โรงภาพยนตร์อิสระ ในวันที่จอฉายไร้ภาพยนตร์

    75 วัน คือระยะเวลาที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศไทยปิดให้บริการชั่วคราว หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 18-31 มีนาคม 2563 พร้อมกับสนามกีฬาและสถานบันเทิง ก่อนจะขยายระยะเวลาปิดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 แล้วกลับมาประกาศผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมระยะที่ 3 ให้สามารถบริการฉายภาพยนตร์อีกครั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2563
    ในช่วงเวลาที่โรงภาพยนตร์ปิดให้บริการนั้น happening นึกถึงโรงภาพยนตร์อิสระเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากโปรแกรมฉายจะเต็มไปด้วยภาพยนตร์คุณภาพ กิจกรรม และเทศกาลดีๆ ที่คนรักภาพยนตร์ตั้งตารอคอยแล้ว เรายังเป็นห่วงว่าโรงภาพยนตร์ที่เรารักและผูกพันจะได้รับผลกระทบด้านธุรกิจในวิกฤตครั้งนี้ จนส่งผลต่อการดำเนินการของโรงภาพยนตร์อิสระในอนาคตหรือเปล่า 
    เรามีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนของโรงภาพยนตร์อิสระ 3 แห่ง ได้แก่ ซิเนม่าโอเอซิส, Bangkok Screening Room และ ลิโด้ ในชุดคำถามเดียวกันถึงสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญในวันที่หน้าจอต้องเว้นว่างไปจากการฉายภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากผู้ชมจะพลาดโปรแกรมดีๆ มากมายแล้ว โรงภาพยนตร์อิสระยังเผยให้เห็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของบาดแผลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งกำลังเจ็บสาหัสไม่แพ้อุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ เลย
ซิเนม่าโอเอซิส

    แม้ว่าโรงภาพยนตร์หลายโรงจะเปิดให้บริการกันแล้ว แต่ซิเนม่าโอเอซิสตัดสินใจยังไม่เปิดบริการจนถึงปลายปี 2563 และรอดูสถานการณ์โดยรวมทั่วโลก ก่อนที่จะประกาศวันที่พร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ ประธานกรรมการมูลนิธิซิเนม่าโอเอซิส เป็นตัวแทนโรงภาพยนตร์ในการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

ก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด โปรแกรมภาพยนตร์และกิจกรรมที่ซิเนม่าโอเอซิสวางไว้สำหรับปี 2563 มีอะไรน่าสนใจบ้าง
    ปีนี้มีเทศกาลมหัศจรรย์หนังพี้ที่ต้องทำขึ้นอีกเป็นปีที่ 2 ซึ่งในปีแรกที่เราจัดงานขึ้นได้รับการตอบรับค่อนข้างดีมาก มีคนสนใจเข้าร่วมโครงการนี้กับเราเยอะมาก และเทศกาลเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญเสรีกัญชาในประเทศไทยด้วยครับ จึงเป็นเทศกาลที่มีการนำเสนอประเด็นทางสังคมที่อยากให้ทุกคนได้เห็น โดยเฉพาะผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศก็มาเข้าร่วมกับทางเรา ตรงนี้เราจึงรู้สึกเสียดาย เพราะอยากให้สามารถจัดงานได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวเทศกาลเองก็ต้องดูกันว่าสถานการณ์จะจบลงวันไหน
    นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเทศกาลที่เราเตรียมไว้ว่าจะจัดขึ้นคือ Bangkok Film Festival 2020 ซึ่งจะเป็นเทศกาลแบบดั่งเดิมของโรงภาพยนตร์ ก่อนที่มันจะถูกแปลงไปเป็น International Film Festival เพราะเราต้องการกลับมาชูสปิริตของผู้สร้างหนังอิสระ รวมถึงการถ่ายทอดจิตวิญญาณของผู้ทำหนังอิสระ ที่พวกเขาจะได้มีเทศกาลเป็นของตนเอง 
    แล้วเรายังมีแพลนที่วางไว้คือการร่วมงานกับทางสถานทูตฝรั่งเศส แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แผนที่เตรียมไว้สะดุดครับ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ ใช้เวลาในการคัดเลือกดูหนังที่หลายๆ คนส่งเข้ามา และยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเลื่อนไปมากน้อยเพียงใด
มาตรการของโรงภาพยนตร์ตั้งแต่เริ่มจำกัดรอบฉาย จนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร
    เราเริ่มมีการใช้มาตรการการดูแลความสะอาดและใช้มาตรการโซเชียลดิสแทนซิ่ง ตั้งแต่ยังไม่มีการประกาศบังคับใช้ออกมาครับ โดยเราจัดที่นั่งให้ผู้ชมนั่งห่างกันตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมประมาณ 2-3 คน โดยไม่ให้มีระยะใกล้ชิดกันเลยครับ ปกติโรงภาพยนตร์ของเราไม่ได้มีผู้ชมเข้ามาใช้บริการแน่นอยู่แล้วด้วยครับ เรื่องการเว้นระยะห่างเราจึงจัดการได้ง่าย 
    โรงภาพยนตร์ของเราไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้าและมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดด้วย เนื่องจากมีการฉายในห้องแอร์เราก็เลยมีหน้ากากอนามัยให้ และมีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดหลังการฉายในแต่ละรอบ ซึ่งก็เป็นมาตรการที่เราต้องทำ ช่วงนั้นคนก็เลยค่อนข้างสบายใจแล้วกลายเป็นจุดแข็งที่คนเริ่มเข้ามาดูกันครับ แต่พอดูสถานการณ์ว่ามันเริ่มไม่ดีแล้ว คนส่วนใหญ่เริ่มไม่สบายใจในการรับชมในโรงภาพยนตร์แบบเดิม เราก็จำเป็นที่จะต้องปิดการฉายครับ
การเลื่อนตารางฉายภาพยนตร์ และแนวโน้มที่คิดว่าคนจะกลับมาชมภาพยนตร์ในโรงได้อีกครั้ง
    หนังที่เข้าฉายอยู่ตอนนั้นเป็นเรื่อง Dr Birdman บันทึกป่าของหมอหม่อง เป็นหนังสารคดีที่กำลังเป็นที่นิยม เนื้อเรื่องจะถ่ายทอดเกี่ยวกับการให้ความรู้และเป็นเรื่องราวของจิตรกรผู้ชื่นชอบการวาดรูปนก โดยเล่าเรื่องจากสมุดบันทึกของหมอ ผู้ชมที่ดูก็จะได้ความรู้และเข้าใจถึงความชื่นชอบว่า เพราะอะไรคนเราถึงรักนกจนกลายมาเป็นคนลุ่มหลงและอยู่กับมันมาได้กว่า 30 ปี ซึ่งเราก็เห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังยอดฮิตของเราเรื่องหนึ่ง ถ้าหากว่าโรงภาพยนตร์ได้กลับมาเปิดเป็นปกติแล้วก็คงจะนำกลับมาฉายกันอีกครั้ง 
    ขณะเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่าทั่วโลกสถานการณ์เป็นอย่างไร เราไม่สามารถมองภาพรวมเพียงแค่ในประเทศไทยอย่างเดียวได้ เราต้องมองประเทศเพื่อนบ้านของเราไปด้วย ทุกอย่างในตอนนี้จึงต้องเลื่อนออกไปก่อนครับ
เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโรงภาพยนตร์อย่างไร
    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโรงภาพยนตร์ได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่งเราอาจต้องใช้เวลาในการเรียกความมั่นใจกลับคืนมาสู่กลุ่มผู้ชม แผนงานที่เราวางไว้ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโรงภาพยนตร์หรือในส่วนของมูลนิธิสะดุดทั้งหมดเลยครับ เราต้องมาไล่แผนที่วางเอาไว้ แล้วประเมินสถานการณ์อีกทีว่า หากโรงภาพยนตร์สามารถกลับมาฉายอีกครั้ง จะกลับมาในลักษณะใด และต้องดูว่าผู้คนมีความพร้อมเพียงใด ผู้คนมีความสบายใจไหมกับพื้นที่สาธารณะ ก็ยังมองว่าผู้คนอาจจะยังมีอาการหวาดผวาและไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยครับ
    ในส่วนของโรงภาพยนตร์ ดูเหมือนว่าทุกคนต้องยอมรับสภาพจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เราต้องเอาธุรกิจไว้ในลำดับสุดท้าย ที่จะสามารถกลับมาเปิดให้คนใช้บริการต่อไปได้ ซึ่งตรงนี้มีการปรับตัวเพื่อพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทางออนไลน์แทน อย่างเราในฐานะที่เป็นซิเนม่าโอเอซิส เราก็มีหนังที่เป็นผู้จัดจำหน่ายขึ้นเอง โดยผู้ชมสามารถเข้าไปดูภาพยนตร์ทางออนไลน์ได้ในลักษณะออนดีมานด์ (on demand) เพราะเราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้วครับ
    ที่ผ่านมาโรงภาพยนต์ของเรามีการจัดกิจกรรมแทบจะตลอด เรียกได้ว่าตั้งแต่เราเปิดโรงภาพยนตร์มาเราจัดกิจกรรมขึ้นถี่และแทบจะไม่ได้หยุดเลย ก็คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นจังหวะที่ทำให้เรามีเวลาหยุดพักครับ
ได้รับ หรือ ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไรบ้าง
    ไม่มีครับ เนื่องจากเขามองเราเป็นธุรกิจไม่ใช่มูลนิธิครับ ซึ่งของเราเป็นมูลนิธิแต่ภาครัฐก็มีการใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับโรงหนังทางธุรกิจที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ ซึ่งผมมองว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นมันไม่เหมาะกับมูลนิธิที่ไม่มีทุนหนาอย่างธุรกิจของภาคเอกชน ที่เป็นธุรกิจแบบ 100% ในส่วนนี้รัฐควรพิจารณาเพราะการเป็นมูลนิธิชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่ได้แสวงหากำไร รัฐน่าจะดูข้อผ่อนปรนหรือการออกใบอนุญาตต่างๆ ควรมีข้อยกเว้นในเรื่องข้อระเบียบบังคับในเชิงพาณิชย์ที่ไม่ควรใช้กฎเกณฑ์ในชุดเดียวกันทั้งหมดไหม
    ส่วนนี้ถือเป็นความล้าหลังของกฎหมาย และฝ่ายราชการเองก็ไม่ได้มีความพยายามจะแก้ไขหรือปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายที่ใช้อยู่จึงเป็นกฎหมายที่ออกมานานแล้ว ถึงแม้จะมีการปรับปรุงแต่ว่าหลักคิดของกฎหมายยังคงเป็นหลักคิดเดิม คือมองโรงภาพยนตร์เป็นเชิงพาณิชย์ไปหมด
    หากมองภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ให้ความรู้ และเป็นสิ่งที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องมีต้นทุนสูง ทำไมไม่ช่วยประชาชนในเรื่องแบบนั้น ซึ่งค่าตั๋วหนังของทางมูลนิธิไม่ได้ราคาสูงเท่าของเอกชนทั่วไป นี่คือการแสดงให้เห็นว่าสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เห็นว่ารูปแบบองค์กรต่างๆ ในสังคมไทยมีองค์กรใหม่เกิดขึ้น แต่กฎหมายยังปรับตัวไม่ทัน และผู้ที่บังคับใช้กฎหมายยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเดิมไม่มีโรงภาพยนตร์ที่เป็นเชิงมูลนิธิแบบนี้อยู่แล้วครับ ผมจึงเห็นว่ากฎหมายที่ล้าหลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งประชาชนมักจะคิดอะไรใหม่ๆ เสมอ นี่คือประเด็นที่รัฐไม่เข้าใจและพยายามตีกรอบ ทำให้ประชาชนแบกต้นทุนที่หนักเกินไป
ต้องการฝากข้อความอะไรถึงผู้ชมที่กำลังรอคอยให้ซีเนม่าโอเอซิสกลับมาเปิดบริการบ้าง

    อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุดครับ ก่อนการกลับมาพบกัน ใช้เวลาคิดเรื่องงานและทำงานตุนเอาไว้ เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่โหมดปกติ และโรงภาพยนตร์ได้กลับมาเปิดฉายแล้ว เราค่อยนำงานออกมาเผยแพร่หรือแบ่งปันกัน และอยากจะเชิญชวนให้มาชมภาพยนตร์กันครับ สำหรับคนที่ปกติไม่ค่อยได้เข้ามาชมภาพยนตร์ในโรง ก็อยากให้ลองกลับมาดูว่าโรงภาพยนตร์เองก็เป็นสถานที่ให้ความรู้ที่น่าสนใจ หาประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านจอภาพยนตร์ใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่ในจอมือถือ ซึ่งผมเข้าใจว่าในปัจจุบันคนรุ่นใหม่กลับไปให้ความสนใจและมองหาความคลาสสิก มันมีเนื้อหนังแบบลงลึกที่อยากแนะนำให้มาชมที่โรงภาพยนตร์ ซึ่งคุณจะได้รับสุนทรียภาพอีกแบบหนึ่งครับ


Bangkok Screening Room

    Bangkok Screening Room เริ่มเปิดโรงภาพยนตร์ต้อนรับผู้ชมอีกครั้งวันที่ 9 มิถุนายน 2563 พร้อมมาตรการรักษาความสะอาดและรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเต็มที่ และแม้จะต้องงดจัดงานเทศกาล LGBT + Film Festival ในปีนี้ แต่ก็เตรียมโปรแกรม Pride Film Weekend เพื่อฉลองเดือน Pride ไว้ให้กับผู้ชมแล้ว โดย ศริญญา มานะมุติ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นตัวแทนของโรงภาพยนตร์ในการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

ก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด โปรแกรมภาพยนตร์และกิจกรรมที่ Bangkok Screening Room วางไว้สำหรับปี 2563 มีอะไรน่าสนใจบ้าง
    เราวางโปรแกรมหนังรางวัลสายอินดี้ที่กำลังเป็นกระแสในต่างประเทศ เช่นเรื่อง 'The Souvenir' กับ 'Blakklansman' ซึ่งยังไม่เคยเข้าฉายในโรงบ้านเราเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมหนังไทยคลาสสิกที่ร่วมนำเสนอกับหอภาพยนตร์ อย่างเรื่อง 'สวรรค์มืด' ผลงานการกำกับของคุณ รัตน์ เปสตันยี มีหนังคลาสสิกเยอรมันที่ร่วมนำเสนอกับทางสถาบันเกอเธ่ เรื่อง 'Aguirre, The Wrath of God' และอีกเรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ 'Kleptocrats' จากค่ายหนังอิสระ Documentary Club 
    นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังไม่รวมโปรแกรมพิเศษเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ลิขสิทธ์เข้าฉายที่ไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย ตอนนี้รอแค่กลับมาเปิดทำการเพื่อจะได้ลงโปรแกรมที่ว่านี้ให้ได้ชมกันค่ะ
มาตรการของโรงภาพยนตร์ตั้งแต่เริ่มจำกัดรอบฉาย จนปัจจุบัน

    ตั้งแต่ที่สถานการณ์ COVID-19 เริ่มมีกฎข้อบังคับจากรัฐบาลออกมา ทางเราก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในฐานะที่เป็นพื้นที่เปิดยิ่งจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องความสะอาดปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากๆ เพราะไม่มีใครอยากให้การแพร่เชื้อลุกลามเข้ามาถึงตัว

การเลื่อนตารางฉายภาพยนตร์ และแนวโน้มที่คนจะสามารถกลับมาชมภาพยนตร์ในโรงได้อีกครั้ง

    แน่นอนว่าการเลื่อนฉายมีผลกระทบกันทั่วทั้งวงการภาพยนตร์ โรงหนัง และผู้จัดจำหน่าย ข้อดีคือผู้บริโภคได้รับทางเลือกกับการได้ดูหนังออนไลน์มากขึ้นและช่องทาง VOD ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ในทางกลับกันโรงหนังเล็กๆ ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมากขึ้นทั่วโลกเพราะวัฒนธรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไป ส่วนแนวโน้มที่คนจะกลับมาดูหนังในโรงอีกครั้ง คิดว่าขึ้นอยู่กับกระแสของสังคม ยิ่งในประเทศไทยที่วัฒนธรรมการเสพศิลปะมีน้อยอยู่แล้วและเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัย 4 ที่อาจจะต้องพึ่งพาคนที่มีกำลังซื้อในการขับเคลื่อนกระแสให้คนกลับมาสนใจ ส่วนตัวคิดว่าไลฟ์สไตล์มันคือทางเลือกเดินของแต่ละบุคคลจริงๆ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโรงภาพยนตร์อย่างไร

    ผลกระทบจากการที่ต้องงดการให้บริการชั่วคราวถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่ได้มีใครมาช่วยโอบอุ้ม เราได้มีการวางแผนในการสื่อสารกับทีมงาน ค่ายหนังทั้งในและต่างประเทศ ที่รวดเร็วและไม่ปิดบังข้อมูลเพื่อหาทางออกตามสภาพการณ์ ต้องถือว่าเราโชคดีที่ทุกคนเข้าใจและพร้อมจะไปต่อหลังจากสถานการณ์ดีขึ้น

ได้รับ หรือ ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไรบ้าง

    ความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นศูนย์ค่ะ ส่วนตัวอยากให้รัฐออกมาตรการณ์ช่วยเหลือประชาชนทุกคนในระยะยาวอย่างได้ผลมากกว่าที่เป็นอยู่

ต้องการฝากข้อความอะไรถึงผู้ชมที่รอคอยการกลับมาเปิดบริการบ้าง

    อยากฝากถึงผู้สนับสนุนที่น่ารักทุกท่านในช่วงวิกฤตนี้ไม่ว่าจะเป็นการส่งกำลังใจดีๆ มาให้กันว่า เราจะไม่ยอมแพ้และจะสู้จนเฮือกสุดท้ายค่ะ


ลิโด้

    ลิโด้เป็นโรงภาพยนตร์อิสระที่พร้อมเปิดบริการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 นอกจากโปรแกรมดีๆ ที่นำกลับมาฉายให้ชมกันอีกครั้ง ยังจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ LGBT ในเดือน Pride เพื่อเพิ่มพื้นที่การแสดงออกถึงความหลากหลาย ในวันที่ 26-28 มิถุนายนอีกด้วย โดย สุธี แสงเสรีชน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ เป็นตัวแทนของโรงภาพยนตร์ในการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

ก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด โปรแกรมภาพยนตร์และกิจกรรมที่ลิโด้วางไว้สำหรับปี 2563 มีอะไรน่าสนใจบ้าง

    ลิโด้เพิ่งเปิดเมื่อช่วงประมาณเดือนสิงหาคม 2562 ในช่วงแรกๆที่เราสร้างโรงภาพยนตร์ขึ้นมาก็ยังคงอยู่ในช่วงของการปรับปรุงอยู่ และเราได้พันธมิตรอย่าง Documentary Club เข้ามาช่วยในการเลือกหนังดี ๆ ให้มีความเหมาะสมกับโรงภาพยนตร์ของเรา ซึ่งเราเน้นไปที่คอมมิวนิตี้มากกว่าการขาย 
    ก่อนหน้านั้นเรามีโปรเจกต์และงานอีเว้นท์ ซึ่งเป็นงานที่เราทำร่วมกับ Documentary Club เป็นการทำโปรแกรมหนังสั้น 6 โปรแกรม จำนวน 21 เรื่อง ซึ่งก็ต้องหยุดไปก่อน โปรแกรมที่วางเอาไว้ก็ถูกเลื่อนออกไปนะครับ
มาตรการของโรงภาพยนตร์ตั้งแต่เริ่มจำกัดรอบฉาย จนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร
    จริง ๆแล้วโรงภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นทั้งในหรือต่างประเทศได้รับผลกระทบทั้งหมดครับ อย่างของเราเป็นแบบสแตนอโลน (stand alone) ซึ่งเราดำเนินธุรกิจด้วยตัวเราเองไม่ได้เป็นค่ายครับ เพราะฉะนั้นโรงภาพยนต์ของเราจึงได้รับผลกระทบอยู่บ้างครับ 
    โดยก่อนหน้านี้ช่วงแรก ๆที่เราได้รับข่าวเกี่ยวกับโควิด เราก็ยังไม่คุ้นเคยว่าจะวางมาตรการรับมือกับสถานการณ์อย่างไรดี บวกกับที่ตอนนั้นยังไม่มีประกาศหรือคำสั่งปิดของทางรัฐบาลออกมาด้วย และคนไทยก็ยังไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงนี้ได้ 
    พอเริ่มมีการแพร่ระบาดมากขึ้น ก็เริ่มมีผลกระทบกับวงการบันเทิงก่อนเลย ถัดมาก็เป็นโรงภาพยนตร์เพราะเป็นแหล่งชุมชน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องมีการตรวจตราคนที่เข้ามาก่อนและได้มีการคัดกรองและดูแลพนักงานของเราในเรื่องความสะอาดโดยให้พวกเขาสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโรคเหมือนกับสถานที่อื่นๆ รวมถึงเราได้มีการทำความสะอาดโรงภาพยนตร์ด้วยการฉีดยาฆ่าเชื้อต่างๆ ด้วยครับ

การเลื่อนตารางฉายภาพยนตร์ และแนวโน้มที่คิดว่าคนจะกลับมาชมภาพยนตร์ในโรงได้อีกครั้ง

    ในส่วนของการกลับมาเปิดฉาย เราคาดการณ์เอาไว้น่าจะประมาณช่วงเดือนมิถุนายนนี้ แต่ก็คงเป็นการกลับมาเปิดฉายที่มาพร้อมกับมาตรการต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นก่อนก็มีในเรื่องของการเว้นระยะห่างทางสังคม การวัดไข้ ร่วมถึงการสวมใส่หน้ากากอนามัยขณะรับชมภาพยนต์ ซึ่งผมมองว่ามาตรการที่กลับมาพร้อมกับการเปิดฉายภาพยนต์​อีกครั้งก็คงคล้ายๆ กับมาตรการเดิมที่ต้องระวังในเรื่องของความปลอดภัยเอาไว้ก่อน

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโรงภาพยนตร์อย่างไร
    เนื่องจากลิโด้เป็นโรงมหรสพจึงได้รับความกระทบกระเทือนในส่วนของรายได้เราก็เป็นปัญหาอยู่ครับ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็เป็นในเรื่องของการแก้ไขสถานการณ์และรักษาพนักงานทุกคน โดยให้พวกเขาเรียนรู้งานในส่วนอื่น ๆให้ได้มากที่สุด ตอนนี้จึงเป็นโอกาสในช่วงของการปรับตัว
    ผมไม่รู้ว่าเมื่อโรงภาพยนตร์กลับมาเปิดเป็นปกติแล้วชีวิตคนหลังโควิดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การที่มีช่วงโควิดทำให้คนได้มีการเรียนรู้ในโลกของดิจิทัลมากขึ้น โลกออนไลน์ทำให้คนสามารถเข้าชมภาพยนตร์ได้ทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านมาเสพกับสถานที่จริงตรงนี้ ผมเลยคิดว่าการที่จะทำให้คนออกมาตรงนี้ได้มันจึงเป็นเรื่องของคอนเทนต์มากกว่า เช่น เป็นภาพยนตร์ที่หาดูยาก หรือเป็นเรื่องของคนที่อยากออกมาหาบรรยากาศ การนั่งดูหนังที่บ้านอาจจะได้รับการรบกวน บางคนอาจจะอยากมานั่งดูหนังโดยใช้สมาธิ ซึ่งการที่ออกมาเสพบรรยากาศของโรงภาพยนตร์ก็จะได้รับความรู้สึกที่ดีอีกแบบ ในเรื่องของระบบเสียงร่วมถึงหน้าจอขนาดใหญ่คือสิ่งที่หาไม่ได้จากบ้าน มันอาจจะเป็นแค่เพียงจุดเล็กๆ ของคนบางกลุ่มที่อาจจะต้องการในส่วนของบรรยากาศตรงนี้อยู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมมองว่าเราอาจจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น
ได้รับ หรือ ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไรบ้าง
    เราไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐนะครับ เดิมภาครัฐมีการดูแลภายในประเทศอยู่แล้ว ในแง่การปิดโรงภาพยนต์เราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองครับ จริงๆ ผมมองว่ามันเป็นสภาพที่เราต้องรับร่วมกันมากกว่า
    อุตสาหกรรมบันเทิงในประเทศไทยมีปัญหามาแล้วตั้งแต่แรกครับ เรียกได้ว่ามีปัญหามาก่อนจะมีโควิดซะอีก ถ้าได้รับการสนับสนุนหรือส่งเสริมจากภาครัฐในภาคอุตสาหกรรมบันเทิงหรือการทำหนังในเรื่องของคอนเทนต์ต่างๆ ให้หลากหลายมากขึ้น ผมว่ามันก็จะดีและเติบโตขึ้นไปอีกขั้นนะครับ
ต้องการฝากข้อความอะไรถึงผู้ชมที่กำลังรอคอยการกลับมาเปิดบริการบ้าง

    เราอดทนรอให้แฟนๆ ของโรงภาพยนตร์ลิโด้ได้กลับมารับชมภาพยนตร์อีกครั้งเหมือนกัน ตอนนี้ถึงแม้มันจะเป็นสังคมทางออนไลน์เข้ามาแทนบ้าง แต่การพบกันมันก็เป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ มันเป็นเหมือนการที่เราได้กลับมาทำกิจกรรมร่วมกัน ได้พบหน้ากัน ได้มาเสพงานในแบบเดียวกัน หากใครที่คิดถึงลิโด้ในตอนนี้ก็สามารถเข้าไปให้กำลังใจกันได้ใน Facebook Instagram หรือ Twitter ของเรานะครับ

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

สุชาวดี ชูพูล

ชื่อเล่นน้ำใส นักศึกษาฝึกงานปี 3 จากเพาะช่าง ที่เรียนถ่ายภาพแต่ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ รักการเที่ยวแต่เกลียดการจัดกระเป๋า มีความเชื่อว่าความสุขสามารถถูกเติมเต็มได้จากของอร่อยโดยเฉพาะ ไข่ดาวและขาหมู