เบล กนกนุช: หญิงสาวผู้เริ่มต้นจากศูนย์ สู่นักออกแบบมือรางวัลผู้ค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เสมอ

    เบล-กนกนุช ศิลปวิศวกุล เอ่ยทักทาย happening ด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง เธอเป็นคนหนึ่งที่แวะเวียนมาร่วมสนุกและแบ่งปันประสบการณ์ผ่านการทำงานกับเราอยู่บ่อยครั้ง แล้วทำให้เราพบว่าในความคุ้นเคยนั้น มักจะมีแง่มุมใหม่ๆ ที่เป็นแรงดึงดูดให้คนหันมาสนใจแนวคิดและผลงานเธออยู่เสมอ
    เบลเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ (Practical Design Studio) หนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่โดดเด่นของวงการออกแบบร่วมสมัย มีการแสดงนิทรรศการที่คนรู้จักในวงกว้างอย่าง ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer) หรือ ล่าสุดกับนิทรรศการ Surface ที่นำผู้ชมไปสำรวจพื้นผิวสัมผัสของวัสดุในรูปแบบต่างๆ
The River has No Return (2020) ผลงานของ เบล กนกนุช ในนิทรรศการ Surface ที่แสดงถึงสถานะของกระดาษที่ไม่อาจกลับไปมีพื้นผิวเรียบได้ดังเดิม เช่นเดียวกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ

    ในฐานะดีไซเนอร์เธอได้รับการยอมรับในวงกว้าง เคยจัดแสดงผลงานทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ได้รับรางวัลด้านการออกแบบมาแล้วมากมาย ก่อนที่จะก้าวเข้าไปมีบทบาทเป็นคิวเรเตอร์และผู้ตัดสินการประกวดงานออกแบบหลายเวทีทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน Bangkok Illustration Fair (BKKIF) ภายใต้ชื่อ decembell ร่วมกับ happening และ WHAT IF อีกด้วย

    จากคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะและไม่มีความมั่นใจ เธอสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่มีเครือข่ายร่วมกับนักสร้างสรรค์ในทวีปเอเชีย ทำงานเพื่อสนับสนุนนักออกแบบและผลักดันวงการออกแบบไทยให้ก้าวไปในระดับเอเชียได้อย่างไร เราจะพาไปสำรวจเส้นทางการค้นหาตัวตนของ เบล กนกนุช ที่เริ่มจากศูนย์ ซึ่งเธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีความเป็นไปได้อีกร้อยพันเส้นทาง สำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไรจริงๆ
การค้นหาตัวเองที่เริ่มจากศูนย์
    เบลเล่าว่าเธอชอบทำงานคราฟต์มาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรจะต้องทำการ์ดป๊อปอัพหรือนำภาพถ่ายมาตัดทำภาพคอลลาจเป็นของขวัญวันเกิดให้คนในครอบครัว ประดิษฐ์กล่องใส่ของเป็นของขวัญให้เพื่อนที่โรงเรียน หรือ ทำเครื่องประดับจากสิ่งต่างๆ มาใส่เอง "ตอนเด็กๆ เป็นคนชอบประดิษฐ์ประดอย ชอบทำของขวัญให้เพื่อน จำได้เลยว่าเราเลือกที่จะไม่นอนเพื่อที่จะได้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะถ้านอนก็จะไม่ได้ทำ" แม้ในตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจความหมายของการออกแบบ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบสำหรับเธอ
    เมื่อเริ่มเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษาเบลยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปในเส้นทางไหนจึงเรียนศิลป์ภาษา แล้วคิดว่าตอนเรียนระดับมหาวิทยาลัยอาจจะเลือกเข้าคณะอักษรศาสตร์ วารสารศาสตร์ หรือ นิเทศศาสตร์ แต่พอไปติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยถึงเพิ่งรู้จักคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่มีวิชาออกแบบให้เรียนด้วย เมื่อพบทางเลือกที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับตัวเองจึงลองติวนฤมิตรศิลป์ดู ทั้งๆ ที่เหลือเวลาแค่เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น 
    "เรารู้ตัวเองช้ามาก" เบลเล่าให้ฟังว่าตัวเองไม่เคยเรียนพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อน เมื่อเทียบกับคนอื่นที่มีพื้นฐานด้านศิลปะและติวความถนัดเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ จึงเหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ด้วยกระบวนการคิดบางอย่างที่จุดประกายให้เธอคิดว่า มีความเป็นไปได้ว่าหนทางที่เลือกนี้จะเป็นสิ่งที่เธอสนใจจริงๆ แม้จะเป็นคนวาดรูปไม่เก่งเลย "ตอนที่ติวนฤมิตศิลป์ที่จุฬาฯ หนึ่งอาทิตย์ก่อนสอบก็มีสอนดรอว์อิ้งเหมือนกันนะ ตอนนั้นได้เรียนวาดรูปมือซ้ายของตัวเองอยู่ 1 รูป แต่นอกจากนั้นเขาจะสอนการออกแบบ เราชอบตรงที่เขาให้โจทย์มา แล้วเขาไม่ได้เน้นว่างานจะต้องออกมาสวย แต่ให้สื่อสารสิ่งที่เราคิดออกมาให้ได้ ให้แตกต่างจากเพื่อน เราเลยรู้สึกว่า การวาดรูปไม่เป็นไม่ใช่ข้อจำกัด ตอนแรกเราก็คิดว่าเป็นปัญหานะ เพื่อนเราดรอว์อิ้งเต็มร้อย กับเราสอบดรอว์อิ้งได้คะแนนแค่ 25 เองมั้ง แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สื่อสารออกมาได้"
    แม้กระทั่งตอนสมัครเข้าไปเรียนสาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิชาและคณะที่จะเรียนเลย ดังนั้นระหว่างเรียนเธอจึงเริ่มฝึกงานช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ตั้งแต่ปี 1 เพื่อค้นหาตัวเองมาตลอด การฝึกงานที่หลากหลายประกอบกับความขยันที่ร่วมทำกิจกรรมของคณะทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยอยู่สม่ำเสมอ พอเรียนจบแล้วอาจารย์ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี จึงชวนเธอมาเปิด แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ ด้วยกัน
เอาชนะความไม่มั่นใจในตัวเองด้วยการทดลอง
    จุดหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ในการทำงานออกแบบของเบล คือผลงานที่ผ่านกระบวนการทดลองวัสดุและเทคนิคที่หลากหลาย ที่สื่อถึงแนวคิดเบื้องหลังได้อย่างน่าประทับใจ 
    เมื่อถามถึงเหตุผลที่เธอชอบนำกระบวนการทดลองมาใช้กับการทำงาน เราก็พบกับคำตอบว่า "ตอนเด็กๆ เราเคยมีความคิดอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ด้วยความที่เราชอบทดลองและชอบมองหาสิ่งใหม่ว่ามันมีความเป็นไปได้อย่างไรได้บ้าง แต่ว่าเราเรียนไม่เก่งเราเลยเรียนไม่ได้"
    แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เธอต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อน "ลึกๆ เราเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ตั้งแต่เด็กเลยนะ เราเป็นคนพูดหน้าห้องก็ไม่ได้ แต่พอเข้าสู่จุดเปลี่ยนคือตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ทำงานออกแบบส่งแล้วต้องออกมาอธิบาย ดังนั้นเราต้องทำงานเยอะมาก จะได้รู้ว่ามันมีความเป็นไปได้อะไรได้บ้าง ก่อนที่จะไปพิสูจน์ให้คนอื่นเห็น เราต้องพิสูจน์ให้ตัวเราเห็น เพื่อที่เราจะกล้าพูดให้ทุกคนฟังอย่างมั่นใจได้ว่า ชิ้นงานนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทดลองมา มันเลยกลายเป็นว่าเบื้องหลังกว่าที่ทุกคนจะได้เห็นเราจะต้องทำเยอะสุดๆ เพื่อความมั่นใจของเราเอง" 
    นิสัยการทำงานลักษณะนี้แม้จะดูเหนื่อยแต่เธอกลับรู้สึกสนุก และกลายเป็นการสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับผลงานของเธอเสมอ "เราคิดว่ามันคือช่วงเวลาแห่งการทดลอง ตัวเราเองอยากรู้ด้วยตัวเองว่าหนึ่งโจทย์ หนึ่งหัวข้อ ถ้ามีความเป็นไปได้ในร้อยอย่างนั้น มันจะออกมาเป็นอย่างไร เวลาเราทำงานคอมเมอร์เชียล เราเป็นคนดูภาพกว้างและดูความเป็นไปได้ของมันว่ารูปแบบควรเป็นอย่างไร โปรดักชั่นควรเป็นอย่างไร หรือวัสดุที่ใช้ควรเป็นอย่างไร เล่าเรื่องแบบไหน เราอยากชวนให้นักออกแบบคนอื่นมองเหมือนกัน อย่าจำกัดตัวเองไว้กับวิธีการเดิมๆ ที่เคยรู้ อย่างเบลจะไม่ได้พยายามผูกกับแค่ซัพพลายเออร์เดียวหรือวัสดุเดียว ระหว่างนั้นเราต้องทำการบ้านเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโจทย์ที่เราได้รับ" เบลยังเล่าให้ฟังอีกว่าเธอเป็นคนทำงานช้าและทำงานละเอียดมาตั้งแต่เริ่มเรียนออกแบบ ดังนั้นจึงต้องหัดมองภาพรวมเพื่อวางแผนเวลาทำงาน เพื่อให้งานเสร็จได้ตามกำหนด
    โดยทุกครั้งที่เธอได้รับโจทย์ เบลจะเป็นคนกล้าเปิดรับความหลากหลายและไม่กลัวการเจอโจทย์ใหม่ๆ ดังนั้นเธอจึงมีมาตรฐานการทำงานที่จะต้องทำการบ้านเพื่อทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ เพื่อหาความเป็นไปได้ว่าจะทำสิ่งนั้นด้วยศักยภาพของตัวเองให้ดีที่สุดได้อย่างไรบ้าง เราจึงสัมผัสถึงความทุ่มเทจากผลงานใหม่ๆ ของเธอได้ทุกครั้ง
ผลงาน Tapestry Series (2007) ที่เกิดจากความสนใจด้านงานทอมือของเธอ
มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำงานสร้างสรรค์
    เมื่อเริ่มก่อตั้ง แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ กนกนุชรับผิดชอบทุกหน้าที่ ทั้งคุยประสานงานติดต่อลูกค้า เป็นนักออกแบบ ติดต่อซัพพลายเออร์ ควบคุมการผลิต ยกเว้นแค่ทำบัญชีเท่านั้น ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนชอบเรียนรู้ วันหยุดสุดสัปดาห์เธอจึงไปเรียนทอผ้าแบบทอมือ (tapestry) จึงทดลองนำการทอผ้ามาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบสื่อสาร แล้วนำผลงานไปจัดแสดงร่วมกับเพื่อนๆ อีก 4 คนที่เรียนจบมาและได้รับเลือกจากคณะกลับไปแสดงงานที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จุดนี้ทำให้เธอเริ่มสนใจศาสตร์ความรู้อื่นๆ และตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม (Cultural Management) ภาคภาษาอังกฤษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เธอยกตัวอย่างสิ่งที่ได้เรียนในวิชา Art Appreciation ว่า มีการสอนให้ลองลงรักปิดทองด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่เบลได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือการที่ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการคิดกระบวนการทำตั้งแต่แรก ทำให้สนใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่อาจไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน เมื่อได้รับประสบการณ์การผลิตชิ้นงานที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งมีความยาก เธอจึงรับรู้และเข้าใจการทำงานของผู้อื่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการผลิตงานสร้างสรรค์ และนำมาสู่มุมมองใหม่ๆ ในการทำงานของเธอด้วยเช่นกัน 
    "นั่นคือจุดเชื่อมโยงที่ทำให้เรามองว่า เวลาทำงานให้ดี มันไม่ใช่แค่งานดีแล้วจะจบ เราต้องทำให้บริบท พื้นที่ที่ผลงานจะไปปรากฏ หรือการสื่อสารทั้งหมดดีด้วย แล้วเราเริ่มมองเห็นว่านอกเหนือจากเราจะรู้ว่าการออกแบบสามารถทำสิ่งที่ดูดีอยู่แล้วให้ดูดีขึ้นอย่างไรบ้าง แต่การที่เรารู้กระบวนการตั้งแต่ต้นทางของมัน เราอาจจะเริ่มไปคิดถึงเรื่องที่มาและกระบวนการของมันมากขึ้น ไม่ใช่เห็นเพียงแค่ปลายทางของมัน"
    นอกจากการทำงานในฐานะนักออกแบบ คิวเรเตอร์ และเป็นผู้ตัดสินงานประกวดออกแบบเวทีต่างๆ เช่น เคยเข้าร่วมเป็นผู้ตัดสินในงาน Unknown Asia อีเวนต์ที่ศิลปินจากหลายประเทศ สามารถโชว์ผลงานให้คนในแวดวงดีไซน์ของญี่ปุ่นได้รู้จัก ซึ่งเป็นประตูที่เปิดไปสู่เวทีอื่นๆ ในประเทศแถบเอเชีย เธอยังเป็นอาจารย์สอนวิชางานออกแบบสื่อสาร (Communication Design) และวิชาอื่นอีกหลายวิชาของสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ปีแล้ว 
ผลงานชุด No more tears (ระคายเคืองตา อย่าระคายเคืองใจ) (2011) ของเธอ เมื่อครั้งนำไปจัดแสดงที่ Unknown Asia Art Exchange Osaka 2015
    บทบาทที่หลากหลายทำให้เธอมองเห็นความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะและแวดวงออกแบบ รวมถึงพื้นที่ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศิลปิน นักออกแบบ และอีกหลายสาขาอาชีพสามารถร่วมมือกันทำงานสร้างสรรค์ได้ "เมื่อก่อนแต่ละคนจะทำงานอยู่ในสายของตัวเอง แต่ช่วงที่เราเรียนปริญญาโทจะเริ่มเห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆ เริ่มเปิดพื้นที่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่ศิลปิน เช่น นักกราฟิกดีไซเนอร์ สถาปนิก โปรดักส์ดีไซน์ สามารถแสดงงานหรือจัดนิทรรศการได้ เราจึงเริ่มตั้งคำถามกับประเทศเรา หลังจากนั้นมันเริ่มสลายขอบเขตของสายอาชีพตัวเอง อย่างอยู่ดีๆ ศิลปินก็ไปทำแฟชั่น ยิ่งยุคใหม่เรื่องเทคโนโลยี เครือข่าย หรือการเข้าถึงของสื่อโซเชียลมีเดีย นอกจากจะเป็นการสลายขอบเขตสายอาชีพแล้วนะ มันยังเป็นการรวมกันระหว่างนักออกแบบกับผู้ใช้งาน หรือตัวผู้ผลิต โรงงานต่างๆ ซัพพลายเออร์ มันกำลังหลอมเข้ามาเกี่ยวเนื่องกัน ไม่ใช่ว่าเราจะทำทุกอย่างคนเดียว เลยรู้สึกว่าเราจำเป็นต้องรับมือกับเรื่องเหล่านี้และเข้าใจศักยภาพของคนอื่น อย่างการทำงานของแพรคทิเคิลทุกครั้ง เราจะให้ความสำคัญกับคนรอบตัว ถ้าเราทำงานออกแบบแล้วคนอื่นถนัดเรื่องอื่นมารวมตัวกัน มันอาจจะเป็นการทำงานหรือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น" 
    ในฐานะนักออกแบบเธอได้รับรางวัลมากมายมาการันตีความสามารถ เช่น Designer of the year 2015: Emerging Graphic Design, London International Awards 2015:  Gold Winner: Packaging Design และ Cannes Lions 2015: Bronze Lions: Packaging Design เป็นต้น ซึ่งแต่ละผลงานที่ได้รางวัลเธอรู้สึกขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในงานชิ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ส่งโจทย์ดีๆ ให้ และทีมงานที่มีส่วนร่วมในโปรดักชั่นทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่เธอบอกว่า "ความสำเร็จมันไม่ได้เกิดแค่เรา แต่เกิดจากทุกๆ คนช่วยกัน ดังนั้นถ้าเราจะมีความสุขหรือภูมิใจกับมัน เราอยากให้ทุกคนมีความสุขกับมันไปด้วย"
นักออกแบบสื่อสารที่อยากทำงานเพื่อผลักดันคนไทยไปสู่สากล
    อาจจะเป็นเรื่องยากหากจะให้กนกนุชอธิบายสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะเธอมีความสนใจหลากหลาย และทำงานหลายอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งการทำ Wrap It เวิร์กช็อปสอนห่อของขวัญรูปทรงต่างๆ และทำการ์ดอวยพรดีไซน์เก๋ๆ ที่เธอจัดขึ้นเป็นระยะ แต่เบลก็มีคำตอบให้กับเราว่า "ตอนนี้เบลวิเคราะห์จากภาพรวม เราน่าจะชอบเป็นนักออกแบบสื่อสาร เพราะเวลาทำแต่ละบทบาท ทั้งเวิร์กช็อป เวลานำผลงานไปแสดง งานสอน รวมถึงงานออกแบบของบริษัท เรารู้สึกว่าจุดหนึ่งที่เรามักจะเป็นอยู่เสมอคือเราชอบอธิบาย เราจะพยายามสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจงานทุกชิ้นของเราได้" ซึ่งเธอใช้การเป็นนักออกแบบสื่อสารของตัวเองกับงานทุกบทบาทจริงๆ

    จากการค้นหาตัวตนมาตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงการทำงาน ทำให้เบลรู้ว่าจากศักยภาพที่เธอมีอยู่สามารถนำตัวเองไปยืนอยู่จุดไหนได้บ้าง ซึ่งบ่อยครั้งในฐานะของการเป็นผู้ตัดสินงานต่างๆ หรือการเป็นคิวเรเตอร์ที่ทำงานร่วมกับศิลปิน เธอมีความสุขเวลาที่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองผลักดันผู้อื่นให้เติบโตขึ้นหรือมีประโยชน์ต่อสังคมได้ จึงเริ่มหันมาโฟกัสกับงานสอนที่มหาวิทยาลัยและ Practical School of Design (PS±D) ที่เปิดคอร์สและเวิร์กช็อปสำหรับผู้สนใจด้านการออกแบบสามารถเข้ามาเรียนรู้กระบวนการคิดและพัฒนาทักษะของตัวเอง ซึ่งมีคอร์สน่าสนใจให้ติดตามทางเพจเฟซบุ๊ค Practical School of Design หลายคอร์สทีเดียว

    เช่นเดียวกับเหตุผลที่เธอตัดสินใจเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน Bangkok Illustration Fair ซึ่งเธอกล่าวไว้ว่า "เบลมี 3 เหตุผลหลัก โดยทั้ง 3 เหตุผลคือเป้าหมายที่เบลมองความยั่งยืนของวงการรวมถึงคนในวงการนี้ ที่สามารถเติบโตและไปต่อได้ เหตุผลแรกคือ ประสบการณ์ที่เราทำงานกับต่างประเทศมานาน เรามองว่า BKKIF จะไม่ใช่แค่ผลักศักยภาพคนในประเทศแล้ว เราจะใช้จุดแข็งที่มีทำให้คนในประเทศเราออกไปสู่สากลได้ด้วย ตอนนี้เราอยากเรียกตัวเองว่าซัพพอร์ตเตอร์ให้กับวงการนี้เลย"
    "เหตุผลที่ 2 เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของ illustration ในประเทศซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า illustration คืออะไร ประกอบกับเบลเคยมีประสบการณ์สอนนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยและเคยจัดกิจกรรมให้นักเรียนชั้นมัธยม เบลเลยมองว่า BKKIF จะไม่ใช่แค่พื้นที่รวมตัว แต่เป็นพื้นที่ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง illustration ที่จะสามารถพัฒนาเยาวชนที่อยากไปต่อในวงการนี้ได้ด้วย และสุดท้าย ถ้าสังเกต Reviewer ที่เบลเชิญมาจะเห็นว่ามีความหลากหลายมากๆ วัตถุประสงค์ของเบลก็เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งคนร่วมงานและคนที่จะได้เห็นผลงานหลังจากได้รับการต่อยอดได้รู้ว่า illustration สามารถช่วยในการสื่อสารและสร้างสุนทรียะทางการมองในพื้นที่ของสื่อที่หลากหลายได้ค่ะ"
    ส่วนตัวเธอมีประสบการณ์ทำ illustration ในมุมของคนที่วาดรูปไม่เก่งและไม่ใช่ illustrator มาแบ่งปัน เพื่อขยายความเข้าใจของคนทั่วไปที่มีต่อวงการนี้ด้วย "เราไม่ใช่ illustrator แต่เราทำ illustration นะ อย่างงานปกหนังสือหรืองานอื่นที่เราทำ สังเกตดีๆ คือเราใช้กระบวนการหลากหลายในการสร้างภาพ แต่เราไม่ได้ใช้มือวาดออกมาเลย นี่เป็นต้นทางที่เราอยากขยายความหมายของ illustration ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาจาก illustrator เท่านั้น แฟร์นี้เป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นว่า ทั้งคนที่จะมาแสดงงานหรือเครือข่ายที่เราเชิญมาร่วมงานในฐานะ Reviewer กำลังพูดถึงนิยามความหลากหลายใน illustration ทั้งในประเทศเราและในปัจจุบันที่เป็นอยู่" ดังนั้นคนที่อยู่ในวงการ illustration จึงมีความเป็นไปได้มากมายในการนำเสนอสิ่งที่ตัวเองเป็นในพื้นที่ต่างๆ นอกเหนือจากพื้นที่ของตัวเองได้
แพ็คเกจและปกแผ่นเสียง Pry & May-T Project Poetic Part ที่ออกแบบโดย เบล กนกนุช
    เมื่อมีความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย เราจึงเห็นเธอเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ๆ ที่น่าสนุกอยู่เสมอ ซึ่งเธอบอกเล่าถึงเป้าหมายของตัวเองให้ฟังว่า "เรามีความสุขกับทุกสิ่ง ในแต่ละด้านที่เราทำแล้วช่วยสนับสนุนคนอื่น สนับสนุนสังคมได้ เราจะทำแบบนี้ต่อไปถึงแม้จะเหนื่อยหน่อยนะ และอยากให้ทุกคนรู้ว่าเรายังรับงานแสดงอยู่ คนอาจจะคิดว่าเบลผันตัวไปเป็นผู้ตัดสิน แต่บางเวทีเราอยากแสดงงานเหมือนกัน" และในอนาคตเธออยากมีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับจัดแสดงงาน ทำเวิร์กช็อป ห้องสมุด หรือเป็นคอมมูนิตี้ที่ศิลปินหรือนักสร้างสรรค์สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้
    และเรามั่นใจว่าอนาคตที่ เบล กนกนุช ตั้งเป้าหมายไว้จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างงดงาม เพราะเธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอสามารถใช้ความไม่มั่นใจมาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ ขอเพียงมีความมุ่งมั่นเท่านั้น
Favorite Something
  •   -
  •   Four Seasons - Vivaldi
  •   หนึ่งวันเดียวกัน - วินทร์ เลียววารินทร์, Rainbow in Your Hand - Masashi Kawamura, An Arbitrary Point P = Nin'i no Ten P - Keio University Masahiko Sato Laboratory, Masahiko Sato, Norio Nakamura
  •   -

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ