เจ มณฑล จิรา: ทางออกที่เปลี่ยนไป และเพลงใหม่ในรอบ 24 ปี

    ยามบ่ายของวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ในงานแถลงข่าวที่มี CEA (Creative Economy Agency) เป็นเจ้าภาพ มีโชว์ดนตรีที่อลังการไปด้วยแสงสีเสียงรายการหนึ่ง ความน่าสนใจอย่างยิ่งของโชว์ที่มีเพียง 2 เพลงโชว์นี้คือ มันเป็นการเล่นดนตรีแบบเดี่ยวๆ ต่อหน้าสื่อมวลชนของ เจ-มณฑล จิรา
    เป็นโชว์ที่เขาร้องเพลงใหม่เอี่ยมของตัวเองเป็นภาษาไทยครั้งแรกในรอบ 24 ปี
    แม้ 24 ปีจะเป็นเวลาทิ้งช่วงที่ยาวนานมากๆ สำหรับการทำอัลบั้มของศิลปินคนหนึ่ง แต่คนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงดนตรีสักหน่อยอาจจะพอรู้ว่าเจมีบทบาทในวงการดนตรีอยู่เสมอ หลังจากเป็นศิลปินเดี่ยวเจ้าของอัลบั้ม J ที่มีเพลงฮิตชื่อ ไม่เกี่ยวกับฟ้า ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นงานเพลงที่มีคนเบื้องหลังจัดการให้ทั้งหมด เด็กหนุ่มในวันนั้นก็ค่อยๆ หันมาเอาดีทางดนตรีแบบจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับมีงานแสดงทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ออกมาเป็นระยะๆ 
    เจกลายเป็นนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ที่ได้ทำงานกับศิลปินต่างประเทศหลายราย เขาไปเป็นหนึ่งในทีมของ Kenna ศิลปินเพลงอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง และเคยเป็นวงเปิดให้กับศิลปินอย่าง เดฟ กาฮาน (นักร้องนำวง Depeche Mode), Fischerspooner และ จัสติน ทิมเบอร์เลก ส่วนในเมืองไทย เจมีผลงานเพลงในอัลบั้มคอมพิเลชั่นของค่าย สมอลล์รูม, เคยทำวงดูโอคู่กับ จอนนี่ อันวา ในนามวง Katsue และเคยทำเพลงสุดไพเราะในนาม Montonn & Hanna ชื่อเพลง Be True เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ของ โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล นอกจากนี้เขายังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับอัลบั้มศิลปินไทยชั้นยอดอย่าง Slot Machine, Hugo และ 25 Hours แล้วยังไปร่วมก่อตั้งเทศกาลดนตรี WonderFruit อีกด้วย ...นี่คือการไล่เรียงแบบย่นย่อ
    แต่อย่างที่บอก งานดนตรีก่อนหน้านี้ของเจไม่เหมือนกับ 2 เพลงที่เขาแสดงในวันนั้น ตรงที่คราวนี้มันกลับเป็นเพลงภาษาไทยที่เขาแต่งเอง เรียบเรียงดนตรีเอง และเขียนเนื้อร้องเอง (เป็นที่รู้กันว่าเขาไม่น่าจะถนัดแต่งเนื้อเพลงภาษาไทยนัก) และเป็นการกลับมาสู่เบื้องหน้าในฐานะศิลปินดนตรีอีกครั้ง
    เราพบว่า 2 เพลงนั้นมีชื่อว่า ทางออก และ เมื่อเธอเปลี่ยนไป ซึ่งจะว่าไป ชื่อของทั้ง 2 เพลงนี้ก็คล้ายเป็นการบอกอะไรบางอย่างที่อยู่ในก้าวย่างและในความคิดของศิลปินหนุ่มวัย 40 ปีคนนี้อยู่เหมือนกัน
    และบทสนทนาต่อไปนี้จะขยายสิ่งที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดนี้ของ เจ-มณฑล จิรา ที่เขาใช้เวลาทำอยู่ถึง 2 ปีเต็ม
ทำไมคุณถึงใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะมีอัลบั้มเดี่ยวชุดใหม่?
    จริงๆ ผมคิดอยากจะทำมานานแล้วนะ ตั้งแต่อัลบั้มแรกนั่นแหละ ตั้งแต่ 1996-1997 แต่ว่าวิธีที่ผมเตรียมตัวมันใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะตอนนั้นผมก็เป็นศิลปินทั่วไปที่เพิ่งเข้ามาในวงการ เป็นเด็กๆ ที่ค่ายเขาจะทำทุกอย่างให้ เป็นเด็กอายุแค่ 17 แล้วก็มีความฝันที่อยากจะทำตรงนี้ แต่ว่าประสบการณ์มันน้อยเกินไปที่จะมาทำเป็นผลงานของตัวเองจริงๆ 
    ผ่านช่วงนั้นไปผมก็ไปทำงานต่างประเทศ เล่นกับวงที่นั่น กลับมาไทยแล้วก็มาทำงานกับศิลปินที่นี่ต่อ แล้วก็น่าจะ 2-3 ปีที่แล้วผมเริ่มรู้สึกว่าเราก็เริ่มมีประสบการณ์พอที่จะมาทำเพลงของตัวเองแล้ว ก่อนนั้นผมทำอัลบั้ม ดำสนิท ของเล็ก (ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์) เพิ่งเสร็จตรงนั้นพอดี แล้วผมรู้สึกว่าขั้นตอนจากต้นจนจบในอัลบั้ม ดำสนิท เหมือนทำกัน 2 คน ผมกับฮิวโก้ ก็เริ่มรู้สึกว่าทำทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะบันทึกเสียง ทำโปรแกรมมิ่ง หรือว่าเล่นเครื่องดนตรีเอง จนมาถึงมิกซ์อะไรให้เสร็จได้ เราก็เริ่มรู้สึกว่ามั่นใจมากขึ้น แล้วก็ฟังผลงานของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องคิดว่า 'ยังต้องฝึกนะเว้ย' มีความอยากจะส่งเพลงไปให้คนอื่นฟังแล้ว ในช่วงนั้นก็เลยคิดว่า โอเค น่าจะถึงเวลาทำเพลงของตัวเองแล้ว แล้วผมก็มาค้นหาอีกว่างานของตัวเองมันจะเป็นยังไงดี ก็ใช้เวลาสักพักหนึ่ง จริงๆ ในช่วงนั้นผมก็คิดมาแล้วว่าอยากจะทำแบบนี้ อยากจะทำแบบนั้น 
    แล้วก็มาถึงจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าถ้าเรารับงานจากคนอื่น งานของเราเองจะถูกผลักไปตลอด เพราะเราต้องหยุดงานตัวเองไปทำงานให้คนอื่น ก็เลยตัดสินใจไม่รับงาน เพราะเราต้องทำงานของเราเพื่อให้มันเสร็จให้ได้ แต่งานของตัวเราเองก็ยังไม่มีรายได้ใช่ไหม เวลามีคนมาอยากจะจ้างให้เราทำ บางทีก็คิดว่าทำงานของเขาก่อนละกัน เดี๋ยวเราค่อยทำของเราต่อ ใช่ไหม (หัวเราะ) แต่แรงมันก็จะหมดน่ะ (หัวเราะ) จนวันหนึ่งผมก็บอกกับตัวเองว่า 'เฮ้ย ถ้าทำไม่ทำเนี่ย จะอายุ 40 แล้ว' ผมก็บอกตัวเองว่า ถ้าเราไม่ปฏิเสธงานข้างนอก งานของเราก็จะไม่เสร็จ ก็เลยตัดสินใจไม่รับงานจนกว่างานของตัวเองจะเสร็จ
คุณหยุดรับงานเมื่อไหร่?
    ปี 2018 ฮะ ผมคุยกันว่าจะเริ่มทำของตัวเองแล้วหลังจากคอนเสิร์ตภาษาแม่ของฮิวโก้ หลังจากนั้นผมก็บอกว่า โอเค เราจะเริ่มแล้ว สักพักหนึ่งผมก็เบรกทุกอย่างเลย ไม่รับงานอะไรเลย
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ร่วม 2 ปีแล้ว ทำไมคุณถึงใช้เวลาทำอัลบั้มนานมาก?
    นาน นานเหมือนกัน มีช่วงหนึ่งที่ผมทำอยู่แล้วก็ไม่สบาย ตอนแรกไม่รู้ว่าแพ้อาหารหรือว่าเป็นอะไร มีช่วงที่เหนื่อย เพลีย ถึงมีเพลงที่ชื่อ ทางออก ที่พูดถึงการที่เราไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไปหาหมอก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็เป็นช่วงนี้ที่ผมทำงานช้าไปนิดนึง แล้วก็มีช่วงเวลาราว 10 เดือนกว่า ที่พอผมตัดสินใจทำแล้ว ผมรู้ว่าส่วนของตัวเองที่อ่อนที่สุดเป็นส่วนของการแต่งทำนองแล้วก็เนื้อเพลงไทย เราก็เลยเอา 10 เดือนมาทำแต่ตรงนั้น ทำนองกับเนื้อ ทำนองกับเนื้อ เราไม่ได้ดูการอาเรนจ์ ไม่ได้เปิดคอมฯ มาใช้เลย เราเขียนเนื้ออย่างเดียว ซึ่งตรงนั้นปกติเวลาศิลปินคนอื่นมาทำงานกับผมคือเขาจะมีการแต่งทำนองกับเนื้อมาเสร็จแล้ว แล้วก็ให้ผมทำส่วนดนตรีที่เหลือ ก็เลยกลายเป็นว่าส่วนเนื้อกับทำนองคือส่วนที่อ่อนที่สุดของเรา ผมก็เลยคิดว่า เพื่อให้ตรงนี้อย่างน้อยตีตื้นขึ้นมานิดนึง ผมก็ต้องมาโฟกัสอย่างเดียว ก็ใช้เวลาประมาณ 10 เดือนที่เราแต่งทุกวันเลย
    พอนี่เป็นโซโล่โปรเจกต์ที่ผมจะมาลุยเองแล้ว ผมก็คิดว่าคอนเสปต์คือเราจะทำทุกอย่างเองให้มากที่สุด เราจะให้พี่คนนั้นคนนี้มาช่วยก็ไม่ได้ เพราะมันต้องทำเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่บังคับตัวเองให้ทำก็ไม่ได้ ผมก็เลยทำไปเรื่อยๆ บางทีส่งให้เพื่อนช่วยดูเนื้อเพลงบ้างว่าแปลกๆ ไหม เขาก็บอกว่า 'คำนี้เขาไม่ใช้กันนะ แล้วนี่แปลว่าอะไร' ผมก็มาแก้ทีหลัง แต่ว่าทุกอย่างเริ่มมาจากการที่เราค่อยๆ แต่งครับ
    ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้เวลานาน เพราะมันหลายขั้นตอนมาก มีช่วงที่คอมโพสิชั่นของผมไม่แข็งแรง ผมก็ค่อยๆ ฝึกตรงนั้นขึ้นมา หรือโปรดักชั่นของผมไม่แข็งแรง ผมก็ค่อยๆ ฝึกขึ้นมา แล้วเราจะแสดงสดอย่างไรอีก ใช่ไหน ก็ต้องคิด ตอนแรกก็คิดว่าเราจะไปหาใครมาเล่นแบ็กอัพไหม แต่ก็สรุปว่าเราควรเล่นคนเดียวได้ คือเราทำคนเดียว โปรดักชั่นก็คือผมคนเดียว แต่งเพลงก็คือผมคนเดียว มิกซ์ดาวน์ก็ทำเองทั้งหมด ก็ควรจะแสดงคนเดียวให้ได้ 
    อีกเรื่องหนึ่งคือช่วงปี 2017-2018 มันเป็นช่วงที่เงียบครับ พอมีช่วงที่เงียบปุ๊บผมเริ่มกังวลแล้ว ทำไมงานเราเงียบจัง หรือว่าโปรดักชั่นของเรามันตกเทรนด์แล้ว หรือมันมีแนวอะไรใหม่ๆ หรือเปล่า เป็นช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าคนเขาไม่สนผลงานของผมแล้วใช่ไหม สไตล์ของโปรดักชั่นของเรามันตกเทรนด์หรือเปล่า มันมีเด็กใหม่เข้ามาใช่ไหม ผมก็เลยลองคิดดูว่า โอเค ธรรมดาผมเป็นฟรีแลนซ์ก็จริง อิสระก็จริง แต่ว่าก็ยังต้องรอศิลปินมาจ้างงานอยู่ดี ใช่ไหม ผมเป็นโปรดิวเซอร์ ถ้าให้โปรดิวเซอร์ไปหาศิลปินก็ไม่ได้ เพราะศิลปินต้องเป็นฝ่ายมาหาเรา พอศิลปินมาหาเราปุ๊บ เราก็ต้องรออีกว่าค่ายเพลงโอเคไหม ค่ายโอเคปุ๊บเราก็เริ่มทำงาน แต่พอผมจะหันมาทำเพลงของตัวเองมันไม่มีตรงนั้นแล้ว ทุกอย่างมันขึ้นกับตัวเรา เพราะผมมีอุปกรณ์ มีสตูดิโอ ทุกอย่างมันพร้อมที่เราจะเริ่มผลิตผลงานจนสร้างมาสเตอร์ออกมา ออกงานได้เลย อาจจะขาดแผนการตลาดหรือแผนการขายไปบ้าง แต่ว่าเพื่อที่จะทำผลงานตรงนี้ ผมไม่ต้องรอใครเลย ผมทำเองหมดเลยได้ มันใช้เวลาทบทวนเรื่องเหล่านี้ เหมือนการปลดล็อกทีละอย่างๆ จนผมรู้สึกว่าแฮปปี้กับวิธีการทำงานแล้ว พร้อมที่จะทำเพลงของตัวเองแล้ว มันก็ใช้เวลาทบทวนนานพอสมควร อีกอย่างคือเมื่อก่อนผมรู้สึกว่าไม่มีเรื่องที่จะพูดด้วย ไม่รู้จะร้องเพลงเกี่ยวกับเรื่องอะไร ไม่มีอะไรที่อยากจะพูด แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีแล้ว
วันนี้คุณอยากสื่อสารเรื่องอะไรบ้าง?
    คอนเสปต์ของอัลบั้มนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ทั้งหมดเลย หลากหลายแบบ ความสัมพันธ์กับตัวเอง ความสัมพันธ์กับคนอื่น กับผู้หญิง กับกลุ่มเพื่อน มันเกี่ยวกับความรักโดยรวมหลายๆ แบบ หลายมุมมองครับ มีทั้งหมด 13 เพลงครับ ตอนแรก 14 ตัดไปเพลงนึง แต่ว่าผมแต่งเพลงไว้ค่อนข้างเยอะ คือใน 10 เดือนนั้นผมแต่งไว้ประมาณ 115 เพลงนะ (หัวเราะ)
ทำไมคุณถึงเลือกสื่อสารเป็นภาษาไทย เพราะคุณสามารถสื่อภาษาอังกฤษได้สบายๆ และเดี๋ยวนี้ก็มีศิลปินไทยทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษเยอะขึ้นมาก?
    ใช่ครับ ก็ผมทำตรงนั้นมาแล้ว 2-3 ครั้งใช่ไหมครับ ทำ Katsue กับจอนนี่ แล้ว Montonn & Hanna ก็ภาษาอังกฤษ Deep in the Long Grass (2014) ของฮิวโก้ก็เป็นเพลงภาษาอังกฤษ ผมก็เห็นได้ว่าปฏิสัมพันธ์ (interaction) กับแฟนๆ ที่อยู่ที่นี่มันต้องเป็นเพลงภาษาไทย ไม่งั้นมันตลาดมันเล็กมาก มันคือในกรุงเทพฯ แล้วก็ต่างจังหวัดนิดหน่อยๆ แต่ผมว่าในเมื่อเราอยู่ที่เมืองไทย ผมคิดว่าคนจะเข้าถึงเพลงไทยได้มากกว่า มันจะมีแฟนเพลงที่ฟังเพลงไทยมากกว่า ถึงจะเห็นว่าตอนนี้ศิลปินหลายๆ คนจะหันไปทำเพลงภาษาอังกฤษ เยอะมาก แต่ผมทำภาษาอังกฤษไปแล้ว แล้วก็ผมว่าถ้าผมทำตรงนี้ได้ ต่อไปถ้าจะทำเพลงภาษาอังกฤษอีกก็ง่ายแล้ว 
เพลง ทางออก และ เมื่อเธอเปลี่ยนไป ที่เล่นให้ดูก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะมีภาษาที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา มันเป็นความตั้งใจของคุณด้วยใช่ไหม?
    ใช่ ทุกอย่างตรงๆ จริงๆ ผมอยากทำให้การแต่งเนื้อและเมโลดี้มันง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่หลายคนที่ฟังแล้วก็บอกว่าทำนองไม่ได้ไทยมาก คือคำเป็นภาษาไทยแต่ว่าทำนองอาจจะแตกต่างนิดนึง ผมคงจะโดนคอมเมนต์เกี่ยวกับการแต่งเนื้อว่า 'นี่ใช้ภาษาถูกเหรอ' แต่ว่าผมยอมที่จะปล่อยตรงนั้นไปบ้าง เหมือนเป็นขั้นตอนแรก ผมถือว่า 13 เพลงแรกที่ปล่อยมาก็เพื่อเป็นการเรียนรู้ เหมือนเป็นขั้นตอนแรก แทนที่จะปล่อยเป็นซิงเกิ้ลเพลงเดียว อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่อยากปล่อยไปแล้วต้องไปนั่งรอให้เพลงมันติดทีละเพลง แล้วตอนเล่นโชว์ต้องมาเล่นคัฟเวอร์เพลงของคนอื่นก่อน ผมน่าจะอยู่ในจุดที่ไม่ควรทำแบบนั้น ก็เลยอยากจะมีแคตตาล็อกออกมาพอที่จะไปเล่นโชว์ 50 - 60 นาที โดยเป็นเพลงของตัวเองอยู่ครับ
คุณจะอธิบายแนวดนตรีในอัลบั้มนี้ว่าเป็นแนวไหน?
    จริงๆ การเริ่มทุกเพลงมันเป็นเพลงโฟล์กนะ มันมาจากกีตาร์โปร่งกับการร้อง เขียนเพลงอย่างนั้นมาก่อน ผมพยายามทำให้แน่ใจว่าถ้าผมไปโผล่ที่ไหนที่มีแต่กีตาร์โปร่งกับไมค์ ผมก็สามารถเล่นได้ทุกเพลง แล้วมันน่าจะเป็นอะไรที่คนพอฟังแล้ว อ๋อ เรารู้จักเพลงนี้ ร้องตามได้ มันเริ่มจากตรงนั้นครับ พอเพลงแข็งแรงปุ๊บ ทีนี้เราจะมาเสริมยังไงก็แล้วแต่เราแล้ว
    อย่างที่ผมได้ทำงานมากับเล็กหรือกับหลายๆ คน ผมเห็นว่าวิธีการฟังเพลงของคนไทยจะติดกับตัวเนื้อกับทำนองเยอะกว่าที่จะไปฟังดนตรี ดนตรีเป็นยังไงเขาไม่สนมากนะครับ ผมก็เลยเอาเพลงให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยมาเติมสีสันดนตรีทีหลัง ถ้าเราทำดนตรีแปลกอย่างเดียวแล้วทำนองแปลกด้วย ผมรู้สึกว่ามันห่างจากคนฟังไปหน่อย ก็เลยเอาตรงนั้นให้มันใกล้ก่อน แล้วค่อยมาเสริมกับอะไรที่มันซับซ้อน แล้วค่อยมาดูว่าความซับซ้อนมันจะไปรบกวนวิธีการฟังของเขาหรือเปล่า ถ้าเกิดว่าเขาบอกว่า 'ชอบเพลงนี้เพราะดี' แล้วเราค่อยบอกได้ว่า 'แต่ข้างใต้มันมีอะไรที่ซับซ้อนนะ' ซึ่งตอนที่เราทำกับ Slot Machine ในชุด Cell (พ.ศ. 2554) ก็เป็นแบบนี้นะ ในเลเยอร์บนคือเพลงที่ติดหู แต่ว่าเลเยอร์ข้างใต้มีอีกเยอะ คนที่เขาฟังเลเยอร์บนเขาก็ไม่สนตรงนี้ เขาบอกว่าเขาชอบเพลงนี้ แต่คนที่ฟังลึกหน่อยก็ 'โห มันมีตรงนี้ด้วย' (หัวเราะ) ผมก็เอาคอนเสปต์ตรงนั้นมาใช้ดู
    เพลงของผมหากมองจากด้านบน มองจากไกลๆ มันก็เป็นเพลงป๊อปนะ แต่พอฟังไปเรื่อยๆ มันมีโครงสร้างที่แปลกนะ ส่วนแนวพูดยากว่ามันเป็นแนวอะไร ผมพยายามหาส่วนกลางที่มันเป็น Singer-songwriter มีอะคูสติก โฟล์ก แต่ว่าโปรดักชั่นมันมีเสียงสังเคราะห์ตลอด ไม่ว่าจะเป็นกลองที่สังเคราะห์ผสมกับกลองจริง ถ้าใครฟังผลงานของผมที่เคยทำมาก็อาจจะฟังออกว่านี่คือซาวนด์ที่ผมเคยทำมาบ้างแล้ว
    จริงๆ 2 เพลงที่เล่นวันนี้มันจะเป็นอินโทรดักชั่นสำหรับเพลงอื่นๆ ตอนแรกผมคิดว่ามันเทรนดี้นะ ผมว่ามันก็เป็นดนตรีของวันนี้พอสมควร แต่ว่าพอมาฟังดูทีหลัง แนวมันอาจจะเริ่มตามอายุของผมนะ (หัวเราะ) เด็กๆ อาจจะฟังแล้วแบบ 'น่าเบื่อว่ะ' คือมันมีส่วนที่เป็นเพลงผู้ใหญ่ร่วมสมัย (adult contemporary) อยู่นิดหน่อย แล้วมันมีความกดดัน (tensity) อยู่ แต่มันไม่ได้เป็นเพลงร็อกมาก อธิบายยากเหมือนกัน ต้องลองฟังดู มันสนุกตรงนี้ครับ ผมว่ามันอธิบายยาก แล้วมันก็สรุปไม่ได้ ผมว่ามันมีรสชาติของหลายๆ อย่าง โดยรวมเพลง 60-70% จะลึกๆ และดาร์ก อย่างเพลง ทางออก ก็เป็นเพลงหนึ่งที่จะหนักและดาร์ก มีอีกเพลงที่คล้ายๆ กัน ส่วนที่เหลือก็เริ่มมาทางสดใสบ้าง 2-3 เพลง แล้วก็มีเพลงที่เป็นอารมณ์ตรงกลางนิดนึง
เราจะได้เห็น ได้ฟังทั้งอัลบั้มเมื่อไหร่?
    ผมส่งมาสเตอร์เมื่อวาน ก็น่าจะอีกเดือนหรือสองเดือนคงได้เห็นอัลบั้มกันครับ อีกนิดเดียว ใกล้แล้ว จริงๆ ผมก็ไม่อยากจะพูดเรื่องช่วงเวลาเท่าไหร่ เพราะยุคนี้ทุกอย่างต้องไฮป์ (hype) ตลอด ทุกอย่างมันไฮป์มากเลย 'รอคอยนะ นับถอยหลังด้วยกันนะ' หรือ 'วันนี้มีทีเซอร์นะ เดี๋ยวรอต่ออีกนิดนะ' ไม่รู้ว่าคนเขารอจริงหรือเปล่า (หัวเราะ) คอนเทนต์มันเยอะจนพอเข้าไปคลิกแล้ว ถ้าไม่ให้คอนเทนต์ กับเขาตรงนั้นเลยเขาคงไม่กลับมาแล้วมั้ง
พอจะกลับมาเป็นคนเบื้องหน้า คุณได้หันไปมองแฟนเพลงไหมว่ามีพฤติกรรมต่างจากสมัยก่อนอย่างไร?
    จริงๆ ใน 2 ปีที่แล้วเราก็เริ่มเห็นว่าพอสตรีมมิ่ง (streaming) มันเริ่มลงตัวแล้ว วงการเริ่มที่จะหันทางกลับมา เพราะเหมือนเราอยู่ในยุคมืด อยู่ในช่วงเวลาที่วงการบันเทิงมันลำบากใช่ไหมครับ ตั้งแต่แนปสเตอร์ (napster) ตอนปี 1996-1997 หลังจากนั้นมาทุกอย่างค่อนข้างลำบาก ทุกอย่างมันไม่นิ่ง เดี๋ยวก็ MP3 เดี๋ยวก็ iTunes ซื้อเพลงได้ พอสตรีมมิ่งอยู่มาสักพักคนเริ่มเห็นว่า อ๋อ อุตสหกรรมดนตรีมันเริ่มนิ่งแล้ว ยอมที่จะมีรายได้เข้าไปที่ค่ายของศิลปินแล้วใช่ไหมฮะ เขามันอาจจะเริ่มไม่แตกต่างกับ ยุครุ่งเรื่องของการขายซีดีนะ รายได้มันเริ่มนิ่งแล้ว พอเห็นตรงนี้ผมก็เริ่มรู้สึกว่าฝั่งทางต่างประเทศเขาเริ่มมองมาที่วงการดนตรีฝั่งนี้แล้ว ในส่วนของการลงทุนนะครับ ผมก็เลยถือว่า โอเค นี่มันถึงเวลาที่เราเปิดประตูของเราแล้ว พอประตูเปิดแล้วเราควรที่จะพร้อม ผมก็เลยลุยเลย ผมมองแบบนี้ฮะ แต่พอมาเจอโควิด 19 ก็เปลี่ยนไปอีกแบบ (หัวเราะ) แต่ก่อนนี้เรารู้สึกว่ามันมีความตื่นเต้นแล้ว ผมได้เข้าไปทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค ที่เมืองไทย เราก็เลยได้เห็นเบื้องหลังว่า เขากำลังตื่นเต้นกับวงการดนตรีของเรานะ เขามีแผนระยะยาวนะ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คิดว่าผมควรจะเปิดประตูรอนะครับ 
ในช่วงที่ทำอัลบั้มนี้ มีเรื่องอะไรที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของคุณบ้างไหม?
   ก่อนจะเริ่มทำเพลง มีช่วงที่ผมถามเพื่อนรอบๆ ตัว ทุกคนก็บอก 'Come on' ฮิวโก้ก็บอก 'Come on' จอนนี่ก็บอก 'Come on' กระทั่งคุณพ่อผมยังถามว่า 'เมื่อไหร่จะทำเพลงของตัวเอง' (หัวเราะ) จนมีอยู่ช่วงหนึ่งผมได้ไป... มันไม่ได้เป็นการไปนั่งสมาธินะ เรียกว่าเป็นการไปบำบัดทางจิตวิญญาณดีกว่า (spiritual retreat) แล้วช่วงนั้นผมมีการค้นหา เหมือนกับว่าผมน่าจะมีความกลัวอยู่ ก่อนที่จะมาเริ่มตรงนี้ผมไม่รู้ว่าผมกลัวอะไร จนมารู้ว่า อ๋อ! น่าจะฝั่งทางคุณพ่อคุณแม่นี่แหละ คือผมอาจจะคิดว่าถ้าเราทำงานโดยที่ไม่มีรายได้ไปสักพัก เขาจะผิดหวังกับเราหรือเปล่า เขาอาจจะกังวลหรือเปล่า ตรงนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่พอเราต้องตัดสินใจว่าจะรับงานของคนอื่นหรือจะทำงานของตัวเอง ผมก็เลือกรับงานคนอื่นตลอด จนเมื่อผมไปรีทรีตมา พอกลับมาปุ๊บ ผมก็มาคุยกับคุณพ่อว่านี่มันเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า มันอาจจะเป็นแค่ความคิดของเรา เขาก็บอกว่า 'ไม่ ไม่เกี่ยวเลย' ผมก็เลยโอเค รู้สึกว่าไม่ต้องกลัวแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะคิดว่าผมล้มเหลว ก็โอเค งั้นผมขอทำเพลงของตัวเองอย่างเดียว
ตอนที่คุยกัน ได้คิดว่าจะใช้เวลาทำเพลงนานแค่ไหนหรือเปล่า?
    ตอนแรกคิดว่าน่าจะปีเดียวเสร็จ
แสดงว่า 2 ปีก็นานเกิดคาดเหมือนกัน คุณมีความเครียดเรื่องระยะเวลาบ้างไหม?
    ไม่ครับ เพราะพอมันผ่านปีนึงไปแล้ว แล้วผมเริ่มมีกลิ่นของดนตรีและเพลงแล้ว ยังไงก็ต้องรอให้มันพร้อมนะ จะ 3-4 ปีก็ไม่เป็นไร คือมันมีหลายๆ วง อย่างวงเพื่อนๆ ผมบางวงเขารอมา 10 ปีแล้วปล่อยมา 1 ซิงเกิ้ล อะไรอย่างนี้ ของผมพอผ่านไปสักพักหนึ่งผมบอกได้ว่า 'ไม่เป็นไร เราลุยมันไปจนมันถูกต้อง จนถึงจุดที่เราแฮปปี้กับมันได้แล้ว'
มีศิลปินหลายคนที่พอทำเพลงอัลบั้มใหม่ก็จะเริ่มหาเรเฟอเรนซ์ หรือหันไปมองว่าโลกดนตรีตอนนี้เป็นอย่างไร คุณได้มองเรื่องนี้บ้างไหม?
    ในการตัดสินใจเลือกทิศทาง (direction) ของอัลบั้มนี้ จริงๆ ผมมีอีก 2 อัลบั้มที่ทำไว้ก่อนนะ ทำดนตรีเสร็จหมดแล้ว จะมาแต่งเนื้อ แล้วก็จะมาทำทำนอง มันจะมีแนวที่ค่อนข้างดาร์กและหนักกว่านี้ แล้วผมก็มาคิดว่า 'เราไปโกรธใครเหรอ เราอาจจะไม่ได้มีความโกรธขนาดนั้นนะ' แล้วผมมองในระยะยาว ถ้าทำออกไปแล้วคนชอบภายใน 10-15 ปี ผมจะขึ้นเวทีแล้วเป็นอย่างนี้อยู่เหรอ ก็ไม่น่าแล้วนะ ตอนเราอายุ 55 หรือ 60 ก็ไม่น่าจะเกรี้ยวกราดแล้ว ผมก็เลยกลับมาตั้งหลัก เดี๋ยวเราอาจจะลองคิดเริ่มต้นจากอะไรที่เรียบง่ายหน่อย อะไรที่อาจจะยืนระยะ (long lasting) ได้ ดูว่ามันไม่มีเรื่องของยุคสมัยแบบ 'อ๋อ นี่ฟังดูเป็นเพลงยุคนี้เลยนี่' ผมตัดสินใจลบตรงนั้นไป คล้ายๆ กับตอนทำวง Kutsue ที่เราทำมันก็ไม่ได้มีแบบ 'อ๋อ นี่มันซาวนด์ของปี 1996 นะ' คือคนฟังตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันมาจากยุคไหน ผมก็เลยพยายามเอาตรงนั้นมาใช้ 
    ตอนที่เพลงของผมถูกปล่อยออกไปคนเขาอาจจะยังไม่สนก็ได้ ใช่ไหม? แต่ในอีก 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ก็ไม่รู้ ถ้าผมทำเพลงไปเรื่อยๆ ผมคิดว่ามันน่าจะมีสักเพลงที่คนน่าจะสนใจ พอเขาสนใจแล้ว เวลาเขามองกลับมาที่งานอื่นๆ ของผม ผมก็จะมีเพลงให้เขาฟังได้อีกเยอะเลย
การกลับมาทำโซโล่อัลบั้มในวัยนี้ คุณคาดหวังอะไรบ้าง?
    ผมถือว่ามันเหมือนกับเป็นการเริ่มโปรเจกต์นะ เป็นขั้นตอนต้นของโปรเจกต์ใหม่ อย่างที่ผมบอกว่าการที่เรารองาน พอมีช่วงที่งานเงียบไป ผมมาทำตรงนี้ปุ๊บมันเหมือนกับมันเป็นของเราแล้ว เราไม่ต้องไปขึ้นกับคนอื่น แต่ขึ้นกับแฟนเพลงอย่างเดียวแล้วใช่ไหมครับ ตอนนี้พอเราออกไปปุ๊บมันเหมือนเป็นการเริ่มต้นของเครื่องยนต์นี้แล้ว เราก็ผลิตได้ตลอดแล้วว่า เราจะทำอัลบั้มต่อเลยหรือเปล่า เราควรจะผลักดันมาแค่ไหน พอถึงจุดที่อยากจะเบรกก็อาจจะไปโปรดิวซ์ให้คนอื่นก็ได้ แต่ว่ายังไงผมก็จะกลับมาทำตรงนี้ได้อยู่เรื่อยๆ ในเมื่อมันเริ่มแล้ว แต่ละขั้นตอนเหมือนจะใช้เวลานานเพราะเหมือนผมสร้างขั้นตอน (process) เอาไว้ ด้วยทั้งวิธีการสร้างโครงสร้างของเพลง วิธีการแต่งเนื้อ ทั้งหมดเราพยายามสร้างระบบว่าเราไม่ต้องไปพึ่งว่า ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจ (inspiration) แล้วจะทำไม่ได้ มันตัดตรงนั้นทิ้งไปเลย มันอยู่กับขั้นตอนอย่างเดียว เราตื่นขึ้นมาก็เริ่มทำได้เลย ก็เหมือนการแปรงฟัน ใช่ไหมฮะ มันแค่เป็นวิธีการที่เรารู้ว่าเราตื่นมาแล้วเราต้องทำ โดยที่ไม่ต้องไปรอ มันมีแพทเทิร์นต่างๆ ที่เราจะทำตาม แค่มาบิดนี่บิดนู่น อย่างเราอ่านเรื่องราวในหนังสือพิมพ์วันนี้ เขาพูดถึงอะไร เราก็แต่งเพลงเกี่ยวกับตรงนั้นได้เลย คือผมทำให้มันไม่เกี่ยวกับแรงบันดาลใจแล้ว มันเกี่ยวกับการทำงานอย่างเดียว

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง