Sanpraphav อดีตซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียร์ที่ออกเดินทางตามฝันการเป็นนักทำนิทานภาพ

    แว้บแรกที่เห็นหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางผ่านมาช่างภาพของเราคิดว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทว่าในกระเป๋าใบนั้น ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้สำหรับการท่องเที่ยว หากเต็มไปด้วยสมุดบันทึก สมุดสเก็ต และหนังสือนิทานภาพผลงานของ Sanpraphav หรือ มีมี่–สรรประภา วุฒิวร ศิลปินนักทำนิทานภาพ นักวาดภาพประกอบ และครูสอนศิลปะละครเวที ที่เลือกออกเดินทางตามเสียงเรียกของหัวใจ ลาออกจากการเป็นซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียร์ในบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำแห่งหนึ่ง มาเป็นนักทำนิทานภาพ ก่อนจะไล่ล่าความฝันด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Children's Book Illustration ที่ Cambridge School of Art (Anglia Ruskin University) เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ หนึ่งในสถานที่เรียนที่นักทำนิทานทั่วโลกเลือกมาศึกษาต่อ
    เรานัดคุยกับมีมี่หลังเห็นรูปแมวดำ ลายเส้นขยุกขยุยตัวน้อยที่มีแชร์ไว้ในเฟซบุ๊ก เมื่อไล่ลงไปเรื่อยๆ เราติดตาติดใจกับรูปสัตว์ เทคนิคการเล่าเรื่อง และเทคนิคอันหลากหลายในการทำภาพประกอบหนังสือเด็ก ทั้งกราไฟท์ สีน้ำ สีกวอช ถ่าน ภาพพิมพ์โลหะกัดกรด และดิจิตอลที่บางภาพก็ตั้งใจทำให้เหมือนภาพพิมพ์ริโซกราฟ กลายเป็นว่ารู้ตัวอีกที เราก็คอยจดๆ จ้องๆ ว่ามีมี่จะวาดภาพด้วยเทคนิคอะไรออกมาอีก ซึ่งมารู้ภายหลังว่าความสนุกในการทดลองเทคนิคใหม่ๆ เป็นนิสัยที่ติดตัวมาหลังเรียนต่อปริญญาโท ที่ช่วยเปิดมุมมองต่อโลกนิทานและพาเธอไปค้นหาสไตล์ของตัวเอง 
    ดังนั้นตลอดการสนทนาวันนี้ เราเชื่อว่าจะเป็นพลังใจสำหรับทุกคนที่กำลังไล่ล่าทำตามฝัน ไม่มีอะไรสายเกินไปหากออกไปผจญภัยตามเสียงเรียกใกล้หัวใจของตนเอง 
หญิงสาวที่ออกเดินทางตามความฝัน
    หลังจากทำงานประจำเป็นซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียร์ที่บริษัท Reuters Software (Thailand) Ltd. อยู่ประมาณ 6 ปี สิ่งที่จุดประกายให้มีมี่อยากทำหนังสือเด็กเกิดขึ้นเพราะเธอชอบวาดรูป และเวลาไปร้านหนังสือเธอมักหยิบหนังสือภาพสวยๆ มาเปิดอ่าน ซึ่งนิทานสำหรับเด็กก็เป็นหนึ่งในนั้น "พอไปอ่านหนังสือเด็กแล้วรู้สึกว่ามันช่างบริสุทธิ์เหลือเกิน อ่านแล้วสบายใจดีค่ะ ทำให้อยู่ๆ ก็มีความรู้สึกอยากจะทำบ้าง" มีมี่เล่าถึงความรู้สึกตอนนั้นด้วยแววตาเปล่งประกาย 
    โดยพื้นฐานมีมี่ชอบวาดรูปตั้งแต่ยังเด็ก แต่เมื่อลองไปเรียนคอร์สติวศิลปะเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย เธอค้นพบว่าชอบวาดรูปเล่นมากกว่า ทำให้ตัดสินใจเรียนต่อภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทนการเรียนต่อในคณะด้านศิลปะ เพราะส่วนหนึ่งก็ชอบเล่นเกม Ragnarok จึงคิดว่าถ้าได้ออกแบบเกมจะต้องได้วาดรูปเยอะแน่ๆ "เราเลือกภาคตอนปี 2 ก็ติดเป็นคนสุดท้ายของวิศวะคอมพิวเตอร์พอดี" เธอหัวเราะเมื่อนึกย้อนถึงตอนนั้น "ตอนนั้นไม่ได้ศึกษาให้ดีเนอะ คิดว่าทำเกมต้องมีวาดรูปแน่ๆ เลย พอเข้าไปทำจริง โอ้โห ยากมาก ไม่เคยโค้ดมาก่อน ได้แค่ประมาณพอผ่าน สุดท้ายได้ทำโปรเจกต์จบเป็นเกมหมากรุกกับเพื่อน แต่ก็ไม่ได้ทำงานเกมต่อเลย"
    วันหนึ่งรุ่นพี่ที่ทำงานซึ่งรู้ว่ามีมี่ชอบวาดรูปส่งเพจที่เล่าเรื่องราวของคนที่ไปฝึกงานภาพประกอบมาให้เมื่อมีมี่เห็นก็เกิดแรงบันดาลใจอยากไปฝึกงานทำหนังสือนิทานเด็กดูบ้าง  
    "ตอนนั้นด้วยความไม่รู้ ก็หาคนวาดหนังสือนิทาน คือพี่อ้อย-วชิราวรรณ ทับเสือ และ พี่บอม-กฤษณะ กาญจนาภา พวกเขาเป็นคนวาดคนเขียนนิทานชื่อดัง เราทักเข้าไปในเพจว่า 'พี่คะ ขอไปฝึกงานด้วยได้ไหมคะ' เขาก็คงตกใจด้วยเหมือนกัน เพราะปกติสายงานวาดนิทานน่าจะไม่มีรับฝึกงานเนอะ เขาเลยบอกว่ามาคุยกันก็ได้ ซึ่งเขาทั้ง 2 คนมาเจอเราแล้วแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าการทำนิทานเป็นยังไง จำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าเหมือนเห็นทางมากขึ้น เขาใจดีมาก ให้คำปรึกษาที่ดีมาก เรารู้สึกเป็นพระคุณมาจนถึงทุกวันนี้" เล่าจบเธอถ่ายทอดความรู้สึกซาบซึ้งด้วยรอยยิ้มกว้าง
    มีมี่ยกตัวอย่างคำแนะนำของพี่อ้อยและพี่บอมว่า "เขาแนะนำให้เราทำม็อคอัพขนาดเล็กก่อน เพื่อดูว่าอารมณ์ตอนเปิดเป็นอย่างไรแล้วให้ลองอ่านออกเสียง พออ่านออกมาแล้วมันฟังลื่นไหลไหม มีคำไหนแปลกๆ หรือเปล่า แล้วค่อยเริ่มทำม็อคอัพอันใหญ่ขึ้น ซึ่งตอนไปเรียนต่อก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ส่วนเนื้อเรื่องสำหรับเด็กเล็กๆ แรกเกิดถึง 3 ขวบ อาจอยู่แถวชีวิตประจำวัน อาบน้ำ กินข้าว พอโตขึ้นมานิดนึง เริ่มมีเพื่อน ก็เริ่มออกนอกบ้าน หรือจะเขียนไปก่อนที่เราคิดว่าจะเขียนให้เด็กวัยไหนก็ได้เหมือนกัน เพราะการเขียนเรื่องแต่ละเรื่อง ต้องเขียนเรื่องที่มันอยู่ในใจ ถ้าเขียนในสิ่งที่เราเชื่อ มันจะถ่ายทอดสิ่งที่สำคัญออกมาได้ดีเนอะ"
ตัวอย่างม็อคอัพนิทานภาพที่มีมี่เขียนขึ้นมา
    คำแนะนำของรุ่นพี่ในวงการนิทาน ทำให้มีมี่มั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอลองเขียนนิทานแล้วหาเวทีส่งประกวด หนึ่งในนั้นคือ โครงการแว่นแก้ว ครั้งที่ 13 (ปี 2559) ซึ่งผลงานเรื่อง 'เจ้าถ่านกับการให้ไม่รู้จบ' ก็คว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ประเภทนิทานภาพส่งเสริมคุณธรรม เมื่อเราเปิดอ่านนิทานเล่มนี้ดู ก็ได้เห็นคอมเม้นต์ที่คณะกรรมการตัดสินเขียนไว้ว่า "เรื่องราวน่ารักนี้ได้รับการถ่ายทอดด้วยภาพวาดที่ผ่านการคิดอย่างละเอียด มีความสมบูรณ์ในชั้นเชิงการวาด และการลงสีที่นุ่มนวล นับว่าเป็นนิทานภาพที่เหมาะแก่การสร้างนิสัยและมุมมองที่ดีในการช่วยเหลือผู้อื่นให้แก่เด็กๆ อย่างยิ่ง" 
    เมื่อเราเปิดอ่านแต่ละหน้าอย่างช้าๆ ยิ่งรู้สึกว่า ลายเส้นอ่อนหวานของมีมี่นั้นน่ารักเสียจริง 
    หลังรู้ผลว่าได้รางวัล มีมี่ลาออกจากงานประจำมาได้เกือบปีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Children's Book Illustration ที่ Cambridge School of Art ประเทศอังกฤษอยู่พอดี จึงเรียกได้ว่า เมื่อเธอรับรางวัลปุ๊บก็บินไปเรียนต่อทันที แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกไปเรียนในสายวิชาที่ต่างจากการศึกษาปริญญาตรี ซึ่งพลิกจากอาชีพซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียร์ไปเลยนั้น ทางครอบครัวของมีมี่ก็มีความเป็นห่วง เธอจึงต้องศึกษาข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจกับครอบครัวว่าเส้นทางนี้เป็นไปได้ 
    "ที่บ้านเขาอยากให้ไปเรียนต่ออยู่แล้ว แต่เขาอยากให้ไปเรียนทางอื่น เรียนพวกทางด้านการเงิน บัญชี เพราะคิดว่ามั่นคง ถ้าเราออกจากงานนี้ ยังมีอันนี้รองรับอยู่นะ อนาคตก็ไม่ตกงาน ถ้าเราอยากวาดรูป เราลองทำเป็นงานอดิเรกได้ไหม ผู้ใหญ่เขามองเรื่องความมั่นคงด้วยค่ะ ตอนนั้นเราเลยพยายามหาข้อมูลว่าศิษย์เก่าแต่ละคนจบไปทำอะไรบ้าง หาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยแต่ละที่เป็นยังไงบ้าง แล้วคนที่จบจากที่นี่เงินเดือนต่างประเทศประมาณเท่าไร พยายามครอบคลุมให้ที่บ้านเข้าใจนิดหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ไปเรียนต่อค่ะ"
    มีมี่เล่าเสริมว่า เธอรู้จัก Cambridge School of Art เพราะเว็บไซต์ Picturebook Makers แนะนำหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เธอจึงไปตามซื้อจนได้รู้ว่า Marta Altés คนเขียนเล่มนี้เป็นศิษย์เก่าของที่นี่ และยังรู้ภายหลังว่า พี่ใบปอ-อ้อมขวัญ เวชยชัย ผู้ก่อตั้ง CREAM Bangkok ซึ่งเป็น Co-working Space สำหรับเด็ก ก็เรียนจบจากที่นี่และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ Marta Alté
    "เราเลยได้รู้ว่ามีมหาวิทยาลัยแบบนี้ด้วยเหรอ มีคณะเฉพาะเลยเหรอ เราไปหาข้อมูลเพิ่มยิ่งรู้สึกอยากไปเรียน มีอยู่ช่วงหนึ่งอุทยานการเรียนรู้ TK Park จัดนิทรรศการหนังสือภาพ พี่คนหนึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกร เรามารู้ทีหลังว่านิทานเรื่องนี้มันคุ้นๆ เหมือนงานจบของมหาวิทยาลัยที่เราอยากไปเลย ก็เลยไปคุยดู พี่ใบปอก็จบจากที่นี่จริงๆ เราเลยได้ขอคำปรึกษา สุดท้ายแล้วน่าจะเป็นเพราะความรู้สึกด้วยค่ะ เรารู้สึกว่าแนวทางของเราเข้ากับที่นี่มากที่สุด"
ผ่านวันเหน็ดเหนื่อย ...ฝึกฝนเป็นนักทำนิทานภาพ
    เธอเล่าว่าการเรียนต่อสาขาวิชาภาพประกอบเด็กเป็นช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบากมาก แต่เธอยินดีสู้กับมัน อย่างในชั้นเรียน Observational Drawing หรือการวาดภาพจากการสังเกต ถือเป็นจุดแรกที่ฝึกให้คุ้นชินกับการสเก็ตช์รูปจากสถานที่จริง ซึ่งมีมี่ได้ทดลองวาดรูปแบบไต่ไปทีละสเต็ป เริ่มจากวาดขาวดำ ลงสี และทดลองใช้เทคนิคการวาดรูปมากมายที่มหาวิทยาลัยมีคลาสให้เข้าไปเล่นสนุกแบบไม่หวาดไม่ไหว 
    "เขาเปิดให้ลองอิสระ อยากลองอะไรก็ลองได้เลย มีทั้งใช้เกรียง ใช้ถ่าน ดินสอ หมึก มีอุปกรณ์ทำเทคนิคต่างๆ เยอะมาก มีอาจารย์ประจำห้องคอยดูคอยช่วยด้วยค่ะ" 
    มีมี่ค่อยๆ ไล่เปิดหนังสือสเก็ตซ์ภาพให้ดู "อันนี้เป็นห้อง Life Drawing มีนายแบบ นางแบบมาโพสต์ท่า ตอนแรกเปิดประตูเข้าไปก็ตกใจ เด็กๆ จากเอเชียก็ถอยออกมา" เธอหัวเราะนึกถึงความเขินอายของตัวเองเวลานั้น "แต่เด็กยุโรปเขาก็วาดรูปไป เราเลยลองมองหามุมที่วาดแล้วไม่เขิน แต่หลังๆ ก็เริ่มชิน" 
    มีมี่เล่าพลางยิ้มกว้าง สายตาของเธอทอดมองสมุดสเก็ตซ์ที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะบอกเราว่า ตอนนั้นทุกคนพกสมุดสเก็ตซ์และอุปกรณ์สีเหมือนเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่ง เวลาเจออะไรน่าสนใจก็วาด เธอเองเคยไปยืนหนาวๆ เป็นชั่วโมงเพื่อสเก็ตซ์ภาพหน้าร้านค้าร้านหนึ่ง
ภาพในสมุดสเก็ตซ์ที่มีมี่วาดบุคคลที่พบเจอในชีวิตประจำวัน

    ระหว่างเราเปิดดูภาพสเก็ตซ์ของมีมี่ไปเรื่อยๆ หญิงสาวหยิบหนังสือนิทานที่เป็นโปรเจกต์บมาให้เราดู ทั้ง When It Comes, Midsummer and September, The cooking cats (with milk pudding) และ YUM YUM FROOOM! พร้อมเล่าให้ฟังว่า แต่ละเล่มใช้เทคนิคต่างกันไปอย่างไร

นิทานที่เป็นโปรเจกต์ปริญญาโทของเธอ MA Children's Book Illustration, Cambridge School of Art
    "When It Comes อันนี้ดาร์คหน่อย ก็จะใช้เทคนิค Etching คือ เอาแผ่นโลหะกัดด้วยกรดให้เกิดลายตามที่วาดไว้ และเทคนิค Aquatint สำหรับทำส่วนโทนต่างๆ ของภาพ เป็นการโรยผงบางๆ บนแผ่นโลหะแล้วลนด้วยความร้อน ให้ละลายเป็นจุดเล็กๆ ใสๆ แล้วกัดด้วยกรดในเวลาที่ต่างกันเพื่อสร้างโทนที่ต่างกัน กว่าจะได้ภาพหนึ่งทำไป 6 วันค่ะ Midsummer and September จะเป็นฟีลค่อยๆ เล่าเรื่อง เลยเลือกใช้ดินสอกราไฟท์แล้วลงสีน้ำ The Cooking Cats (with milk pudding) จะใช้เทคนิคภาพพิมพ์ Monoprint ภาพหนึ่งใช้เวลาทำประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เราอยากเบรกตัวเองและสนใจเรื่องของกิน ก็เลยทำหนังสืออาหารสำหรับเด็ก ส่วน YUM YUM FROOOM! เป็นหนังสือที่มีความเคลื่อนไหวตลอด ก็เลยเลือกใช้สีน้ำ เพื่อไม่ให้รู้สึกแข็งเกินไป" 
    ขณะที่เปิดหนังสือดูภาพแต่ละภาพ เรารู้สึกตื่นเต้นมาก ทั้งภาพแมวดำ ของ When It Comes ที่ภาพดาร์คยังไม่พอ เนื้อเรื่องยังแอบดาร์คสุดๆ มีมี่เล่าติดตลกว่าตอนจบของเรื่อง คนอ่านแต่ละคนมองภาพไม่เหมือนกัน ซึ่งเธอรู้สึกน่าสนใจดีที่คนอ่านตีความไปตามอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจ บางคนมองภาพแล้วรู้สึกตื่นจากฝันร้าย หากบางคนมองแล้วรู้สึกถึงการสูญเสีย ส่วนภาพจระเข้ใน Midsummer and September ก็จะดูหม่นๆ แต่ยังรู้สึกถึงความหวัง YUM YUM FROOOM! เจ้ามังกรกับแพนเค้กดูสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ The Cooking Cats (with milk pudding) เราร่ำร้องในใจว่าเจ้าแมวเหมียวทำพุดดิ้งนมนั้นน่ารักมาก ซึ่งมีมี่เผยเหตุผลที่ทำให้เลือกใช้เทคนิคต่างกันในแต่ละเล่มว่าต้องการให้ภาพช่วยส่งเสริมเรื่องราวและเปิดรับความรู้สึกของเนื้อเรื่องให้ดีขึ้น
ภาพในสมุดสเก็ตซ์กว่าจะเป็นนิทานเรื่อง Midsummer and September
ตัวอย่างภาพพิมพ์โลหะกัดกรด
    "อาจารย์บอกว่า เรามีวัตถุดิบดีๆ ในมือแล้ว จากหลายรูปที่ลองเทคนิคหลายๆ แบบแล้วออกมาเวิร์คมาก ซึ่งต่อจากนี้อยากให้เราลองเอามันมารวมกัน ปรุงมันขึ้นมา เชื่อในวัตถุดิบตัวเอง เชื่อในรูปวาดตัวเองมากกว่านี้ ให้เชื่อในคาแรกเตอร์ที่เราสร้างขึ้นมา แล้วเขาสอนว่า คิดอะไรได้ก็วาดไปก่อน บางคนต้องวาดคาแรกเตอร์ออกมาจนกว่ามันจะคุยกับเรา ตอนแรกไม่เข้าใจคำว่าคำนี้คืออะไร ทำไมมันคุยกับเราได้ แต่พอทำแล้วก็เข้าใจว่า มันจริงนะ พอวาดตัวนี้ ตัวนี้ก็อยากให้เราคุยอะไรสักอย่าง ส่วนเนื้อเรื่องที่อยากทำ เพื่อนแต่ละคนในคลาสก็จะมีเรื่องที่สำคัญของเขา บางคนเป็นเรื่องธรรมชาติ บางคนเป็นเรื่องครอบครัว บางคนเรื่องการเมือง ส่วนของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจตัวเอง ไม่เชิงค้นหาความฝัน แต่เป็นการเข้าใจความรู้สึกตัวเอง ซึ่งเล่ม Midsummer and September ก็จะนำเสนอด้านนี้เยอะ"
    Midsummer and September เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ชอบตัวเอง จึงออกเดินทางตามหาสถานที่ที่ทำให้ไม่ความรู้สึกนั้นหายไป โดยเล่าผ่านตัวละครพระจันทร์และจระเข้ พระจันทร์ไม่ชอบตัวเองทุกครั้งที่เป็นคืนเดือนมืด ส่วนจระเข้ไม่ชอบตัวเองทุกครั้งที่ร้องเพลง ทั้งสองเลยเดินทางตามหาสถานที่ที่ทำให้พระจันทร์ส่องสว่างได้ตลอด และตามหาสถานที่ที่ทำให้จระเข้มีเสียงดีขึ้นไม่คำราม แต่ยิ่งเดินทางเท่าไรก็หาสถานที่นั้นไม่พบ จนในที่สุดทั้งคู่ก็ยอมรับตัวตนของกันและกัน และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็กลับมาพบกันทุกครั้งในคืนเดือนมืด  
    "มันมีวันหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวง เรารู้สึกว่าพระจันทร์อยู่หลังตึกสว่างมากเลย สงสัยว่ามันคืออะไร จนต้องเดินไปดู แล้วมันมีช็อตหนึ่งแว็บเข้าในหัว มีพระจันทร์จมน้ำร้องไห้อยู่ จึงอยากจับมันเขียนออกมา ส่วนจระเข้เราก็ไปสังเกตว่าจระเข้อยู่ในที่แบบไหน แถวเคมบริดจ์ก็มีบ้านเรือเยอะ เราเลยไปสเก็ตช์ว่าถ้านอนในนั้นจะเป็นยังไงบ้าง ทำให้รูปวาดส่วนหนึ่งก็มาจากชีวิตของเราด้วย ซึ่งบางทีเวลาเราเขียนเรื่อง ทำให้เข้าใจตัวเองขึ้นมาเหมือนกันนะ  อย่างที่เราเขียน Midsummer and September ตอนทำงานเราชอบรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง อยากไปเที่ยวที่ไหนไม่รู้ แต่อยากไปเที่ยว พอเขียนเรื่องนี้ออกมา ก็เข้าใจว่า เราไม่ได้อยากไปเที่ยว แต่เราอยากออกไปจากตรงนั้นต่างหาก"

    นิทานเรื่อง Midsummer and September ได้เข้ารอบสุดท้ายของงานประกวด The Little Hakka International Picture Book Award 2019 ที่ประเทศจีน และยังเป็นหนึ่งในผลงาน 48 เล่ม จาก 350 เล่มทั่วโลกที่ได้ไปแสดงผลงานที่ Frankfurt Book Fair 2019 ส่วนนิทานเรื่อง When It Comes มีมี่พิมพ์ออกมาเป็นซีนเล่มเล็ก ซึ่งตอนนี้ขายหมดแล้ว เราจึงลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเธอจะพิมพ์อีกครั้งเมื่อไร ส่วนนิทานเรื่อง YUM YUM FROOOM! มีมี่กำลังคุยรายละเอียดกับสำนักพิมพ์จีนอยู่ ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นผลงานของคนไทยไปตีพิมพ์ที่จีนก็ได้ น่าติดตามและคอยลุ้นเอาใจช่วยเธอสุดตัว

คุณครูศิลปะของเด็กๆ
    หลังกลับเมืองไทยมีมี่ได้ทำงานเป็นนักทำนิทานภาพและนักวาดภาพประกอบตามความฝัน เธอได้รับโอกาสทำหนังสือร่วมกับนักทำนิทานของไทยหลายคน เช่น นิทานเรื่องพาขวัญ ของครูชีวัน วิสาสะ ที่มีโอกาสได้วาดภาพปกหนังสือร่วมกับสมาชิกบ้านนักเขียนหนังสือเด็ก นิทานเรื่องอลิซในวันมหัศจรรย์ ที่เธอทำภาพประกอบโดยเลือกใช้สีน้ำกับหมึกน้ำตาล แถมข้าวของที่เธอวาดในเล่ม ล้วนมีอยู่จริงๆ ทั้งฉากสวนที่อิงมาจากบ้านเช่าเมื่อตอนอยู่อังกฤษ มาพร้อมกระดิ่ง เก้าอี้ กองกระถาง กุหลาบที่หอมมาก และอาจจะอายุมากแล้วด้วย แถมอ่างน้ำในก็ยังมีกบนอนอยู่จริงๆ อีกต่างหาก ซึ่งมีมี่สรุปไว้ว่า การชอบวาดของที่มีอยู่จริง มาจากการเรียนที่เน้นให้วาดภาพจากของจริง 
    "อาจารย์บอกว่า ถ้าฉากเราอยู่ร้านเบเกอรี่ ลองไปสเก็ตช์ที่ร้านเบเกอรี่หรือยัง ลองพาตัวละครไปร้านเบเกอรี่ด้วย ไปนั่งดื่มชาสักแก้ว ไปกินขนมด้วยนะ ถ้ามีความสมจริงในแง่องค์ประกอบ วัตถุต่างๆที่ประกอบฉากมันทำให้รู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ที่นั่นจริงๆ ถ้าลองเอาคนออกจากฉาก ก็ยังสามารถเดาได้ว่าใครอาศัยที่นี่บ้าง และมีคนจำนวนประมาณไหนในบ้านค่ะ"
ภาพประกอบในนิทานอลิซในวันมหัศจรรย์
    นอกจากจะเป็นนักทำนิทานแล้ว มีมี่ยังเป็นครูศิลปะของ Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีที่สอนเด็กๆ ทั้งด้านการเขียนบท การแสดง ร้อง เต้น ทำฉาก พร็อพ และคอสตูม ซึ่งเด็กๆ สนุกกับการเล่นละครเวทีมาแล้วหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Trolls, Toy Story, Into the Woods, The Little Mermaid หรือ Harry Potter 
    "เราตามหลานไปดูเขาแสดงละครเวที รู้สึกว่าน่ารักดี ก็เลยติดต่อไปถามทาง Musical Theatre for KIDS เขาก็รับเรามาทำหน้าที่ในส่วนของเวิร์กช็อปศิลปะ จะมีอยู่ชั่วโมงหนึ่งในแต่ละวัน ที่ให้ทุกคนมารวมตัวทำฉาก ทำพร็อพ ทำคอสตูมสำหรับละคร ซึ่งทั้งหมดเราจะเนรมิตขึ้นมาใน 4 ชั่วโมง เพราะทำกันวันละชั่วโมง 4 วันพอดี วันที่ 5 ก็แสดง ด้วยความที่เวลาจำกัดเนอะ เราจะเตรียมเอ้าต์ไลน์ เอากรอบมาให้ก่อน แล้วให้เขาลงสีหรือเอากระดาษสีมาแปะ ก็มีทั้งงานกลุ่ม และงานเดี่ยว" 
    เมื่อเวิร์กช็อปละครเวทีได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีมี่จึงรับงานเสริมเป็นครูสอนศิลปะและครูสอนโค้ดดิ้งด้วย พอเราทักว่าเธอได้กลับมาทำโค้ดดิ้งตามที่เคยเรียนมาด้วย มีมี่หัวเราะ แล้วตอบว่า "ต้องเรียกว่าศิลปะมาช่วยโค้ดดิ้งมากกว่า" 
    เธออธิบายให้ฟังเพิ่มว่า "ศิลปะมาช่วยอย่างไรเหรอคะ ก็เป็นอีกกิจกรรมที่เราเอามาเสริม ถ้าใช้แต่คอมพิวเตอร์ตลอด เขาอาจจะเบื่อ หรือใช้สายตาเยอะเกินไป ก็จะมีช่วงเบรกที่ใช้ศิลปะมาช่วย แต่ยังเกี่ยวกับการโค้ดดิ้งอยู่ เช่น เรื่องลำดับขั้นตอน เรามีรูปให้เขาจับฉลาก รูปง่ายๆ อย่างวันนี้วาดธีมสัตว์ประหลาด ก็จะมีคนหนึ่งเป็นคนบอก อีกคนเป็นคนวาด โดยที่ห้ามแอบดู คนที่บอกก็ต้องบอกว่า วาดวงกลมไว้ตรงนี้ วาดสี่เหลี่ยมไว้ตรงนั้น คนวาดก็จะงงว่า ตรงนั้นนั่นตรงไหน ตรงข้างบน ตรงข้างล่าง หรือบางทีเราก็เอาเกมลอจิก มาทำเป็นเกมกระดานดูค่ะ" มีมี่เล่าพลางหารูปถ่ายในโทรศัพท์ให้เราดูภาพศิลปะฝีมือเด็กๆ "ส่วนงานสอนศิลปะ ไม่เชิงสอนวาดรูปหรือสอนเทคนิค ส่วนมากจะสอนตามความสนใจ น่าจะเรียกว่าสนับสนุนให้เขาได้แสดงออกอย่างมีความสุขมากกว่า แต่ถ้าอยากให้สอนวาดอะไรแบบนี้ก็ได้เหมือนกันค่ะ"

    หลังคุยกันมาสักพักใหญ่ เรายิ่งรู้สึกว่า มีมี่เปล่งออร่าของความใจดีออกมามากๆ แล้วเวลาสอนในคลาสเธอเป็นครูแบบไหน "เป็นครูใจดี ดุไม่ค่อยเก่ง บางทีไปสอนที่โรงเรียนนานาชาติ พอเด็กๆ รู้ว่าเราไม่ค่อยดุ ก็หลั้นล้ากันเต็มที่ พยายามจะดุ แต่ทำไม่เป็น" เธอหัวเราะเสียงดัง

ความสุขที่ใกล้หัวใจ
    ช่วงท้ายของการคุย มีมี่บอกเราว่า เธอเข้าใจความรู้สึกของคนที่เพิ่งเริ่มต้นแล้วไม่รู้ว่าจะเดินทางไปทางไหน เพราะคนรอบตัวเธอเองก็ไม่ได้มาสายนี้ ไม่มีความรู้พอที่จะให้คำปรึกษา หากเธอเองก็ได้กำลังใจจากคนรอบข้างที่ทำให้ออกเดินทางได้อย่างมั่นคง 
    "ถ้ารู้ตัวว่าเริ่มสนใจด้านนี้ อยากให้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติม ไปคุยกับนักเขียน นักวาดดูค่ะ แล้วก็อยากให้ลองทำนิทานออกมาสักเล่มหนึ่ง ดูว่าเวลาที่ทำออกมา โอเคกับมันไหม พอลองทำจริงๆ จะรู้ว่าระหว่างทางต้องเจอจุดนี้ แล้วเราชอบความรู้สึกนี้หรือเปล่า พอทำออกมาเป็นเล่มแล้ว โอเคกับมันไหม ใช่อย่างที่เราคิดหรือเปล่า ถ้าเกิดว่าใช่ ค่อยไปต่อ คิดว่าในสายนี้ลำบากกันทุกคน จุดเริ่มต้นมันอาจจะไม่ง่าย แต่ไม่อยากให้ท้อแท้ มีกำลังใจ ถึงเราจะเริ่มช้ากว่าคนอื่น อย่างเราก็เริ่มช้าเหมือนกันนะ อยากให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันใกล้หัวใจ"
    งานอดิเรกอย่างหนึ่งของมีมี่คือ การเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เข้าร้านหนังสือ แล้วซื้อหนังสือเด็กจากประเทศนั้นมา เธอเล่าว่า นิทานของแต่ละประเทศมีแนวทางคนละอย่าง นิทานของไทยจะมีข้อคิด ของบางประเทศจะมาเล่นสนุกเฉยๆ ไม่ได้สอนอะไร ส่วนนิทานแถบสแกนดิเนเวียก็จับอะไรที่ไม่คิดว่าจะทำหนังสือเด็กออกมาได้ เช่น พ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า การหย่าร้าง หรือความรุนแรงในครอบครัว เราจึงขอให้มีมี่แนะนำหนังสือนิทานให้เล่มหนึ่ง เธอจึงเลือกนิทานปรัชญาของสวีเดนที่เจอในห้องเรียนชื่อว่า Alla frågar sig varför  ของ Anna Höglund & Eva Susso 
    "ในแต่ละหน้าจะมีเด็กมาพูดถึงคำถามต่างๆ ของชีวิต อย่างเช่นหน้าแรก เพื่อนเคยแปลให้ฟังว่า มีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ ข้างหลังเป็นโรงพยาบาล มีคำพูดว่า 'ทำไมเธอถึงต้องตาย?' คุณยายตายที่โรงพยาบาล ผมยังจำได้ดีว่าแต่ก่อนเป็นยังไง บรรยากาศสบายๆ ตอนที่เราคุยกันแค่ผมกับยาย แต่ตอนนี้เธอไม่อยู่แล้ว หากเธอยังอยู่ในรูปถ่ายมากมาย แปลกไหมล่ะที่บางคนยังอยู่ตรงนั้น และก็ไม่อยู่ในความเป็นจริงอีกต่อไป" 
    หลังเธอเล่าจบ เรารู้สึกเงียบงันอย่างบอกไม่ถูก นี่คือพลังของหนังสือเด็ก ที่แต่ละประเทศเลือกสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนของพวกเขา

    มีมี่ปิดท้ายว่า สำหรับใครที่สนใจอยากเข้ามาทำหนังสือเด็ก แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สามารถทักมาพูดคุยหรือปรึกษาเธอที่เพจเฟซบุ๊ก SanpraphaV - Sanprapha Vudhivorn ได้เลย เพราะครั้งหนึ่ง เธอเคยได้รับความรู้และโอกาสจากรุ่นพี่ในวงการ จึงอยากส่งต่อความรักในการทำหนังสือเด็กให้ทุกคนได้เดินทางตามความฝันอย่างเธอบ้าง

    เพราะความรักในนิทานภาพ นั่นอยู่ใกล้หัวใจ อย่างที่เธอไม่อยากให้มองข้าม
Favorite Something
  •   The Land Before Time, Ryuichi Sakamoto – Coda, Where to Invade Next, Finding Vivian Maier, Cherry Magic
  •   No Shade in the Shadow of the Cross - Sufjan Stevens ,芒种 - 音阙诗听 & 赵方婧 Letter - SHE'S, Your Song - SHE'S, Fighter - 3月のライオン meets BUMP OF CHICKEN Merry Christmas Mr Lawrence - Ryuichi Sakamoto, ปาล์มมี่
  •   เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง, เด็กน้อยโตเข้าหาแสง, โต๊ะโตะจัง
  •   Van Gogh, Claude Monet, Kozo Kakimoto

กมลพร สุนทรสีมะ

อดีตเติบโตมากับกองบรรณาธิการนิตยสารสำหรับเด็กเเละครอบครัว เชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของเด็กๆ ชอบดอกไม้ พืชใบเขียว มีหอศิลป์เป็นที่ชุบใจ ติดชาเย็นหวานน้อย พอๆ กับกลิ่นกระดาษ อนาคตอยากเลี้ยงลาบาดอร์ สีน้ำตาล

จรูญรัฐ วิธูสุวรรณ

อดีตช่างภาพนิตยสาร มาเปิดบริษัทของตัวเองได้สักพัก ยังสนุกกับงานถ่ายภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายภาพผู้คน ตอนว่างจะชอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แก้เบื่อด้วยการถ่ายสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ