ ในแวดวงศิลปะอีกหลายคนได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนในชุมชน แต่พวกเขาก็ช่วยกันระดมความคิด จินตนาการ เปลี่ยนถนนสฤษดิ์เดช ข้างพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงาน สะท้อนเรื่องราวของจังหวัดราชบุรี โดยมีรูปแบบน่าสนใจและเข้าถึงง่าย ทั้งหมด 6 โซน
.jpg)
ติดศิลป์.. บนราชบุรี จึงไม่เพียงเป็นงานที่ทำให้ผู้คนในชุมชนได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับพื้นฐานความเป็นศิลปะ แต่ยังเปิดมุมมองให้กับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วราชบุรียังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย นอกเหนือจากโอ่งมังกร
.jpg)
'ต่อจากนี้ บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย ร้านโชว์ห่วย ไม่ได้ขายแค่ของชำ ร้านอาหารไม่ได้มีแค่ของกิน รถเมล์ไม่ได้แค่ส่งผู้โดยสาร และศิลปะไม่ได้อยู่แค่ในหอศิลป์ เพราะทุกบ้านคือแกลเลอรี่ ทุกที่คือหอศิลป์'
เพียงแค่ได้เห็นสโลแกนของโปรเจกต์ 'ปกติศิลป์ Art Normal' ก็ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่างานครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด จากเดิมที่คนในชุมชนไม่คุ้นเคยกับแกลเลอรี่มากนัก ติ้วจึงใช้โอกาสนี้เปลี่ยนพื้นที่อยู่อาศัยในชุมชน ให้กลายเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะเสียเลย
ติ้วพูดถึงกระบวนการทำงานร่วมกับผู้คนในชุมชนว่า "งานนี้เราไม่ได้ทำแค่ตอบสนองคนที่สนใจงานศิลปะ แต่เราพยายามสร้างคนที่ไม่เคยทำงานศิลปะให้มีพื้นฐาน เราชวนคนขับรถเมล์มาหัดถ่ายรูป ชวนป้าร้านทำผมเด็กมาเพ้นต์รูป เพื่อให้คนในชุมชนเดินไปกับเราด้วยความเข้าใจ เป็นจุดที่ศิลปะเป็นแค่ตัวเชื่อมโยงให้คนในชุมชนรู้จักสิ่งที่ตัวเองเป็น"
 (1).jpg)
ศิลปะหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว หนังสั้น ประติมากรรม ศิลปะสื่อผสม ศิลปะการจัดวางกราฟฟิตี้ ถูกนำมาติดตั้งตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วเมือง ทั้งในร้านค้า โชห่วย ร้านก๋วยเตี๋ยว แม้กระทั่งบนรถเมล์หรือสันเขื่อนก็มีงานศิลปะให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้แวะเข้าไปชม
4 ปีหลังจากนั้นเมื่อเมืองราชบุรีเผชิญกับการเปลี่ยนผ่าน บางพื้นที่นั้นกำลังจะเลือนหายไป และกลายเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม วศินบุรีจึงถือโอกาสนี้กลับมาจัดงานปกติศิลป์อีกเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิดที่ว่า 'ทอยบุรี (Toyburi)'
.jpg)
"เราเข้าไปคุยกับเครือข่ายที่คุ้นเคย อย่างร้านข้าวหมูแดง ร้านทำผมข้างๆ ว่า ขอพื้นที่ในบ้านนิดนึงได้ไหม แล้วชวนนักออกแบบมาเลือกพื้นที่ งานครั้งต่อไปเราก็จะมีพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงงานต่อได้เลย และเรายังมีผัง (Art Map) ทำเป็นเส้นทางจักรยานไว้ปั่นชมงาน พอหลังจากจบงาน ใครที่ต้องการใช้พื้นที่จัดแสดงงาน ก็สามารถมาจัดแสดงตามที่เหล่านี้ได้ทั้งปี เราเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันอย่างยั่งยืนได้ ความคิดเห็นจากชาวบ้านที่มีส่วนร่วมในงานปกติศิลป์ปีแรก มีการพูดถึงสิ่งที่เขาสนุกมากคือ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เข้ามาดูงาน เพราะสิ่งนี้ทำให้เขาสามารถพูดถึงสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่ตัวเองมี และสิ่งที่ตัวเองเคยคิดเคยฝัน ศิลปะมันทำให้เขาหันมากลับไปยังสิ่งที่เขาผูกพันอย่างไม่รู้ตัว" สำหรับเขางานนี้จึงเหมือนเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เคยทำไว้ใน ปกติศิลป์ Art Normal อยู่เหมือนกัน

เมื่อศิลปะเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนในชุมชน ก็ถึงเวลาที่เมืองราชบุรีจะเปิดประตูต้อนรับผู้คนภายนอกได้เข้ามาทำความรู้จักกับแก่นแท้ของชุมชนเมืองราชบุรี ในปี 2557 วศินบุรีชวน โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปิน-นักวาดภาพประกอบชาวไทย มาสร้างมาสคอตขนาดยักษ์อย่าง 'เด็กดิน' ทำหน้าที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองศิลปะแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
แม้ก้อนดินจะเป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม แต่เมื่อนำมาผสมกับความฝันและแต่งเติมจินตนาการลงไป ดินก้อนหนึ่งก็อาจกลายเป็นงานเซรามิกที่มีคุณค่าได้ เช่นเดียวกัน เมื่อคนในเมืองราชบุรีลุกขึ้นมาลงมือทำ เรียนรู้และช่วยกันพัฒนาศิลปะให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ดังความตั้งใจของติ้วที่อยากเห็นเมืองราชบุรีกลายเป็นเมืองแห่งศิลปะร่วมสมัยในซักวันหนึ่ง
"ทุกวันนี้ทุกคนพูดในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่เราไม่มีความชอบที่เป็นของส่วนกลาง เราอยากให้คนราชบุรีเป็นอย่างที่เขาอยากเป็นมากที่สุด บนพื้นฐานของความไม่เห็นแก่ตัว มองเห็นสภาพสังคมพื้นฐานโดยรวมร่วมกัน พอเรามีพื้นฐานร่วมกัน เราก็สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นร่วมกันได้ สมมติเราชอบเด็กดิน เพราะเรามองว่าไม่จำเป็นต้องทำงานศิลปะที่อิงกับคำขวัญเมือง นี่คือพื้นฐานของความต้องการที่แตกต่างกัน เราพยายามสร้างทางเลือกให้ตรงกับคนทุกกลุ่มมากที่สุด งานเด็กดินอาจจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ถ้าเรามีโอกาสเราจะทำงานศิลปะร่วมสมัยเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะเจอบางอย่างที่ชอบในอนาคต"
อีกทั้ง ติ้วยังมีโปรเจกต์ส่วนตัวที่ทำมานานแล้ว อย่าง 'ไอ้จุด' ประติมากรรมสุนัขที่มีรูพรุนทั่วตัว ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสุนัขข้างถนนในประเทศไทย วศินบุรีพาเจ้าประติมากรรมขนาดใหญ่ชิ้นนี้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดราชบุรี และสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยตามที่มีคนติดต่ออยากพาเจ้าจุดไปจัดแสดง โดยรายได้ทั้งหมดจะถูกนำไปสนับสนุนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นบ้านของมัน
.jpg)
บางครั้งกิจกรรมทางศิลปะของติ้วทำให้คนราชบุรีได้ทดลองสร้างงานศิลปะด้วยตัวเอง ยังส่งผลช่วยให้พวกเขาสานฝันให้เป็นจริงได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น โปรเจกต์ Artchangeburi เมื่อปี 2561 ที่เขาชักชวนน้องๆ และคุณครูกว่า 40 คน มาร่วมกันสร้างงานศิลปะจากอิฐบล็อก แต่งแต้มสีสันทีละก้อน จนประกอบเป็นงานศิลปะหนึ่งชิ้นที่ช่วยต่อยอดให้พวกเขามีรายได้กลับมาสร้างเป็นสนามฟุตบอลของโรงเรียน
นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนและผู้ด้อยโอกาสบางกลุ่มสร้างสรรค์งานศิลปะจากผืนผ้าและลูกปัด เป็นปลาตะเพียน สร้อยคอ รวมถึงกระเป๋าผ้าปักลาย เพื่อนำรายได้จากการขายงานศิลปะมาเป็นทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายในชีวิต เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้พวกเขามีโอกาสดำเนินชีวิตได้ด้วยสองมือของพวกเขาเอง
"ผมหวังว่าตอนนี้ คำว่า ศิลปะ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเขาอีกต่อไป และสักวัน ศิลปะ อาจคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของทุกๆ ชุมชนได้ตลอดไป" นี่เป็นถ้อยประโยคสุดท้ายที่ติ้วฝากไว้เคียงข้างสนามฟุตบอลแห่งนั้น
.jpg)
7170 VIEWS |
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา