ส่องเลนส์ชีวิต ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดงสู่ช่างภาพผู้กำลังจะมีนิทรรศการครั้งแรก!

    "ผมอยากให้คนจดจำผมในฐานะช่างภาพมากกว่านักแสดงครับ" 


    ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร ในวัย 29 บอกเล่าถึงความฝันและเป้าหมายในอนาคตอย่างหนักแน่น

    ตลอดช่วงชีวิตของไมเคิล เขาเคยผ่านบทบาทการแสดงมามากมาย เริ่มจากการแจ้งเกิดเป็น วิเชียร เด็กชายที่มีพลังวิเศษในเรื่องเด็กหอ (2006) ก่อนจะถูกจดจำในฐานะ ไม้ เด็กหนุ่มช่างฝันในปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (2008) หมอก หนุ่มช่างภาพประจำฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น (2013) นัท หนึ่งในสมาชิกชมรมครอสเวิร์ดจากเรื่องเพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ตอนคืนแหกกฎ (2015)

    นอกเหนือจากการเป็นนักแสดง ชีวิตจริงของไมเคิลเองก็เคยผ่านบทบาทหน้าที่มาหลากหลาย ทั้งการเป็นโปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการ Hang Over Thailand ดีเจประจำ Cat Radio นักเขียนเจ้าของหนังสือ Tokyo Unscripted ร่วมกับเพื่อนซี้ กันต์ ชุณหวัตร นักวาดการ์ตูนสร้างคาร์แรกเตอร์บนลายเสื้อและกระเป๋าในงาน CAT T-SHIRT

    แต่บทบาทที่ไมเคิลดูจะชื่นชอบและหลงใหลมากที่สุด คือ การเป็น 'ช่างภาพ'

    จากงานอดิเรกในวัยเด็ก การถ่ายภาพกลายมาเป็นบทบาทใหม่ในชีวิตการทำงาน เขาพิสูจน์ฝีมือผ่านการเป็นช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์ I Hate You, I Love You, แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ทสอง, มิวสิกวิดีโอเพลง ขอพร และ ยินดีที่ได้พบ ของ กันต์ ชุณหวัตร, เพลง คนไม่ใช่ต้องพยายาม ของ บีน นภสร และภาพถ่าย Cat Radio TV ปี 2020 ล่าสุด เขากำลังจะมีนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรก ร่วมกับช่างภาพชาวญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า 'Bangkok Sequencity' อีกด้วย

    เราจึงถือโอกาสนี้ ชวนเขามาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นความชอบ มุมมองการถ่ายภาพ เรื่องราวเบื้องหลังการจัดนิทรรศการครั้งแรก และความฝันที่อยากถูกจดจำในฐานะช่างภาพของเขา

ความทรงจำผ่านเลนส์กล้อง

    ด้วยความที่เข้าวงการตั้งแต่ยังเด็ก ไมเคิลจึงมีโอกาสได้เห็นการทำงานของช่างภาพในกองถ่ายมามากมาย เลนส์รูปทรงแปลกตาดึงดูดความสนใจของเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี

    "ตอนผมเด็กๆ ในกองถ่ายเขายังใช้ฟิล์มกันครับ ระหว่างทำงานเราเห็นช่างภาพแต่ละคนใช้กล้องต่างกันไป บางคนใช้ฟิล์มม้วนเล็ก อีกคนใช้ม้วนใหญ่ เราจึงผูกพันกับกล้องฟิล์มประมาณหนึ่ง เราชอบขอมองผ่านเลนส์กล้องของช่างภาพว่าเป็นยังไง ตอนนั้นรู้สึกว่างานช่างภาพมันเท่มากเลย พอโตมาเราก็เริ่มถ่ายภาพมาเรื่อยๆ จำได้ว่าก่อนจะซื้อกล้องตัวแรก เคยมีแฟนคลับให้กล้องคอมแพคเป็นของขวัญสมัยม.ปลายด้วย"


    แอนเซล อดัมส์ (Ansel Easton Adams) ช่างภาพระดับโลกชาวอเมริกันและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้เป็นเจ้าของภาพถ่ายทิวทัศน์ขาวดำอันงดงาม และเป็นคนคิดค้นทฤษฎี Zone System ที่นักถ่ายภาพแทบทุกคนจะต้องศึกษา คือช่างภาพที่ส่งมอบแรงบันดาลใจและเติมเชื้อไฟความชอบในการถ่ายภาพให้กับชายหนุ่มมากกว่าเดิม

    หลังจากนั้น ชีวิตของไมเคิลก็มีกล้องถ่ายภาพเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปทุกที่ ไม่เว้นแต่ร้านสะดวกซื้อ

    "ผมพกกล้องตลอดเวลาครับ ถึงจะรู้ว่าคงไม่ได้ถ่ายแต่ก็พกไว้ ถ้าไม่พกกล้องไป ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่กางเกงใน" เขาหยุดหัวเราะ ก่อนพูดต่อ "เราเคยเจอโมเมนต์ที่มันสวยงามมากแต่เราไม่มีกล้อง นั่นหมายถึงเราจะไม่มีโอกาสเก็บภาพไว้ เรารู้สึกเสียดายถ้าเราต้องพลาดโมเมนต์นั้นไป การมองด้วยตามันสวยครับ แต่มันก็ดีถ้าเราได้ถ่ายภาพเก็บไว้ด้วย เพราะผมชอบถ่ายภาพมากจริงๆ"

    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขามักพกกล้องฟิล์มและกล้องดิจิทัลอย่างละหนึ่งตัวออกจากบ้านเสมอ

    "เวลาถ่ายภาพดิจิทัล เราสามารถถ่ายซ้ำจนกว่าจะพอใจได้ ต่างจากฟิล์มที่มีข้อจำกัดมากกว่า มันทำให้เราคิดมากขึ้น รู้สึกมากขึ้นก่อนจะกดชัตเตอร์ และทำให้เราได้อยู่ในโมเมนต์นั้นนานขึ้น ส่วนใหญ่ผมจะถ่ายภาพฟิล์มเป็นงานอดิเรก และใช้ภาพดิจิทัลในงานอาชีพครับ แต่ก็มีช่วงเวลาที่เราถ่ายกล้องดิจิตัลเป็นงานอดิเรก ถ่ายกล้องฟิล์มเป็นงานอาชีพเหมือนกันนะ"


    เราถามต่อถึงการแต่งภาพ ที่มักเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกของช่างภาพ

    "ปกติถ้าผมถ่ายฟิล์มจะไม่แต่งภาพ เมื่อก่อนภาพดิจิทัลเราก็ไม่ทำ เคยคิดว่าถ่ายหลังกล้องก็ควรจะจบหลังกล้อง แต่พอเราทำงานจริงๆ เราถึงได้รู้ว่าการแต่งภาพก็ไม่ได้เสียหาย บางครั้งเราปรับโทนสีนิดหนึ่งเพื่อให้ภาพมันเล่าเรื่องได้ชัดเจนขึ้น มันช่วยสร้างความเป็นไปได้ให้ภาพของเรามากขึ้น"

เลนส์ที่พอดีกับความชอบ

    แม้เขาจะชอบพกกล้องเป็นชีวิตจิตใจ แต่บางครั้งการออกห่างจากความเคยชิน ก็ทำให้มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น ครั้งหนึ่งไมเคิลมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานภาพถ่ายร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ ในนิทรรศการ NEW HEART NEW WORLD: Wake Up Experiences 2 'หัวใจตื่นรู้' เมื่อปี 2017 เบื้องหลังภาพถ่ายนี้แลกกับการที่เขาต้องหยุดพกกล้องเป็นเวลา 7 วัน

    "ระหว่างเวิร์กช็อป เรามีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาแนะนำให้ลองหยุดพกกล้องซัก 7 วัน จะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ต่างออกไป มันเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดให้ช้าลงครับ พอดีกับช่วงนั้นผมใช้กล้องฟิล์มอยู่เลยรู้สึกดีมาก เราไม่จำเป็นต้องถ่ายเป็นร้อยๆ รูป บางครั้งภาพที่เราชอบอาจไม่ใช่ภาพที่เราตั้งใจถ่ายก็ได้ ภาพที่นำไปแสดง เราถ่ายได้ระหว่างเดินเล่นรอเวลาทำงาน เราเจอปลาตัวหนึ่งในอ่าง แล้วรู้สึกว่าสวยดีเลยถ่ายไว้ ตอนนั้นคิดว่าโฟกัสตัวปลาแล้ว แต่มันดันโฟกัสเงาแทน มันผิดจากที่วางแผนไว้ แต่ก็กลายเป็นภาพที่ชอบที่สุดครับ"

    ประสบการณ์และวันเวลาช่วยบ่มเพาะความชอบและสไตล์ภาพถ่ายของไมเคิลให้ชัดเจนขึ้น

    "ผมชอบถ่ายภาพทิวทัศน์ที่สุด แต่มันต้องการเวลาและทรัพย์สินค่อนข้างมาก เพราะเราต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ มีช่วงหนึ่งที่จะทำหนังสือรุ่น เราได้ถ่าย พอร์เทรต (Portrait) เยอะก็รู้สึกชอบเหมือนกัน แต่จะชอบถ่ายภาพกึ่งๆ พอร์เทรตและสตรีทมากกว่า เหมือนเราได้เก็บช่วงเวลาที่เป็นธรรมชาติของเขาไว้ อีกอย่างเราเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ถนัดสั่งให้แบบโพสต์ท่าครับ

    แต่ตอนนี้เราเริ่มชัดเจนกับตัวเองแล้วว่าเราเป็นคนชอบภาพเรียบๆ เข้าใจง่าย อย่างภาพที่ถ่ายแล้วชอบที่สุด มันเป็นภาพที่มีแค่สองสีคือ ขาวกับน้ำเงินครับ ตอนนั้นผมไปออกทริปดำน้ำ เราวมองออกไปนอกหน้าต่างตอนเช้า เห็นสีขาวของหมอกกับสีน้ำเงินของน้ำทะเลนิ่งๆ เราชอบภาพนั้นมาก ตอนนั้นก็คิดไม่ทันว่า ทำไมเราไม่ถ่ายให้ติดขอบหน้าต่างนะ" เขาพูดไปหัวเราะไป

นักแสดง ผู้รับบทช่างภาพเบื้องหลัง

    หลังจากถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกมาพักใหญ่ ไมเคิลก็มีโอกาสได้แสดงฝีมือในฐานะช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์ I Hate You, I Love You ผ่านการทาบทามของ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ซึ่งเป็นผู้กำกับในเรื่องนี้

    "ในฐานะช่างภาพเบื้องหลัง เราถ่ายภาพนั้นเพื่อให้คนอื่นนำไปใช้งานต่อ ภาพที่เราถ่ายต้องมีความหลากหลายและใช้งานได้จริง ในมุมเดียวกันเราอาจต้องถ่ายหลายสิบรูปเพื่อให้ได้หน้านักแสดงที่ดีที่สุด เพราะเวลาคนเราพูด ปากจะขยับไปเรื่อยๆ มันจะมีโมเมนต์ที่รูปปากประหลาดถ้าเป็นภาพนิ่ง อีกอย่างเราต้องถ่ายระหว่างที่เขากำลังถ่ายทำอยู่ ถ้าเราถ่ายมากเกินไปก็อาจจะรบกวนคนอื่น แต่ถ้าถ่ายน้อยก็อาจจะไม่ได้ภาพที่ดี มันมีความกดดันหลายๆ อย่าง แล้วมันเป็นงานแรกของเรา ถ้าเราไม่แอคทีฟก็จะไม่มีรูปเลย ตอนนั้นเราเป็นมือใหม่ไม่มีประสบการณ์ เราจึงแบกอุปกรณ์ติดตัวตลอดเวลา ทั้งกล้องทั้งเลนส์ทำให้ผมปวดร่างกายมากครับ"

    แต่ประสบการณ์ก็ช่วยให้เขาจัดการกับปัญหาได้ง่ายขึ้น จากกล้องตัวใหญ่ก็กลายเป็นกล้องขนาดเล็ก จากที่กลัวว่าจะไม่ได้ภาพ ไมเคิลก็ทำการบ้านขึ้น ขณะเดียวกัน การเป็นนักแสดงก็ช่วยให้เขาเข้าใจและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครผ่านภาพถ่ายได้มากกว่าเดิม

    "ถ้าเรารู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสจะได้ภาพที่ดีมันก็เพิ่มขึ้นครับ ปกติถ้าทางกองอนุญาต ผมจะขออ่านบทก่อนหรือไม่ก็ถามคนในกอง เพื่อให้เข้าใจตัวละคร เวลาเก็บภาพจะได้มีนัยยะเล็กๆ ให้ผู้ชมเห็น หรือถ้าเราไม่รู้ล่วงหน้าก็ต้องรีบวิเคราะห์ความสัมพันธ์และบรรยากาศในกองในตอนนั้น เพื่อจะได้เข้าใจสถานการณ์และถ่ายภาพออกมาได้ดีครับ"

    ขณะเดียวกัน การเป็นนักแสดงก็เหมือนดาบสองคมที่ทำให้เขาต้องพยายามมากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองในฐานะช่างภาพ

    "ด้วยความที่เราเป็นนักแสดง คนจะไม่ค่อยเชื่อว่าเราทำงานภาพได้ เขามักติดภาพเราเป็นนักแสดงมากกว่า แทบทุกครั้งที่ผมไปออกกองใหม่ๆ คนมักสงสัยว่ามาทำงานเบื้องหลังจริงหรอ เขาจะคิดไปในทางนั้นมากกว่า ช่วงที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้โฟกัสกับการเป็นช่างภาพมากนัก แต่เราก็ชอบงานนี้นะ ถึงสภาพร่างกายไม่ดีเท่าไหร่ แต่สภาพจิตใจเราดีมาก เพราะผมได้ถ่ายรูป เรารู้สึกดีเวลาที่ถ่ายออกมาแล้วภาพสวย และเขาเอาไปใช้โปรโมทต่อได้ จากเดิมที่แค่ชอบถ่ายรูป พอได้ถ่ายอะไรสวยๆ แล้วมีฟีดแบ็กกลับมาว่าภาพเราดี คนดูชอบ ก็ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นอีกครับ"

ภาพผ่านเลนส์ของนักแสดงและสถาปนิก

    ล่าสุด ไมเคิลกำลังจะจัดแสดงผลงานภาพถ่ายร่วมกับ ฮิโรทาโระ โซโนะ (Hirotaro Sono) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสถาปัตยกรรม ซึ่งคุ้นเคยกับการถ่ายภาพทั่วกรุงเทพฯ มานานมากกว่า 5 ปี นิทรรศการ 'Bangkok Sequencity' จึงเป็นการถ่ายภาพผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งเชื้อชาติและสายอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการแสดงงานครั้งแรกในฐานะช่างภาพของพวกเขาอีกด้วย

    ไมเคิลเล่าถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการว่า "ฮิโรทาโระและภรรยาของเขาจะกลับประเทศญี่ปุ่นปลายเดือนพฤษภาคม ด้วยความที่เขาชอบถ่ายภาพและมีแฟนๆ คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทยค่อนข้างเยอะ เขาเลยมาชวนผมจัดนิทรรศการก่อนกลับ ผมเองก็อยากแสดงงานของตัวเองเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยทำอะไรเพื่อตัวเองเท่าไร ถ้าเป็นงานที่ต้องเริ่มและจบด้วยตัวเอง มันคงไม่มีความคืบหน้าแน่ๆ พอเราทำร่วมกับคนอื่น มันก็ทำให้เราแอคทีฟมากขึ้น"

    ลองนึกภาพสถาปนิกชาวญี่ปุ่นและนักแสดงชาวไทยพากันไปสำรวจมุมเมือง บันทึกภาพอาคารบ้านเรือน และวิถีชีวิตริมทางที่ไม่ได้มีแค่ผู้คน แต่ยังอุดมไปด้วยเจ้าสี่เท้าขนปุยตลอดทาง ฟังดูแล้วก็น่าสนุกไม่น้อย

    "คอนเสปต์เดิม เราอยากเล่าเรื่องผ่านภาพสองสไตล์ คือ ฮิโรทาโระจะมีความรู้เรื่องอาคารและเส้นที่อยู่ในภาพ ส่วนผมที่เป็นนักแสดงจะสามารถเก็บความรู้สึกเกี่ยวกับผู้คน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ แต่พอเราไปถ่ายจริง มันไม่ได้อย่างที่คิด ผมเองมีความรู้สึกเกี่ยวกับอาคาร ส่วนเขาก็ถ่ายผู้คนด้วย มันจึงกลายเป็นภาพถ่ายที่เกิดขึ้น ผ่านมุมมองของนักแสดงและสถาปนิกครับ"

    พวกเขาใช้เวลากว่า 1 เดือนในการเก็บภาพบรรยากาศในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เยาวราช หัวลำโพง สะพานเหล็ก คลองโอ่งอ่าง ไปจนถึงเขตลาดกระบัง ก่อนที่ภาพถ่ายกว่า 40 จะถูกร้อยเรียงเป็น 'Bangkok Sequencity' บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านอาคาร บ้านเรือน และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้

    "ด้วยความที่ผมอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราเห็นภาพบ้านเมืองผู้คนจนชินตา เราจะไม่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งนี้ อย่างภาพพ่อค้าแม่ค้านั่งอยู่ริมถนน หรือภาพเด็กๆ เล่นฟุตบอลในสนามที่ถูกดัดแปลงอยู่ใต้ทางด่วน สำหรับคนต่างประเทศ เขาจะรู้สึกว่าภาพเหล่านี้มันพิเศษ ฮิโรทาโระจึงเป็นคนเลือกสถานที่ การเดินทางถ่ายภาพครั้งนี้ มันทำให้ผมนึกถึงช่วงที่เริ่มมั่นใจว่าชอบถ่ายภาพ ช่วงนั้นเราก็เดินถ่ายภาพในเมืองแบบไม่มีจุดหมาย เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายไปเรื่อยๆ มีช่วงหนึ่งที่ความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไป การได้กลับมาทำงานครั้งนี้เหมือนได้ความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา"

ข้างหลังช่างภาพ

    ในฐานะช่างภาพมือใหม่ที่กำลังจะจัดนิทรรศการของตัวเอง ไมเคิลและเพื่อนๆ ต้องเรียนรู้ขั้นตอนเป็นครั้งแรก เริ่มจากหาแกลเลอรี วางแผนจัดตารางเวลา และประสานงานกับทีมอื่นๆ ไปจนถึงเรียนรู้ที่จะเชื่อใจกันและกันอีกด้วย

    "ผมเป็นคนที่ไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น อยากจะจบงานด้วยตัวคนเดียว แต่ในความเป็นจริง มันไม่มีประสิทธิภาพ เราต้องออกไปถ่ายภาพ พร้อมกับต้องรอรับโทรศัพท์จากแกลเลอรี มันทำให้เราไม่มีสมาธิกับการถ่ายรูป ในนิทรรศการครั้งนี้ เรามีทีมที่ช่วยกันทำทั้งหมด 4 คน คือ ผม กุ๊กไก่ (ภาวดี คุ้มโชคไพศาล) ฮิโรทาโระ และภรรยาของเขา (Marisa Sono) เราได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน อย่างภรรยาของฮิโรทาโระก็ดูแลเรื่องอาร์ตไดเรกชั่น ส่วนกุ๊กไก่ก็มาช่วยดูแลพาร์ทหลังบ้านให้เกือบทั้งหมด ย้อนกลับไปคิดดูแล้ว ถ้าไม่มีเขาเราก็ลำบากน่าดู มันทำให้เราเชื่อใจคนอื่นมากขึ้น"

    แต่ในฐานะชายหนุ่มที่คลุกคลีอยู่กับภาพถ่ายมานานกว่า 12 ปี ภาพถ่ายทำให้ไมเคิลมองเห็นโลกและผู้คนเปลี่ยนไป

    "ภาพถ่ายทำให้เรารู้ว่า ทุกคนมักมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป เราไม่มีทางรู้ว่าคนๆ หนึ่งต้องมาอยู่ตรงนี้เพราะอะไร ทุกอย่างบนโลกนี้มันมีสตอรี่ของมัน อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็น หรือเรื่องเหล่านั้นจะถูกนำมาเล่าต่อหรือเปล่า การถ่ายภาพเป็นการเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าให้คนได้รู้ ถึงมันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของสิ่งที่เขาเป็น แต่มันก็เป็นหนึ่งทางที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของเขาได้เช่นเดียวกัน"

    ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวเราขณะไมเคิลกำลังใช้ความคิดพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดต่อว่า "ผมไม่อยากคิดว่าตัวเองเริ่มช้า เราไม่อยากคิดว่ามันสายเกินไป พอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น บางคนเขารู้จักตัวเองเร็วจังเลย ผมเอาตัวเองไปผูกกับงานในวงการเยอะเกินไป จนบางครั้งรู้สึกว่า เราทำอย่างอื่นเป็นหรือเปล่า ซึ่งการแสดงมันต้องอิงจากปัจจัยอื่นๆ ทั้งกระแส ความต้องการของผู้ชม รวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว เลยเริ่มคิดว่า มันอาจจะไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้ามีติดต่อมาเราก็ยังรับอยู่นะ แต่ถ้าถามว่าเราอยากถูกจดจำแบบไหน ถ้าเลือกได้ ผมอยากให้คนจดจำผมในฐานะช่างภาพมากกว่านักแสดงครับ"

    แม้วันนี้ผู้คนจะยังจดจำเขาในฐานะนักแสดงอยู่ แต่เขายังคงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ถ่ายภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งทุกคนจะจดจำเขาในฐานะช่างภาพอย่างเต็มตัว

    นิทรรศการ 'Bangkok Sequencity' จึงเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันว่า ไมเคิลกำลังก้าวเดินในฐานะช่างภาพได้อย่างมั่นคงไม่แพ้ใคร

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

กิตติญา ธรรมมา

หญิงสาวผู้ทดลองค้นหาตัวตนของเธออยู่เสมอ และค้นพบคำตอบว่า เธอสามารถเป็นอะไรก็ได้ ถ้าหัวใจเธอยินดีในสิ่งที่เธอเป็น