ความเปราะบางและความเข้มแข็งของชีวิตในงานศิลปะของ ปิยลักษณ์ เบญจดล

    บอลล์-ปิยลักษณ์ เบญจดล เป็นศิลปิน เป็นอาจารย์สอนศิลปะ และเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    ในวันที่เธอจัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกของตัวเองที่ชื่อ Fragility เธอป่วยเป็นโรคมะเร็งเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และในการป่วยครั้งนี้ เธอตัดสินใจว่าจะรักษาแบบประคับประคอง

    Fragility, Solo Exhibition by BallPiyaluk (Piyaluk Benjadol) เป็นนิทรรศการที่รวมผลงานจำนวนมากถึง 69 ชิ้นซึ่งเธอสร้างสรรค์ในช่วงเวลาราว 2 ปีที่อยู่กับความเจ็บป่วย (มะเร็งครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3) แต่เพราะงานนี้จัดในห้วงเวลาเดียวกับการแพร่ระบาดของ โควิด 19 รอบที่ 3 ในประเทศไทย จึงมีคนจำนวนไม่มากนักที่มีโอกาสได้ชม

    แต่เราได้ไปร่วมชมงานนี้ ...และประทับใจกับพลังและสารที่ถูกส่งออกมาจากงานชุดนี้มาก จึงอยากนำเรื่องราวของศิลปินผู้นี้และงานของเธอมาบันทึกไว้

    เป็นเรื่องราวหนึ่งที่สมควรถูกบันทึกไว้ในท่ามกลางความเปราะบางของชีวิตพวกเราทุกคน

จากเด็กเรียนสู่โลกของศิลปะ
    ในวัยเยาว์ บอลล์-ปิยลักษณ์ เบญจดล ไม่ใช่เด็กชอบวาดรูป แต่เธอเป็นเด็กหัวดีและเรียนเก่ง หลังจบมัธยมต้นที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เธอไปเรียนต่อที่แผนกศิลป์-ฝรั่งเศส ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จนเมื่อได้รับคำแนะนำจากญาติให้ลองเรียนต่อด้านศิลปะและการออกแบบ เธอจึงเริ่มหันมาสนใจด้านนี้
    "ตอนที่ต้องเรียนติวเป็นการส่วนตัวครั้งแรกกับคุณครูศิลปะเพื่อเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ตามที่ได้รับคำแนะนำจากคุณน้า ถึงได้รู้ตัวว่าก็พอวาดรูปได้บ้าง รู้ตัวอีกครั้งตอนเรียนปี 1 ที่คณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร จำได้ว่าปลื้มใจมากที่งานวาดภาพดรอว์อิ้งต้นไม้ ซึ่งเราเลือกวาดต้นไม้ที่เป็นวัชพืชขึ้นอยู่ตรงแถวสนามหลวง แล้วได้เกรด A และได้รับคำชมจากอาจารย์ที่สอน ช่วงปีหลังๆ ที่เรียนโปรดักต์ดีไซน์ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเลยเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ในห้อง แต่จะมีความสุขและคิดว่าทำได้ดีในการศึกษาผลงานนักออกแบบผลิตภัณฑ์จากหนังสือในห้องสมุด" เธอเล่าย้อนถึงการเรียนในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต "จำได้ว่าอาจารย์ให้ไปศึกษาและคัดลอกภาพโปรดักต์ต่างๆ เป็นร้อยภาพเลยค่ะ เราก็ใช้สีไม้เขียนภาพขนาดเล็กของงานดีไซน์ชื่อดังทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโปรดักต์ดีไซน์และนักออกแบบคนสำคัญ ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่รู้สึกสนใจการออกแบบเก้าอี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นวัตถุธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้ศิลปะในการออกแบบ จึงจะกลายเป็นโปรดักต์ที่ประสบความสำเร็จและคนจดจำได้"
    บอลล์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี BFA เกียรตินิยมอันดับสองในปี 2532 เธอทำงานคราฟต์จำหน่ายที่ร้านของคุณน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนไปทำงานเป็นโปรดักต์ดีไซเนอร์ในบริษัทในเครือ Jim Thompson ซึ่งทำให้เธอได้ดูแลผลิตภัณฑ์ผ้าไหม กระเป๋า และของที่ระลึกต่างๆ จากนั้นเธอก็ไปเรียนภาษาที่ฝรั่งเศสและได้มีโอกาสท่องเที่ยวในหลายประเทศ เธอมีโอกาสรับงาน au pair ที่ฝรั่งเศสต่ออีกพักหนึ่งในเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เป็นช่วงชีวิตที่เธอได้อยู่กับผู้คนที่มีวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย และก่อนถึงเวลากลับเมืองไทยจริงๆ เธอยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ในปารีสช่วงสั้นๆ อีกด้วย
    เมื่อกลับมาบ้านเกิด เธอกลับมาทดลองงานที่บริษัทในเครือ Jim Thompson อีกครั้ง แต่เมื่อเห็นข่าวว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพกำลังให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทสำหรับบุคคลภายนอกในสาขาศิลปะและการออกแบบ เธอจึงลองสมัคร แล้วได้จับพลัดจับผลูมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพในปี 2534 โดยเริ่มเป็นอาจารย์ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่เพิ่งเปิดได้ 2 ปี ในตอนนั้น
    หลังจากนั้นชีวิตของปิยลักษณ์ก็อยู่ในแวดวงการศึกษามาโดยตลอด
อาจารย์ที่เป็นศิลปิน ศิลปินที่เป็นอาจารย์
    บอลล์ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพไปเรียนต่อสาขา Computer Graphics Design ที่ Rochester Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา และจบการศึกษาระดับปริญญาโท MFA ในปี 2538
    แล้วชีวิตของเธอก็กลับมาเกี่ยวพันกับการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ก่อนจะได้เลื่อนตำแหน่งในคณะฯ มาตามลำดับ เธอยังเริ่มมีผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาการออกแบบ และทำวิจัยร่วมกับ Practical Design Studio ในหัวข้อ Vernacular Thai Graphic Design รวมทั้งการก่อตั้งกลุ่ม 'สำนึกสู่สังคม' (Nuts Society) ร่วมกับศิลปิน ต้อย นพไชย อังควัฒนะพงษ์ (คู่ชีวิตของเธอ) และร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์กับกลุ่ม โครงการ และองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
    "พอมาเป็นอาจารย์ก็กลับไปทบทวนความรู้เกี่ยวกับศิลปะและการออกแบบเมื่อสมัยเรียน และรู้สึกว่าสนใจศิลปะในเชิงประวัติศาสตร์และงานออกแบบที่มีความสัมพันธ์กับสังคมมากกว่าในเชิงเทคนิค เทรนด์ สไตล์ หรือธุรกิจ จึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในวงที่กว้างออกไปทั้งสังคมวิทยา มานุษยวิทยา วัฒนธรรมศึกษา สัญวิทยา และปรัชญาร่วมสมัยต่างๆ เมื่อดูงานศิลปะจึงรู้สึกสนุกที่จะวิเคราะห์ ตีความ และเชื่อมโยงความรู้เหล่านี้ในการดูงานด้วยค่ะ" เธอเล่าถึงมุมมองที่ได้จากการเป็นอาจารย์
    ปี 2553 เธอมีผลงานสร้างสรรค์ 'แบบเรียนรู้ใหม่ กขค: สมุดคัดลายมือ' จัดแสดงและตีพิมพ์เผยแพร่ในการประชุมเชิงวิชาการ 4th Silpakorn University Research Fair ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม และยังได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นอุปนายกฝ่ายวิชาการของสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย (ThaiGa) ช่วงปี 2553-2556 อีกด้วย
    ช่วงเวลาไล่ๆ กันนั้น บอลล์ก็ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก PhD สาขา Design Arts (International Program) ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และจบการศึกษาในปี 2559 ผลงานศิลปนิพนธ์ระดับปริญญาเอก หัวข้อ The Visual Semiotics of Yor (ญ) Alphabet Primers and Thai Femininity Discourses ที่จัดแสดงผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ในนิทรรศการ 4th Ph.D. Design Arts Thesis Exhibition ที่หอศิลป์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ งานที่เธอตีความตัวอักษร ญ. กับมุมมองและค่านิยมเรื่องความเป็นหญิงในสังคมไทยชิ้นนี้ ถือเป็นงานชิ้นสำคัญที่ทำให้เธอได้มีโอกาสไปบรรยายในหลายๆ เวที รวมทั้งในงาน Granshan 2015: Global Identity in Practice ที่ประเทศอังกฤษ
    "งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับแบบเรียนพยัญชนะ ญ เริ่มต้นจากการหาหัวข้อสำหรับศิลปนิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างปี 2554-2559 ในขณะนั้นเราได้เก็บสะสมแบบเรียนพยัญชนะของไทยไว้แล้วประมาณ 20 เล่ม เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการค้นคว้าเรื่องคำกำกับพยัญชนะเมื่อเริ่มทำงานกลุ่ม Nuts Society ชุด 'แบบเรียนรู้ใหม่ ก ข ค: A Learning Reform' ซึ่งนำเสนอคำกำกับพยัญชนะชุดใหม่ ก-ฮ ที่ใช้คำที่เป็นนามธรรมและสอดแทรกคำที่มีความหมายเชิงคุณธรรมและจริยธรรม เช่น ก เกื้อกูล ข ขันติ ค คารวะ เป็นต้น เมื่อได้เห็นคำกำกับพยัญชนะ ญ เกือบทุกเล่ม (ช่วงเวลา 114 ปี ระหว่างปี 2442 - 2555) เป็นคำว่า 'หญิง' และมีคำขยายที่มักมีความหมายในเชิงรูปลักษณ์และความงามอย่าง 'โสภา' 'สวยงาม' 'งามวิไล' 'เอวบาง' 'งามตา' 'งามหน้า' ฯลฯ เราจึงเห็นวาทกรรมทางเพศของสังคมที่ปลูกฝังความคิดและทัศนคติเรื่อง 'ความงาม' ให้กับเพศหญิงตั้งแต่เด็ก วาทกรรมเหล่านี้ไม่เคยมีใครตั้งคำถามมาก่อนหรือวิเคราะห์ให้เห็นบริบทที่แวดล้อมและหล่อหลอมความคิดความเชื่อของคนในสังคมไทยตลอดมา ความสนใจเรื่องเพศสภาพ อำนาจ และสังคมแบบปิตาธิปไตยทำให้เราเลือกทำศิลปนิพนธ์หัวข้อ 'The Visual Semiotics of Yor (ญ) Alphabet Primers and Thai Femininity Discourses' (สัญศาสตร์เชิงภาพในแบบเรียนพยัญชนะ ญ และวาทกรรมเพศหญิงของไทย) นอกจากงานวิจัยแล้วยังมีงานสร้างสรรค์ชุด "Yor (ญ) Alphabet: A Learning Reform" เป็นงานออกแบบสื่อเรียนรู้พยัญชนะ ญ ที่ใช้คำกำกับว่า 'ญ ญาติ' และคำอื่นๆ ที่มีพยัญชนะ ญ (เช่น ปัญญา ปรัชญา ญาณ ฯลฯ)ในรูปแบบโต๊ะเรียนแบบ interactive ชุดการ์ดเรียนรู้พยัญชนะ ญ และคำกำกับ 67 คำที่ใช้ typeface ที่ออกแบบโดยนักออกแบบไทยรวม 67 แบบ และไม้บรรทัดแบบตัวอักษร (alphabet template) ที่เมื่อเขียนผสมคำแล้วสามารถสร้างคำที่มี ญ เป็นพยัญชนะต้นหรือตัวสะกดได้ 67 คำแต่ไม่สามารถสร้างคำว่า 'หญิง' ได้ งานออกแบบทั้ง 3 ชุดจึงจงใจตัดคำและวาทกรรมเพศหญิงออกจากวิธีการเรียนรู้ตัวอักษร ญ ค่ะ"
    แต่ก็ในช่วงเวลาไล่ๆ กันนั้นเอง ต้นปี 2555 หลังจากประเทศไทยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ไปราวหนึ่งปี ...เธอก็พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง
    ปิยลักษณ์เข้ารับการผ่าตัดและรักษาด้วยเคมีบำบัดอยู่ 6 เดือน ควบคู่ไปกับการดูแตัวเองตามแนวทางธรรมชาติบำบัด และเมื่อโรคร้ายผ่านไป การงานทั้งด้านการเรียนการสอนและงานศิลปะของเธอก็ยังคงถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง
    จากเด็กเรียนเก่ง สู่การเป็นครูผู้สอนที่เก็บประสบการณ์การสอนมากว่า 30 ปี เมื่อชวนเธอคุยเรื่องนี้ เราจะพบว่าเธอจะเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
    "ความสุขของการทำงานด้านการศึกษาสำหรับตัวเองมี 3 ประเด็น 3 ช่วงเวลาค่ะ" อาจารย์บอลล์กล่าวถึงชีวิตการเป็นผู้สอนของตัวเอง "ประเด็นที่ 1 คือมีความสุขในขณะที่เตรียมการสอนก่อนเข้าคลาสในแต่ละครั้ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราได้ค้นคว้าข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติมอัพเดตตัวเองเพื่อให้เข้าใจในเนื้อหาของหัวข้อที่กำลังจะสอน ได้จัดเรียงความคิดในสมองให้เป็นระบบ เพื่อให้การเรียบเรียงสื่อการสอน รวมทั้งลำดับการกำกับคลาสในแต่ละครั้งให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ และให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้เรียนที่เรากำลังจะเจอในวันรุ่งขึ้นให้มากที่สุด ในขณะที่เวลาไปอยู่ในคลาสก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ถ้ามีนักศึกษาเพียงคนหรือสองคนตาแป๋วตั้งใจฟังหรือซักถามในห้องหรือหลังเลิกคลาส รวมทั้งกระตือรือล้นที่จะแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันก็จะมีความสุขขึ้นมาอีกระดับเป็นของแถมค่ะ"
    "ประเด็นที่ 2 คือมีความสุขเมื่อเห็นลูกศิษย์ได้เติบโตและประสบความสำเร็จเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเรื่องส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน จากประสบการณ์เกือบ 30 ปี ลูกศิษย์รุ่นแรกที่สอน ตอนนี้มีลูกเป็นวัยรุ่นแล้ว" เธอหัวเราะเบาๆ "พอได้ทราบข่าวคราวความเป็นไปของชีวิตและครอบครัว ก็ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณยายเลยค่ะ บางครั้งก็ได้ปลอบใจลูกศิษย์ที่คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งและในที่สุดก็จากไป หรือรู้สึกตกใจเมื่อลูกศิษย์ประสบอุบัติเหตุจนต้องเสียขาไป รวมทั้งการได้เห็นหลายคนไปทำงานแล้วมีความสุขในงานที่ทำ แม้ว่าเส้นทางที่เค้าเลือกจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปะหรือการออกแบบอย่างที่เรียนจบไปก็ตาม"
    "ประเด็นที่ 3 คือเรามีความสุขที่มีโอกาสได้มาเป็น 'ครู' ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่เคยนึกฝันหรือวางแผนมาก่อน ทำให้เราตระหนักว่าบทบาทครูมีความสำคัญต่อชีวิตของคนแต่ละคนอย่างไร และปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง ทั้งในฐานะผู้ให้ความรู้ ผู้แชร์ประสบการณ์ และผู้ให้คำแนะนำทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว แม้ว่าบางครั้งเมื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และตั้งใจทำโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกศิษย์เป็นหลัก ก็อาจเกิดการขัดแย้งกับผู้ร่วมงานบ้างก็ตาม" เธอกล่าวสบายๆ
    ปิยลักษณ์ยังไม่ได้เป็นแค่ครู แต่ยังเป็นผู้บริหารด้านการศึกษา โดยตำแหน่งหลังสุดของเธอก็คือคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
    "การได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้ทำงานบริหารด้านการศึกษาทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ความสามารถที่เราถนัดและประสบการณ์หลายปีในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาและความก้าวหน้าขององค์กรในภาพรวม ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกสนุกเมื่อเจอกับความท้าทายต่างๆ ที่โหมเข้ามาในวงการการศึกษาของไทยและทั่วโลก เป็นความสุขที่รู้สึกว่าได้ทำประโยชน์ต่อสังคมในหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์นะคะ" เธอกล่าวแล้วยิ้ม
ในความเปราะบาง
    ปลายปี 2561 ปิยลักษณ์พบว่าค่ามะเร็งในร่างกายเธอค่อยๆ สูงขึ้นอีกครั้ง
    เธอกลับเข้ารับการรักษาด้วยการบำบัดด้วยคีโม และในระหว่างที่พักอยู่ที่บ้าน เธอก็เริ่มมองหาหนทางที่จะสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง และงานศิลปะคือคำตอบนั้น
    "เราอยากทำงานสร้างสรรค์ที่สามารถนั่งทำอยู่ที่บ้านได้ ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่มากนัก สามารถนำของสะสมที่วางเรียงรายอยู่รอบๆ ตัวมาสร้างผลงานชิ้นเล็กๆ ที่ทำด้วยตัวคนเดียวได้ ไม่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่รื้อฟื้นทักษะที่เคยทำได้ในอดีตมาใช้ให้เหมาะสม ทุกอย่างสามารถประกอบสร้างบนโต๊ะเล็กๆ ในห้องนอน วางวัสดุอุปกรณ์บนเตียง และประยุกต์ใช้เคาน์เตอร์ในครัวเป็นมุมช่าง เพื่อเลื่อย ตะไบ ตัดชิ้นงานได้ เรียกว่าไม่ต้องใช้กำลังมากในการเดิน นั่ง ยืนเพื่อทำงาน ประกอบกับการได้เห็นศิลปิน อ.ต้อย นพไชย อังควัฒนะพงษ์ ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ใช้ไม้เก่าและวัสดุต่างๆ มาสร้างผลงานประติมากรรมและ installation มาตลอดหลายสิบปี การเดินทางไปซื้อของเก่าด้วยกันจึงเป็นกิจวัตรที่สร้างความเพลิดเพลินให้เราสองคนเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเราเสพย์ติดการเดินตลาดของมือสองเลยทีเดียว"​ เธอหัวเราะเบาๆ "โดยส่วนตัวเวลาได้ไปเดินตลาดแบกับดินแล้วเห็นตุ๊กตาหรือของเล่นเก่าๆ ที่เจ้าของทิ้งแล้ว บางชิ้นมอมแมมมาก บางชิ้นก็แขนขาหายไป รถเด็กเล่นไม่มีล้อ หรือจานชามร้าวบิ่น ก็นึกอยากชุบชีวิตให้มันใหม่ ด้วยการนำมาประกอบสร้างขึ้นเป็นวัตถุที่มีเรื่องราวอย่างที่เรานึกคิดและจินตนาการ"
    จากงานชุดหนึ่ง ต่อไปอีกชุด อีกชุด และอีกชุด กลายเป็นว่าระหว่างการรักษาตัว ปิยลักษณ์สามารถผลิตงานศิลปะออกมาได้ถึง 4 ชุดงาน โดยเริ่มจากการใช้ทักษะที่เธอคุ้นเคยมาสื่อสารถึงความเจ็บปวดของตัวเอง
    "เราเริ่มจากการถักโครเชต์ในงานชุด Pin Cushion Series และ Matter of Existence (ME) Series เป็นการรื้อฟื้นทักษะที่เคยทำตอนเด็กๆ เพราะเห็นคุณแม่เมื่อยังสาวถักชุดโครเชต์เป็นเสื้อและกระโปรงใส่ไปทำงาน นอกจากนี้ยังได้แรงบันดาลใจจากน้องที่ทำงานด้วยกันซึ่งนำเข็มกลัดที่เค้าถักโครเชต์เป็นรูปร่างต่างๆ มาให้ และยังเอื้อเฟื้อให้ตำราถักโครเชต์เป็นของขวัญและให้ยืมมาอีกหลายเล่มระหว่างที่เริ่มหัดถักอีกครั้ง ชิ้นงานโครเชต์บางรูปทรงในหนังสือก็ตรงกับวัตถุที่เราอยากนำมาใช้ในงานบางชิ้นพอดี จึงไม่ยากที่จะเห็นวิธีถักเป็นลำดับขั้นตอนในตำรา แต่บางครั้งเมื่อต้องสร้างวัตถุรูปทรงใหม่ที่ไม่มีในตำรา ก็ทำให้ต้องลองผิดลองถูกบ้างกว่าจะได้ชิ้นงานที่เหมาะสมเพื่อนำไปประกอบกับชิ้นส่วนอื่นๆ" เธอเล่าถึงผลงานสองชุดแรกที่ค่อยๆ คลี่คลายต่อไปตามวันเวลา
    "ส่วนผลงานในชุด Miniature Oddities เกิดจากการสะสมของจิ๋วเอาไว้มากมายและได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุที่เรียกว่า 'oddities' คือมีความแปลกประหลาด ผิดธรรมชาติ หายาก ไม่ธรรมดา มีชิ้นเดียวในโลก ฯลฯ จึงอยากนำของจิ๋วที่เป็นวัสดุหลากหลาย ทั้งพลาสติก ไม้ โลหะ เซรามิก ผ้า แก้ว ฯลฯ มาปะติดปะต่อกันให้เกิดเรื่องราวใหม่ๆ แต่โดยรวมยังคงมีขนาดจิ๋วเหมือนเดิม ผลงานเกือบทุกชิ้นในชุดนี้จึงมีขนาดประมาณไม่เกิน 10 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรค่ะ"
    "เราเชื่อว่าวัตถุทุกชิ้นมีความหมายและประวัติศาสตร์ของมันเองเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของเจ้าของคนก่อนที่ได้ใช้หรือเล่นมัน เราในฐานะของคนที่รับช่วงวัตถุนั้นๆ มา ก็อยากสร้างความทรงจำใหม่ๆ กับวัตถุเหล่านั้นด้วยการทำให้มันเป็นสิ่งใหม่ที่มีหน้าตารูปร่างแปลกไปจากเดิม การตัด ต่อ ปะ ติดจึงเป็นวิธีการหลักในการสร้างผลงานโดยอาจเรียกได้ว่าเป็น 3D collage การสร้างผลงานทุกชิ้นใช้การตัดสินใจแบบฉับพลันโดยไม่มีการร่างแบบไว้ก่อน เมื่อเรารู้สึกว่าวัตถุชิ้นหนึ่งมาจับคู่กับอีกชิ้นหนึ่งแล้วมันสร้างความหมายแบบที่เรารู้สึกได้ว่าใช่และฟอร์มมันเข้ากันได้พอดี ชิ้นงานนั้นๆ ก็จะถูกสร้างขึ้นทันที แต่ก็มีบางชิ้นที่กว่าจะหาคู่แท้ของมันได้ก็ต้องใช้เวลานาน" เธอนิ่งคิด ก่อนจะยกตัวอย่างการทำงานชิ้นหนึ่ง
    "ยกตัวอย่างชิ้นงานชื่อ The Empire of the Mind ในชุด Pin Cushion งานชิ้นนี้มีส่วนประกอบหลัก 5 ชิ้นคือ รถลากไม้ของเล่น ตุ๊กตา Happy Meal วัวพลาสติก ตุ๊กตาเด็กผู้หญิง และชิ้นงานถักโครเชต์รูปแฮมเบอร์เกอร์ โดยตุ๊กตา Happy Meal รูปโรนัลเป็นวัตถุที่สื่อความหมายหลักและส่งผลให้เกิดการจัดการกับวัวพลาสติกด้วยการตัดแบ่งเป็น 3 ท่อนเพื่อสื่อถึงการผลิตเนื้อเพื่อทำแฮมเบอร์เกอร์ ความหมายรวมที่ต้องการสื่อสารในงานชิ้นนี้คืออิทธิพลของ fast food จากบริษัทข้ามชาติที่ครอบงำวิถีการบริโภคของคนทั่วโลกรวมทั้งกลุ่มเด็ก โดยใช้การโฆษณาและใช้ของเล่นของแถมเป็นสิ่งดึงดูด เป็นการปลูกฝังการบริโภคเกินความจำเป็น (เพราะอยากสะสมของแถม) รวมทั้งเป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคแบบตะวันตกและทำให้คนทั้งโลกมีวิถีชีวิตภายใต้ monoculture แบบเดียวกันทั้งโลก งานเกือบทุกชิ้นในชุดนี้แม้จะมีรูปลักษณ์ที่น่ารักสวยงามแบบของเล่น แต่ก็แฝงความหมายเชิงวิพากษ์ในประเด็นที่เราสนใจ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
    การทำงานศิลปะ เคียงคู่มากับความเจ็บป่วยและการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อมาถึงต้นปี 2564 ปิยลักษณ์กลับมาเป็นมะเร็งอีกเป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้ไม่สามารถผ่าตัดได้เพราะเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง เธอตัดสินใจไม่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดต่อเนื่องจากแพ้ยาเคมีมาก จึงดูแลตัวเองแบบประคับประคองและรักษาตามอาการ
    "ส่วนผลงานชุดล่าสุดคือ Loved and Gone ค่ะ" อาจารย์บอลล์เล่าถึงผลงานชุดหลังสุด ซึ่งเดิมชื่องานชุดนี้จะใช้ตั้งเป็นชื่อนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเธอ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น Fragility ในภายหลัง "งานชุดนี้เป็นการนำเส้นผมตัวเองที่ร่วงตั้งแต่รับการบำบัดด้วยคีโมครั้งแรกเมื่อ 9 ปีก่อนรวมทั้งอีก 2 ครั้งที่ผ่านมา มาประกอบกับผมปลอม ผมของ อ.ต้อย และชิ้นส่วนวัตถุอื่นๆ เพื่อสร้างผลงาน ในระหว่างหาข้อมูลก็พบว่ายังมีชาวตะวันตกทำ Hair Art แบบดั้งเดิมอยู่ โดยเป็นการนำเส้นผมของคนที่เราต้องการเก็บเป็นที่ระลึก ทั้งก่อนหรือหลังเสียชีวิต มาสร้างเป็นเครื่องประดับหรือประดิษฐ์เป็นดอกไม้หรือภาพใส่ในกรอบ ในงานช่างฝีมือโบราณของจีนก็มีเทคนิคการปักภาพด้วยเส้นผมคนจริง นอกจากนี้ยังมีศิลปินร่วมสมัยที่ใช้เส้นผมเป็นวัสดุในการปักหรือถักเป็นชิ้นงาน การสร้างผลงานชุดนี้ในช่วงระยะเวลาที่รู้ตัวว่าอาจจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ส่วนหนึ่งจึงอยากให้ตัวชิ้นงานเป็นวัตถุตัวแทนความทรงจำ การระลึกถึง และความรักที่ส่งต่อให้กับคนที่อาจต้องการครอบครองมัน อีกอย่างที่เป็นผลพลอยได้คือทำให้เลิกกลัววิกผม ซึ่งเป็นอาการที่เป็นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เมื่อมาหยิบจับวิกผมปลอมและเส้นผมของตัวเองในช่วงเจ็บป่วย ก็หายกลัววิกผมไปเลย"
    ในท่ามกลางความเปราะบาง ซึ่งเราจินตนาการว่าน่าจะประกอบไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด แต่ก็ยังมีส่วนผสมของความหวังและความฝันอยู่ด้วย ปิยลักษณ์ค่อยๆ สร้างผลงานและค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ปกติของชีวิต จนการทำงานศิลปะกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างไม่ยากเย็นเกินไปนัก
    "ระหว่างที่รับการรักษาด้วยคีโมก็มีอาการอ่อนเพลียบ้าง บางครั้งก็อยากพักผ่อนไม่ทำอะไร แต่พอได้หยิบจับชิ้นงานมาทำ เวลาก็มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ผลข้างเคียงคืออาการชาที่ปลายนิ้ว เมื่อนั่งทำงานเพลินๆ ด้วยการถักโครเชต์เป็นเวลานานก็มักจะปวดนิ้วบ้าง และการระมัดระวังไม่สูดดมสิ่งที่เป็นพิษทำให้ต้องใช้กาวที่ไม่มีกลิ่นเหม็นก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง เพราะกาวแบบที่ไม่เหม็นต้องใช้เวลานานกว่าจะแห้งตัว การปะติดชิ้นงานจึงต้องใช้เทปนิตโต้ช่วยดามไว้ก่อนทิ้งให้แห้งสนิท จึงจะสามารถติดชิ้นส่วนอื่นๆ ต่อไปได้ อุปสรรคช่วงสุดท้ายคือช่วงที่ต้องนำเส้นผมมาต่อกันเป็นเส้นยาว ต้องให้ อ.ต้อย ช่วยทำเพราะไม่สามารถใช้กาวอย่างอื่นได้นอกจากกาวตราช้างที่มีกลิ่นเหม็น" เธอบอกเล่าสบายๆ
    ความคาดหวังของปิยลักษณ์สำหรับงานเหล่านี้ ก็คือการได้จัดแสดงเป็นนิทรรศการสักครั้ง และกลุ่มมิตรสหายของเธอที่รวมตัวกันในนาม PRACTICAL school of design ก็อาสารับหน้าที่มาทำให้กลายเป็นความจริง โดยมี เบล-กนกนุช ศิลปวิศวกุล ทำหน้าที่คิวเรเตอร์
    "สิ่งที่เราคาดหวังคือการได้เห็นงานชุดนี้ได้จัดแสดงอย่างเป็นระบบในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสเห็นชิ้นงานและได้สร้างเรื่องราวใหม่ๆ ขึ้นในใจหรือในความคิดของแต่ละคน ซึ่งตีความและเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้การได้สื่อสารความคิดหรือทัศนคติของเราที่มีต่อโลกและสังคมในประเด็นต่างๆ เช่น เพศสภาพ บริโภคนิยม อำนาจนิยม เสรีภาพส่วนบุคคล ฯลฯ ผ่านวัตถุที่มองผิวเผินอาจจะดูน่ารักหรือเหมือนของเล่น แต่ลึกๆ แล้วก็ทำให้เรามีโอกาสได้ปลดปล่อยความรู้สึกต่อต้านการครอบงำบางอย่างออกจากจิตใจไปบ้างผ่านชิ้นงานที่เป็นเหมือนลูกอมที่ไม่ได้มีรสหวานอร่อยนักเช่นกัน" ปิยลักษณ์กล่าวถึงจุดตั้งต้นของนิทรรศการ Fragility
    "ตอนที่เบลส่งรูปถ่ายตอนติดตั้งงานเสร็จแล้วมาให้ก่อนเปิดงานก็รู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันใจมากค่ะ การได้เห็นชิ้นงานติดตั้งอย่างสวยงามและเสร็จสมบูรณ์แม้จะมีปัญหานิดหน่อยในระหว่างการติดตั้ง ก็ทำให้มีความสุขมากค่ะ เพราะด้วยปัญหาสุขภาพในวันนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสจัดแสดงงานเป็นครั้งที่สองหรือเปล่า ...นิทรรศการนี้จึงมีความหมายต่อชีวิตเรามาก"
ความทรงจำใหม่ และความหมายของศิลปะ
    วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 ในท่ามกลางข่าวการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ นิทรรศการที่เตรียมการมาเป็นเวลาเนิ่นนานก็เปิดให้เข้าชมเป็นวันแรก วันนั้นมิตรสหายและลูกศิษย์จำนวนหนึ่งของปิยลักษณ์ทยอยสลับกันมาร่วมชมผลงานที่ถูกจัดขึ้นในห้องเล็กๆ บนอาคารเก่าย่านสุขุมวิท 23 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ PRACTICAL school of design ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นแกลเลอรี่ (แน่นอนว่ามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างแข็งขัน)
    "พอได้พบกับผู้ชมและได้พูดคุยกันถึงพลังที่แต่ละคนรับรู้และสัมผัสได้ผ่านชิ้นงาน และการรับรู้ถึงกระบวนการทำงานที่ช่วยเยียวยาในระหว่างเจ็บป่วย ก็ยิ่งเป็นกำลังใจให้เราอยากเริ่มทำงานชิ้นต่อๆ ไปเลยค่ะ ในช่วงแรกๆ ก็ได้รับฟีดแบ็กว่าตั้งราคางานต่ำไป" เธอหัวเราะเบาๆ เมื่อกล่าวถึงชิ้นงานที่ถูกจับจองเป็นจำนวนมากตั้งแต่วันแรก "แต่ความตั้งใจคืออยากให้คนที่ชอบผลงานได้นำไปครอบครองและดูแลต่อ เพื่อสร้างเรื่องราวและความทรงจำใหม่ๆ ต่อจากเราที่ได้สร้างมันขึ้นมา รู้สึกขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ฝ่าฟันความเสี่ยงช่วงโควิดมาพบปะเจอกันทั้งวันเปิดงานและวันอื่นๆ ที่จัดแสดงงาน รวมทั้งให้บ้านใหม่กับงานทุกชิ้นค่ะ"
    ในวันนั้นเราเห็นการพูดคุยเพื่อตีความผลงานจากหลายผู้คน ได้ยินความประทับใจที่แสดงอยู่ในบทสนทนา และเห็นสายตาหลายคู่ที่เพ่งมองชิ้นงานหลายชิ้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ...เป็นหนึ่งวันในชีวิตที่จะประทับอยู่ในความทรงจำของทุกคนที่มีส่วนร่วม
    เราพบว่าแม้ในวันที่เจ็บป่วย บอลล์-ปิยลักษณ์ เบญจดล ก็ยังคงมีบทบาทเป็นศิลปิน เป็นอาจารย์สอนศิลปะ และเธอยังเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวบางอย่างที่มีความหมายอันลึกซึ้งให้กับโลกใบนี้
    ในความเปราะบางมีความเข้มแข็ง ในความทุกข์มีความสุข และในความสิ้นหวัง เรายังคงมีความหวังอยู่
    ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ...งานศิลปะของ บอลล์-ปิยลักษณ์ เบญจดล บอกกับเราอย่างนั้น

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง