แม็กซ์ เจนมานะ ศิลปินที่มีทั้งความกลัวและความกล้า เป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ดนตรี

    หากจะกล่าวว่าเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า เป็นอีกจุดเปลี่ยนในชีวิตของ แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ คงไม่ผิด เพราะเพลงนี้ทำให้คนหันมาทำความรู้จักเขาในฐานะ แม็กซ์ เจนมานะ จากแรกเริ่มที่คนรู้จักเขาในชื่อ แม็กซ์ The Voice ตอนเข้าประกวดรายการ The Voice Thailand ซีซั่นแรก
    วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า เป็นซิงเกิลที่ 2 ที่บรรจุอยู่ใน อีพีอัลบั้มแรก Let There Be Light (2560) ทั้ง 5 บทเพลงและ 1 โบนัสแทร็ก ร้อยเรียงการเดินทางจากความมืดสู่แสงสว่าง ซึ่งครอบคลุมเรื่องราวในชีวิตของเขาในช่วงวัยนั้น ก่อนที่จะกลับมาสร้างสรรค์อัลบั้ม 555! (2563) ในช่วงเวลาที่เขาได้หยุดพักระหว่างการระบาดของเชื้อโควิด ที่เขาหันมาแต่งเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และมีโอกาสร่วมงานกับศิลปินญี่ปุ่น Kai Takahashi (LUCKY TAPES) และ AAAMYYY แล้วกลายเป็นส่วนผสมที่ให้อารมณ์ต่างไปจากอัลบั้มแรกพอสมควร วันที่ 14 ตุลาคม ปีเดียวกันเขาปล่อยซิงเกิล โต๊ะจีน เพลงที่มีเนื้อหาเสียดสีเรื่องการคอรัปชั่นที่ไม่เคยหมดไปจากสังคมไทยเสียที โดยระหว่างนี้ยังมีโปรเจกต์ Henri Dunant ที่เขาร่วมงานกับ ไบร์ท-ชัชชล ศรีสมบูรณานนท์ ซึ่งอาจจะมีอัลบั้มใหม่สำเร็จออกมาให้ฟังกันเร็วๆ นี้
    นอกจากการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง แม็กซ์ยังมีงานเขียนหนังสือออกมาแล้ว 2 เล่ม คือ Strange to Meet You และ The Boy Who Never Grows รวมถึงงานด้านการแสดงออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเขาปรากฏตัวให้เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง โกสต์แล็บ..ฉีกกฎทดลองผี ของค่าย GDH ที่จะฉายในปี 2564 อีกด้วย
    การนั่งคุยกับ แม็กซ์ เจนมานะ ทำให้เรารู้ว่า กว่าจะมาเป็นศิลปินนักร้องนักแต่งเพลงอย่างทุกวันนี้ เขาชอบเพลงภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์และมีเพลงป๊อปสากลยุค 90 เป็นแรงบันดาลใจในการหัดเล่นดนตรี ก่อนที่จะเติบโตโดยมีความกลัวและความกล้าเป็นแรงผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ขึ้นมา ก่อนที่จะทิ้งท้ายว่า ความอยากที่จะเป็น คือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขาเป็นศิลปินได้อย่างทุกวันนี้
    อะไรคือความกลัว ความกล้า และความอยากที่จะเป็นของเขา มานั่งลงข้างๆ แล้วฟังเรื่องราวของเขาไปด้วยกันสิ
ความปรารถนาที่จะเป็น
    แม็กซ์ เจนมานะ สวมเสื้อยืดสกรีนคำว่า China Town เข้ามาทักทายเราในมาดมั่นคงสงบนิ่ง ต่างจากท่วงทำนองและลีลายียวนในเพลง โต๊ะจีน ซึ่งกลับมามีกลิ่นอายโฟล์กอีกครั้ง หลังจากกลิ่นอายดนตรีอินดี้ป๊อปที่เขาสร้างสรรค์ไว้ในอัลบั้ม 555! "ผมเป็นคนประเภทไฮเปอร์นิดหนึ่ง ถ้าเกิดว่าทำอะไรแล้วเราไม่ตกตะกอน มันจะสะเปะสะปะ แต่พอคิดออก มันจะกลับมารู้ตัวเองเสมอ อย่างช่วงนี้ผมจะกลับมาโฟล์ก แต่มันจะมีความเป็นโฟล์กที่มีมิติขึ้น แล้วก็คิดอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น โต๊ะจีน มันมีความเป็นกีตาร์โปร่ง แต่ผมแอบเอาความเป็นบิ๊กแบนเข้ามา เหมือนแก่นของมันยังมีอยู่ ความเป็นผมยังมีอยู่ โฟล์กกีตาร์ก็ได้ โฟล์กเปียโนก็ได้ ผมพูดไปในอัลบั้มที่แล้ว โฟล์กเหมือนการก่อกองไฟแล้วนั่งกับเพื่อน โฟล์กคือเพื่อน นั่งเล่าเรื่องด้วยกัน เป็นการเล่าเรื่องที่ใช้กีตาร์ตัวเดียว แบนโจตัวเดียว หรือเปียโนตัวเดียวก็เอาอยู่"
    เราถามถึงความเติบโตจากการทำงานที่ผ่านมา เขาทวนคำถามอีกครั้ง "เติบโตเหรอครับ" ก่อนตอบว่า "เมื่อก่อนผมชอบกลับไปมอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลับไปมองแล้วนะ เวลานึกถึงตัวเองจะรู้สึกว่า 'เด็กนี่แม่งห่วยจริงๆ' เราเลยไม่อยากกลับไปมองไง ผมเป็นคนมีความทะเยอทะยาน กว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ก็รู้แหละว่ามายังไง แต่เมื่อก่อนผมจะเหมือนกลวงๆ หน่อย ไม่รู้จริง ด้วยประสบการณ์แหละ" 
    แม็กซ์เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเป็นคริสเตียน แล้วที่บ้านส่งไปเรียนกีตาร์เพื่อเขาจะได้เล่นกับวงที่โบสถ์ตั้งแต่ 10 ขวบ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ชอบเลยเพราะนิ้วเป็นแผล แต่พอฟังเพลงดิสนีย์และเพลงของ West Life แล้วชอบ เลยพยายามหัดเล่นให้ได้  จากนั้นช่วงมัธยมต้นที่เขาฟังเพลงแล้วเริ่มมีวงที่ชอบอย่าง Coldplay, John Mayer, Keane, Papa Roach, Linkin Park และ Muse เป็นต้น เขาจะพยายามแกะให้เหมือน

    "พอแกะไปแกะมา มันเริ่มอินไปเรื่อยๆ แล้วก็ตกหลุมรักไปเรื่อยๆ" และเขาไม่ใช่คนที่แค่ชอบฟังเพลงเฉยๆ แต่ยังจะอยากเล่นให้เป็นอีกด้วย "มันจะประกอบกัน บางคนเป็นนักอ่าน แต่ไม่ได้อยากเป็นนักเขียน บางคนเป็นนักฟังแต่ไม่ได้อยากเป็นนักดนตรี แต่ผมเป็นคนอยากจะเป็น ชอบจินตนาการเป็นคนชอบฝัน"

    "ผมว่าการ wanna be มันสำคัญมากนะ ในการเป็นอะไรซักอย่างในโลกใบนี้" แม็กซ์ เจนมานะ พูดถึงความอยากที่จะเป็น ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญในการเป็นศิลปินของเขา "แต่ก่อนเราเห็นคนอื่นทำอย่างนั้น เราคิดว่าเราทำได้ จริงๆ แล้วก่อนที่เขาจะทำได้มันมีรายละเอียดเยอะกว่านั้นมาก ซึ่งเราต้องทำเหมือนเล่นเกม เราต้องเก็บแต้มไปเรื่อยๆ คงเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมโตมาขนาดนี้ แล้วตัดทอนสิ่งที่เราเคยหลงใหลออกไป คือตอนเด็กผมหลงใหลในความฉาบฉวยบางอย่าง เช่น สปอตไลท์ ชื่อเสียง ผมหลงใหลในคอนเสปต์ของมัน เพราะฉะนั้นเราจึงตัดอะไรพวกนี้ออกไปได้ง่าย แต่ก็ดีนะที่ผมไม่ได้หลงใหลเงิน ถ้าเกิดผมไปหลงใหลเงินนะ โห ตัดยากเลย"
    เมื่อไม่ค่อยมองกลับหลัง เขาจึงมุ่งใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน "Day by day ครับ เน้นวันนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มองไปไกลมาก เราไม่ได้คิดแบบ โห เราจะต้องมองไปไกล หรือ โห จะมองแค่นี้ ตอนนี้เหมือนกับ กูจะมองยังไงก็ได้แล้ว กูจะไปอย่างนี้ก็ได้ หรือจะลองถอยก็ได้ ยืดหยุ่นมากแล้ว มันอยู่ในจุดที่น่าตื่นเต้นเหมือนกันนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปจะเป็นยังไง เพราะก่อนหน้านั้นเราคร่ำเคร่งมาก จนเราปล่อยดีกว่า"
    แล้วแม็กซ์ที่เราพบวันนี้ ช่างดูผ่อนคลายอย่างนั้นจริงๆ
การค้นพบความกลัวที่ทำให้เจอความกล้าของตัวเอง
    แม็กซ์ เจนมานะ เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ออกมายอมรับว่า เคยมีอาการซึมเศร้า เขาเอ่ยถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นแบบเรียบง่าย เขาไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นจากอะไร แต่เรารู้ว่ามันยากที่จะอธิบายให้ใครฟังอย่างเปิดเผย 
    เขามองผ่านกระจกออกไปเพื่อใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับมาพูดถึงเรื่องราวของตัวเอง "บางคนอาจจะเป็นเพราะสารสื่อประสาท หรือหลายอย่างประกอบกัน แต่ของผมมันจะง่ายกว่านี้มาก ถ้าเกิดว่าผมโตมาด้วยการยอมรับตัวเองมากกว่านี้ เหมือนเราโตมาในสังคมไทยที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่เรารักจริงๆ คือ มันเหมือนมีทั้งการศึกษาและครอบครัวมาตีกรอบคน อย่างผมจะเป็นคนย้อนแย้งมาก เวลาที่อยากทำอะไรสักอย่าง ผมจะลังเลว่าจะทำอันนี้ดีไหม เพราะผมแคร์ความคิดของคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่จริงๆ แล้วกูก็เป็นคนที่ไม่ได้แคร์ แต่ถูกบังคับให้แคร์ มันเลยมีความย้อนแย้งอย่างที่ผมบอก แล้วความคิดก็ตีกันไปตีกันมาในหัว แต่ผมรู้ใจตัวเองนะ สุดท้ายผมจะเลือกสิ่งที่ผมอยากทำที่สุดอยู่ดี" เขาหยุดจิบกาแฟแล้วเล่าต่อ "แต่มันก็ทำให้ผมเป็นผมทุกวันนี้นะ ผมโอเค ยอมรับแล้วว่าโตมาแบบนี้ ถูกเลี้ยงมาแบบนี้ อยู่ในประเทศนี้ บางทีมันคือบาลานซ์บางอย่างซึ่งส่งผลต่องานของผม ไม่อย่างนั้นผมอาจจะทำเพลงหลุดโลกไปเลยก็ได้ แต่ผมก็ยังแคร์คนฟังอยู่ จริงๆ มันค่อนข้างกดดันและทรมาน ซึ่งมันส่งผลกับผม"
    เราถามเขาว่า ที่ผ่านมาเขารับแรงกดดันจากผู้ชมหรือจากตัวเอง คำตอบของเขาคือ "ศิลปินแต่ละคนอาจจะมีความกดดันต่างกัน แต่ความกดดันที่ผมถือไว้คือ สายตาของคน เพราะผมแคร์ แล้วความกดดันที่เราถือไว้มันคือความกดดันที่น่ากลัวที่สุด อย่างช่วงก่อนโควิดผมจะคิดงานไม่ออก ผมก็เพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ ...กูแคร์ เวลาผมไปทัวร์ผมจะรู้สึกว่า กูจะต้องเล่นยังไงให้เขาโดดวะ กูจะต้องพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด เช่น ขอมือหน่อย ขอเสียงคนโสดหน่อย ทำไมวัฒนธรรมการเสพเพลงเราถึงเป็นอย่างนี้วะ ทำไมเขาถึงมาฟังเฉยๆ ไม่ได้เหรอ ก็กลายเป็นว่าตอนท้ายๆ เราเริ่มไม่ชอบทัวร์แล้ว เหมือนอาการมันจะกลับมา พอช่วงโควิดมาแล้วได้อยู่กับตัวเอง มันก็ อ๋อ ...จริงๆ แล้วเราแคร์ตัวเอง จริงๆ กูก็แค่อยากทำเพลงในห้องเว่ย อยากจะพูดอะไรที่กูอยากพูด ไม่ต้องไปแต่งเพลงที่ติดชาร์ทก็ได้นี่หว่า"
    คำตอบของความคิดความรู้สึกที่เก็บกดอยู่ข้างในค่อยๆ คลี่คลายออกมา เมื่อเขาค้นพบที่มาของความกลัวสำหรับตัวเอง แต่อย่างที่บอกว่า เขาเองรู้สึกย้อนแย้ง เพราะแม้จะมีความกลัวต่อความคิดเห็นและความรู้สึกของคนอื่น แต่เขาก็ยังทำสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งเขียนหนังสือ เป็นดีเจ และเป็นนักแสดง
    "มันมีแรงครับ" เขายิ้มเมื่อนึกถึงส่ิงที่ตัวเองทำ "ผมคิดว่าจินตนาการแม่งสำคัญมากเลยเว่ย เราไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น เราคิดว่าสักวันนึงจะมีอะไรที่ใช้โทรทางไกลได้ แม่งก็มีโทรศัพท์มือถือ สักวันกูจะบินขึ้นไปบนฟ้า เหมือนมีความฝันหรือคิดอะไรได้ มันจะเกิดขึ้น แต่ว่าผมก็มีแรงจำกัดนะ อย่างช่วงหนึ่งผมมีแรงเขียนหนังสือ ผมอยากลองแสดงผมก็แสดง ผมเคยพูดกับแฟนว่าผมอยากเป็นดีเจว่ะ แล้วแม่งก็เป็นเว่ย ผมมีความอยากทำก็ต้องทำให้ได้ มันเป็นสิ่งที่ผมมีแล้วผมรู้สึกขอบคุณที่สุด แล้วตอนนี้โตขึ้นเวลามันน้อย ผมเลยเลือกทำในสิ่งที่น่าจะทำได้จริงๆ ผมอิจฉาเด็กๆ นะ เราอยากจะเป็นเด็กไปเรื่อยๆ ความเป็นเด็กมันเลยเป็นแก่นในงานผมตลอด"
    ซึ่งสำหรับเรามองว่า เขาต้องใช้ความกล้าหาญมากในการทำอะไรแต่ละอย่างที่เขาเคยทำมาทั้งหมด "ใช่ ผมเพิ่งคุยกับจิตแพทย์ผมล่าสุด ผมพูดว่าผมขี้กลัวนะ แต่จริงๆ ผมไม่ได้กลัวเว่ย เพราะถ้าผมกลัว ผมคงไม่ทำ เหมือนผมเป็นกบฏตั้งแต่เด็ก เหมือนตอนเด็กๆ ครูให้ออกไปหน้าห้อง คนอื่นไม่ออก กูออกก็ได้ มันเหมือนท้าทายความกลัว เออ จริงๆ กูเป็นคนกล้าเว่ย เพราะถ้าไม่กล้า กูคงไม่ทำ เพราะว่าคนที่ไม่กล้าทำตั้งแต่แรกจะไม่รู้ว่าตัวเองกลัวไง แต่ถ้าเรารู้ว่าเรากลัว แต่ยังไปสู้แม่ง ก็แปลว่าเราเป็นคนกล้านะเว้ย โอเค ผมพึงพอใจกับตัวเองตรงนั้นว่า กูเป็นคนกล้าคนหนึ่งนะ" 
    แล้วความกล้าของเขา ก็ทำให้เราได้ฟังผลงานเพลงและชมการแสดงของ แม็กซ์ เจนมานะ นั่นเอง 
    "คือทุกอย่างที่ทำมันน่ากลัวมากเลยนะ มันเหมือนท้าทายความกลัว อย่างเรื่องหนัง ผมชอบดูหนังผี แต่ผมกลัวผีนะ มันเหมือนทำให้เรามีชีวิต ทำให้เรามีความรู้สึกบางอย่าง อะดรีนาลีนมันหลั่ง อย่างขึ้นเวที มันทำให้ผมมีชีวิต" แล้วเขาก็ได้คำตอบบางอย่างกับตัวเองว่า "เออ ผมว่าพอขึ้นเวทีบ่อยๆ จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไป เราเลยพยายามหาอะไรที่มันตื่นเต้นยิ่งกว่า เพื่อที่จะรู้สึกมีชีวิตอีก ซึ่งมันค่อนข้างทำร้ายเรา หลังๆ ผมเลยพึงพอใจกับการอยู่เฉยๆ อ่านการ์ตูน ฟังเพลง นอนอยู่บ้าน ก็ดีที่มีบ้านหลังใหม่เลยอยู่กับลูกกับแมว มีสเปซของเราที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้"
การยืนยันตัวตนและจุดยืนในการแสดงความคิดเห็นของ แม็กซ์ เจนมานะ
    หลังจากผลงานอัลบั้ม Let There Be Light และ 555! ซิงเกิล โต๊ะจีน เป็นผลงานที่เรารู้สึกว่า แม็กซ์ เจนมานะ เริ่มขยับมาเล่าเรื่องราวที่อยู่นอกจากความเป็นส่วนตัวของเขา ซึ่งแม้จะมีประเด็นที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ได้ดิ่งลึกไปในความรู้สึกเหมือนกัน แต่เขาเชื่อเสมอว่า การสร้างสรรค์งานศิลปะต้องมีพลัง มีข้อความหรือความหมายบางอย่างที่ถูกกร่อนมาจากศิลปิน ซึ่งไม่ว่าจะปรากฏออกมาในรูปแบบไหน ล้วนมีความงามในแบบของมัน 
    "ศิลปะมันควรจะมีความงาม เพราะความงามมีชีวิต สำหรับผม เรื่องที่มีพลังและมีชีวิตสำหรับผมที่สุดคือ เรื่องที่เชื่อมโยงกับผม อัลบั้มก่อนมันจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่กว้างขึ้น เพราะจากที่ผมผ่อนคลายตัวเองมากขึ้น ไม่ซีเรียสกับตัวเองอย่างนั้นแล้ว ก็เลยกล้าที่จะสำรวจตัวเองมากขึ้น พอสำรวจความคิดตัวเองมากขึ้น เราก็สามารถขยายขอบเขตของงานเราออกไปได้ ฉะนั้นผมคิดว่ามันมีชีวิตมากขึ้น"
    ผลงานเพลงของแม็กซ์ที่สะท้อนมุมมองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม มีการบอกเล่าผ่านสัญลักษณ์และการเสียดสี แต่ก็มีความตรงไปตรงมาด้วย ไม่ต่างกับการแสดงความคิดเห็นที่เขาเปิดเผยต่อสาธารณะเลย ซึ่งเขามีความเห็นต่อสิทธิในการแสดงออกทางความเห็นและตัวตนของตัวเองในฐานะศิลปินว่า เป็นสิ่งสำคัญ
    "ผมคิดว่าการที่เราเคารพกันและกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่สิทธิ์ของเราถูกลดทอน เราต้องปกป้องมัน ปกป้องคนที่เรารัก ปกป้องคนอื่น ในเมื่อเสียงของผมพอจะมีน้ำหนัก เสียงของผมอาจะอยู่ในสปอตไลท์นิดหนึ่ง เราก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างให้คนอื่นได้เห็นบ้าง การที่คุณออกมาพูด มันเป็นการยืนยันตัวตนมากกว่า ผมไม่ได้บอกว่าคุณเลือกฝั่ง แต่ผมหรับผม การที่คุณไม่พูด มันเป็นการเลือกฝั่งมากกว่าด้วยซ้ำนะ" ถ้าไม่พูดออกมา มันเหมือนกับยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ "ใช่ สิ่งที่คุณแสดงออกมาตอนนี้ มันบอกว่าคุณเลือกอยู่ข้างสิทธิมนุษย์ และการออกมาพูดนี่แหละ คือการเคารพสิทธิ์สำหรับผม"
    เหมือนสิ่งที่เขาแสดงออกเสมอมา เป็นการยืนยันความกล้าหาญของเขาได้อย่างชัดเจน "ใช่ ผมคิดว่าตรงนี้มันคือการทดสอบเลยว่าใครกล้า"
    ประสบการณ์ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิดและมุมมองในการใช้ชีวิต เราจึงอยากรู้ว่าในช่วงเวลานี้ วัยนี้ที่อยู่ในสถานการณ์สังคมแบบนี้ เขารู้สึกชอบและไม่ชอบอะไรในตัวเองมากที่สุด เขาถามทวน "ชอบเหรอ" เพื่อคิดอีกครั้งก่อนตอบ "ผมทั้งชอบและไม่ชอบ คือผมชอบที่ผมอายุวัยนี้ แต่ผมก็ไม่ชอบที่ผมอายุวัยนี้ในช่วงนี้ด้วย ถ้าผมอยู่ในช่วงเวลานี้ตอนเด็กกว่านี้ ผมคงซ่ากว่านี้ ผมคงเสียดายว่า ถ้าตัวเองเป็นเด็กรุ่นนี้คงจะเจ๋งมาก กูคงกบฏกับพ่อแม่มาก คงไม่ทนเก็บจนถึงอายุเท่านี้ ผมคงสะใจ แต่พออายุเท่านี้มันก็ดี ผมคิดว่าคนเจนวายอย่างผมจะเหมือนเป็นกุญแจตัดสิน เพราะเด็กเจนนี้เขาชัดเจน คนเจนเอ็กซ์ เบบี้บูมเมอร์ก็ชัดเจน แต่เจนวายไม่ชัดเจนที่สุด ดังนั้นตอนนี้มึงจะตัดสินใจยังไง ผมชอบช่วงนี้เพราะมันท้าทาย มึงจะเป็นท่อน้ำเลี้ยงหรือจะเป็นอะไร จะสู้หรือจะไหล หรือจะยืนยันในความเป็นตัวเอง ซึ่งมันไม่ผิด แต่มึงต้องเลือก"
    เขาบอกว่าอีกมุมหนึ่ง ตัวเองอิจฉาคนที่ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมันอาจจะดีก็ได้ที่ไม่มีประเด็นในสังคมมากระทบกับความรู้สึกของตัวเอง แต่สำหรับเขาการเลือกเป็นสิ่งสำคัญ "ไม่งั้นชีวิตไม่มีเป้าหมาย เพราะผมมี existential crisis (ปมประเด็นเรื่องการมีชีวิตอยู่) เยอะ ผมก็เลยคิดเยอะ มันเลยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม แต่ผมคิดว่ามันควรจะมีในฐานะคนที่มีความเจริญแล้ว ถ้าเรามีความเจริญ เราควรรู้ว่าเราใช้ชีวิตเพื่ออะไรในสังคมนี้"
    เราขอให้เขาตัดความเป็นศิลปินออกไป แล้วนึกถึงความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การเติบโตของเขาที่ผ่านมากับระบบการศึกษา การคมนาคม และการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้เป็นอย่างไร "โห ผมคิดทุกวันเลยช่วงนี้ ผมคิดว่า ลูกกูต้องมาอยู่ในที่แบบนี้เหรอวะ อะไรวะเนี่ย ผมอยากให้ลูกผมอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย ปลอดภัยทั้งความคิดและร่างกาย สมัยผมนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนจนจบมหาวิทยาลัย บ้านผมอยู่พุทธมณฑลสาย 4 กูต้องตื่นเช้า กว่าจะนั่งรถเมล์ไปถึงชั่วโมงนึง แล้วบ้านเก่าผมเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสองสะพานลอย ต้องข้ามถนนซึ่งแต่ละฝั่งมัน 5 เลนเว่ย เด็กก็ขี้เกียจเดินเลยวิ่งข้าม แล้ววันหนึ่งผมวิ่งข้ามถนนแล้วหมาผมพันธุ์อัลเซเชียนตัวใหญ่วิ่งตามมา โดนรถชนกระเด็น ผมดูตามันค่อยๆ แสงหมด ผมเข้าใจสัตว์ที่ตายเลย แล้วผมก็นั่งรถเมล์ไปแบบนี้ทุกวัน ผมจะเจออะไรบ้างล่ะ ตอนกลางคืนข้ามสะพานลอยมันมืด ผมเลือกที่จะวิ่งข้ามถนน พ่อบอกไม่ให้ข้ามถนน ผมก็วิ่งข้ามอยู่ดี มันอันตราย มันไม่ปลอดภัย ไม่มีอะไรปลอดภัย
    "ทางใจด้วย ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยตั้งแต่เด็ก ผมรู้สึกว่าถูกรุกล้ำสิทธิตั้งแต่เด็ก ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความฝัน เพราะความไม่ปลอดภัย ตอนเด็กผมอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นสถาปนิก ผมอยากเป็นแบบ Jay-Z แล้วไม่ได้เป็น ซึ่งผมพยายามทำทุกอย่างเลยนะ ผมดื้อทุกทาง คือผมอาจจะไปทางอื่นก็ได้ ตอนเด็กๆ ผมพยายามเขียนหนังสือ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมเรียนเศรษฐศาสตร์ ผมก็อยู่ในกองบรรณาธิการที่ทำนิตยสารเศรษฐศาสตร์ แล้วช่วยเขียนบท ทำดนตรี คือผมได้ทำทุกอย่างที่ผมอยากทำ ผมอยากเรียนสถาปัตย์ ผมก็ไปแข่งวาดรูปชนะ ทำให้ผมได้ทุนไปเรียนที่นิวซีแลนด์ ผมเข้าสถาปัตย์ จุฬาฯ ได้ แต่ไม่ได้เรียน มันมีการจัดแจงของคนรุ่นเก่า ซึ่งทำให้ผมรู้สึกสับสน ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนถูกคุกคามตลอดเวลา มันไม่จำเป็นต้องเป็นการคุกคามจากรัฐก็ได้ แต่จากผู้ใหญ่ ครู มันไม่ปลอดภัย ผมอยากมีสเปซให้ลูกปลอดภัย ซึ่งผมได้วางแผนไว้แล้วว่า มัธยมต้นผมจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ อย่าอยู่เลยที่นี่"
    ซึ่งมุมมองอย่างที่เป็นอยู่นี้เกิดขึ้นได้เพราะมีลูก เขาบอกว่าลูกมีส่วนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปมากเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนเขาไม่แคร์เรื่องพวกนี้มาก่อน
    พอได้นั่งคุยกับเขาวันนี้แล้ว เรารู้สึกว่าการติดตามผลงานเพลงของ แม็กซ์ เจนมานะ เหมือนกับการร่วมเดินทางไปด้วยกัน เพราะคนฟังสามารถรับรู้ความรู้สึกและเรื่องราวระหว่างทาง จากบทเพลงที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของเขา ทั้งต่อตัวเองและสิ่งต่างๆ ที่พบเจอไว้อย่างเปิดเผย
    ส่วนเรื่องราวที่เขาเล่ามาวันนี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเขา ซึ่งแม็กซ์ยืนวันว่า ยังคงความอยากจะเป็นไว้อย่างนี้เรื่อยๆ "เรามี wanna be ใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะถ้าผมลืมมัน ผมคงไม่อยากทำอะไรแล้ว ขอเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดีกว่า" อย่างตอนนี้เขาทั้งวาดรูป เล่นสเก็ตบอร์ด แล้วกำลังหาต่อไปว่ายังอยากทำอะไรอีก เพื่อที่จะไม่รู้สึกติดค้างอย่างตอนที่ไม่กล้าทำในอดีตอีก
    ในความปรารถนาที่จะเป็นอย่างไม่มีวันสิ้นสุดของเขา เราได้พบว่าความกลัวและความกล้าของเขาเป็นดั่งกระจกที่สะท้อนการมีอยู่ของกันและกัน อีกทั้งมีส่วนในการผลักดันให้เขาสร้างสรรรค์งานใหม่ๆ อย่างน่าสนใจ โดยไม่เพียงความกล้าในการแสดงดนตรี การแสดงละครหรือภาพยนตร์ และการแสดงจุดยืนทางการเมืองของเขาเท่านั้น แต่เป็นความกล้าในการยอมรับตัวตนทุกๆ ด้าน แล้วยืนยันที่จะสร้างสรรค์ผลงานตามความต้องการของตัวเอง ที่ทำให้เรานับถือในความเป็นศิลปินของเขาจริงๆ
Favorite Something
  •   50 First Dates (2004)
  •   ทุกเพลงของ John Mayer
  •   One Piece
  •   -

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จรูญรัฐ วิธูสุวรรณ

อดีตช่างภาพนิตยสาร มาเปิดบริษัทของตัวเองได้สักพัก ยังสนุกกับงานถ่ายภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายภาพผู้คน ตอนว่างจะชอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แก้เบื่อด้วยการถ่ายสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ