หอศิลปกรุงเทพฯ ในวิกฤต COVID-19 และวิกฤตอื่นๆ ที่ยังไม่คลี่คลาย

    บรรยากาศการเดินทางมาหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือ bacc ครั้งนี้ แตกต่างจากที่เคย ปริมาณคนบนรถไฟฟ้าบีทีเอสเบาบาง ผู้โดยสารทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ยืนห่างๆ และเว้นที่นั่งไว้อย่างน้อยหนึ่งที่โดยไม่ต้องบอกกล่าว รถราย่านสยามและแยกปทุมวันนับได้ไม่ถึงสิบคัน สกายวอล์คโล่งแทบไม่มีคนเดิน ประตูทางเข้าทุกทางปิดหมด ต้องเดินไปเข้าทางเดียวกับพนักงาน แลกบัตร ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิ และใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือก่อนเข้าพื้นที่หอศิลปกรุงเทพฯ

    เมื่อมองขึ้นไปจากชั้น 1 จะพบว่าพนักงานแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างขันแข็ง ทั้งทำความสะอาด ทาสี และเปลี่ยนหลอดไฟ ส่วนภาพเขียนลายเส้นของ นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ ที่มีทั้งภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า และสถาปัตยกรรม บนผนังโค้งชั้น 3-4 แม้ไม่มีไฟส่องสว่าง แต่ยังติดตั้งไว้ดังเดิม รอวันที่หอศิลป์กรุงเทพฯ จะเปิดให้บริการอีกครั้ง แล้วขยายระยะเวลาให้เข้าชมต่อจนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เช่นเดียวกับนิทรรศการอื่นๆ ที่มีการปรับระยะเวลาการจัดแสดงเพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมผลงานต่างๆ ได้

    นี่คือบรรยากาศภายในของหอศิลปกรุงเทพฯ ในช่วงที่ทั่วโลกเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งทางกรุงเทพมหานครเพิ่งมีประกาศขยายการสั่งปิดสถานที่ต่างๆ เป็นการชั่วคราว จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคไปไม่นาน
    หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตอบรับมาตรการดังกล่าวและประกาศปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม ถึงวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2563 ทันที ซึ่งแม้จะปิดให้บริการแต่ที่นี่ยังมีพนักงานบางส่วนที่เข้ามาทำงานตามหน้าที่ของตนอยู่บ้าง ตี๊-ชาญยุทธ มนูญวิริยะกุล ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการ เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้ามาดูแลความเรียบร้อยของหอศิลปกรุงเทพฯ แทบทุกวัน 
    เมื่อถามความรู้สึกขณะที่มาทำงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ ขณะที่อาคารปิดไฟว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หอศิลปกรุงเทพฯ ต้องปิดให้บริการ
    "นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมเจอ จำได้ครั้งแรกตอนปลายปี 2552-53 ที่มีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ตอนนั้นเขากั้นหมดเลย ต้องขอบัตรขออะไรกว่าจะเข้ามาได้ ครั้งที่สองก็การชุมนุมช่วงปลายปี 2556-57 ตอนนั้นก็ต้องปิดหอศิลป์ เพราะเขาชุมนุมตรงนี้เป็นหลักเลย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม แต่จริงๆ วันแรกที่ผมเข้ามาหอศิลป์มันก็เป็นอย่างนี้นะ มืดๆ ขาวๆ เกลี้ยงๆ ไม่มีอะไรเลย ...ผมก็ทำใจกับครั้งนี้ได้นะ"

    หากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ชาญยุทธเป็นผู้หนึ่งที่อยู่กับหอศิลปกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ต้น เขาร่วมแคมเปญเรียกร้องให้พื้นที่แห่งนี้เป็นหอศิลปกรุงเทพฯ จนสำเร็จ เมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จเปิดทำการ เขาก็รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการ ในระยะต่อมาคณะกรรมการมูลนิธิจึงมอบหมายให้เขาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ที่ดูแลหลังบ้านของหอศิลปกรุงเทพฯ แทบทั้งหมด จนวันที่ตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลง คณะกรรมการมูลนิธิจึงมอบหมายให้เขาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2562 จนกว่ากระบวนการสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่จะสิ้นสุดลง

มาตรการรับมือวิกฤตโควิด-19
    หากยังพอจำได้ เมื่อพ้นช่วงเวลาเฉลิมฉลองปีใหม่มาได้ไม่นาน ข่าวของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เริ่มปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่สื่อทั้งกระแสหลักและสื่อออนไลน์ ก่อนที่จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพบผู้ป่วยในประเทศไทย แล้วประชาชนก็ตื่นตัวหาซื้อหน้ากากอนามัยมาป้องกันตัวเองกันจนขาดตลาด ถึงกระนั้นมาตรการจากรัฐก็ยังไม่เข้มงวดมากนัก จนถึงวันที่สถานการณ์จะเริ่มตึงเครียดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ทั้งความเครียด ความตระหนก ความหวาดกลัว แพร่กระจายไปสู่ผู้คนทั้งประเทศอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไวรัสเสียอีก หลายบริษัทเริ่มออกมาตรการต่างๆ สำหรับพนักงาน ประชาชนแห่ซื้ออาหารและของใช้กักตุน แล้วรถราบนท้องถนนก็ค่อยๆ บางเบา
    สำหรับหอศิลปกรุงเทพฯ ชาญยุทธเล่าว่า ในช่วงต้นมีการทำแผนงานเป็นขั้นตอนสำหรับการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่รวมถึงการดูแลความสะอาดในส่วนต่างๆ ของสถานที่ เป็นมาตรการระยะต้น ก่อนที่จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เป็นระยะกลาง และระยะฉุกเฉิน ตามสถานการณ์
    "ตั้งแต่หลังปีใหม่ที่มีข่าวไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่จากอู่ฮั่น ช่วงนั้นผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการบริหารภายในครับ พอเริ่มมีข่าวเราก็เริ่มมีการให้ข้อมูล พยายามหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือกระจายข่าวกันภายใน เพื่อให้ข้อมูลหรือรณรงค์กันอย่างถูกต้อง เช่นแรกๆ เริ่มรณรงค์ให้คอยระวัง ล้างมือ ห้าม 3 แคะ คือ อย่าเอามือไปแคะตา แคะปาก แคะจมูก กินของร้อน และอาจมีชวนไปวิ่งออกกำลังกายกันบ้าง เพราะชัยภูมิเราได้เปรียบ ฝั่งตรงข้ามก็เป็นสนามกีฬา โดยพื้นที่ทั่วไปยังเปิดให้บริการตามปกติ นิทรรศการและกิจกรรมที่มาจัดก็ยังเหมือนเดิม
    "พอเข้าสู่ระยะที่ 2 ปลายเดือนมกราคมที่มีคนไทยเริ่มติด มีการกักตัว เรายังให้ข้อมูลเหมือนเดิม แต่มีการรณรงค์เข้มข้นขึ้น เริ่มจากจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับพนักงานที่ต้องเจอคนเยอะก่อน อย่าง รปภ. แม่บ้าน พนักงานต้อนรับ จะเป็นคนที่เราจัดหาหน้ากากให้ก่อนชุดแรก และให้บริษัทต้นสังกัดจัดหาหน้ากากให้เจ้าหน้าที่ของคุณเอง ต่อมาคือเจลแอลกอฮอล์ ที่จัดไว้ให้ใช้ทั้งสำนักงานและประตูเข้าออกทุกทาง ทุกชั้นนิทรรศการนำชม ให้คนทั่วไปที่เข้ามาสามารถใช้ทำความสะอาดมือได้ ถือเป็นมาตรการระยะกลาง
    "หลังจากนั้นพอเริ่มเข้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มหนัก คนตื่นตระหนกแล้ว หลายคนวิตก หลายคนกลัว เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าอย่างนี้ไม่เอา อย่างนั้นอันตราย ดังนั้นเราต้องสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทุกคนนิ่งก่อน และเลือกรับฟังข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพราะเฟกนิวส์เยอะมาก พอในอาคารเริ่มปรับมาตรการ ขอความร่วมมือจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มาขอใช้พื้นที่ ถ้าเป็นการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก เราจะประกาศให้เขาส่งแผนการดำเนินการมาก่อนว่าจะป้องกันจากการระบาดกันอย่างไร จากนั้นต้องมีเจลแอลกอฮอล์แจกหน้าห้อง และให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใส่หน้ากากอนามัยทุกคน ถ้าทำไม่ได้ตามมาตรการนี้ จะขอสงวนสิทธิ์ในการใช้พื้นที่"
    ซึ่งกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หอศิลปกรุงเทพฯ เริ่มมีการจำกัดทางเข้า-ออก คัดกรองคนด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ แต่แล้วกรุงเทพมหานครก็ประกาศแนวทางการควบคุมการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 ออกมาพอดี 
    "ตอนนั้นเรากำลังประกาศลดเวลาการเปิดให้บริการ พอกรุงเทพมหานครประกาศปิดสถานที่ต่างๆ เราก็ถึงปิดด้วย ก็ถือว่าเราขยับล่วงหน้าพอสมควร และพยายามทำให้ดีที่สุดนะ ผมคิดว่าการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนประกาศปิดเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าความรู้สึกภายในนิ่ง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรทีมก็ทำงานได้ง่ายขึ้น"
    เบื้องต้นหอศิลปกรุงเทพฯ มีการจัดสลับเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ แล้วแบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 กลุ่ม ให้ทำงานสัปดาห์เว้นสัปดาห์ โดยที่ยังจ่ายเงินเดือน หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ใครคนใดคนหนึ่งติดเชื้อขึ้นมา จะมีกองกำลังที่เหลือไว้ทำงานต่อได้ นอกจากนั้นยังมีการขออนุมัติซื้อประกันโควิด-19 สำหรับพนักงานทุกคน รวมทั้งพนักงานที่เป็นสัญญาจ้างไม่ประจำ เพื่อสร้างความเข้าใจว่าหอศิลป์พร้อมดูแลพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกคน
แผนการดำเนินงานท่ามกลางวิกฤต
    การบริหารสถานการณ์ภายใต้วิกฤตเช่นนี้ หอศิลปกรุงเทพฯ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การทำแผนดำเนินการภายใน ที่แบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว เพื่อตั้งรับในกรณีที่หอศิลปกรุงเทพฯ ต้องปิดให้บริการนานกว่าที่คาดไว้ การปิดบริการเป็นระยะเวลา 2-3 เดือนหรือปิดจนถึงสิ้นปี จะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อใครบ้าง การจัดการเรื่องรายรับ-รายจ่ายจะเป็นอย่างไร
    การปิดบริการเบื้องต้นนั้น เป็นการปิดให้บริการสำหรับประชาชน ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 แต่ไม่ใช้การหยุดงาน โดยพนักงานสามารถทำงานตามนโยบายของภาครัฐที่ขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้านได้ เว้นแต่กรณีจำเป็นต้องเข้ามาทำงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ ให้เดินทางเข้ามาปฏิบัติงานต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง และเข้ามาเท่าที่จำเป็น หากแต่คนที่ทำงานที่บ้านก็ยังต้องมีการสื่อสารและส่งงานอย่างเป็นรูปธรรมกันอยู่สม่ำเสมอ
    "ผมเข้าใจว่าหลังจากนี้ระบบเศรษฐกิจหรือองค์กรธุรกิจจะแย่ลง หลายที่เขาอาจจะดูการทำงานของพนักงานในช่วงนี้ว่าใครจำเป็นสำหรับองค์กรอยู่ หากขาดคนนี้ไปองค์กรยังสามารถเดินต่อไปได้ แต่คนนี้องค์กรขาดไม่ได้ สิ่งที่พยายามสื่อสารกับสมาชิกในทีมคือ หัวหน้าแบ่งงานลูกน้องนะ คุณทำงานนะ ทุกคนส่งเมลรายงานความคืบหน้าให้หัวหน้า แล้วหัวหน้าส่งสำเนาให้ผมมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดผลการทำงาน ว่าที่ผ่านมาทุกคนไม่ได้หยุดอยู่บ้าน เราทำงาน มาตรการที่ออกมาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเพื่องานที่กำลังดำเนินต่อไปของหอศิลปกรุงเทพฯ แต่ส่วนหนึ่งเพื่ออนาคตของทุกคนด้วย เพราะคณะกรรมการมูลนิธิอาจจะพิจารณาเรื่องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่สุดออกก่อน ซึ่งผมอยากให้เรื่องคนเป็นค่าใช้จ่ายสุดท้ายที่จะมีการคัดออก"
    ส่วนที่สองคือ กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหอศิลปกรุงเทพฯ อันดับแรกคือ เจ้าหน้าที่รับจ้าง ซึ่งมีนโยบายประกาศออกมาแล้วว่าไม่มีการลดจำนวนคน แต่อาจจะมีการทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากหน้าที่รับผิดชอบ เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่สามารถทาสี ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ในช่วงที่หอศิลปกรุงเทพฯ ปิดบริการ เป็นต้น แต่สุดท้ายก็ต้องดูสถานการณ์ว่าจะสามารถแบกรับภาระส่วนนี้ไปได้จนถึงเมื่อไร
    ลำดับต่อไปได้แก่ ร้านค้าผู้เช่าพื้นที่ ทางหอศิลปกรุงเทพฯ มีนโยบายไม่เก็บค่าเช่าตลอดเดือนเมษายน แต่เก็บค่าสาธารณูปโภคที่ใช้งานจริง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ เนื่องจากผู้เช่าอาจจะมาเก็บสินค้า จัดของ และทำความสะอาดร้านในช่วงเวลานี้ หากเดือนพฤษภาคมสามารถเปิดให้บริการได้ ในเบื้องต้นจะลดค่าเช่าลง 30% และอาจออกนโยบายต่อไปให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเศรษฐกิจโดยรวม
    นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการบริหารพื้นที่ต่างๆ ซึ่งหอศิลปกรุงเทพฯ เองมีห้องประชุมและห้องจัดกิจกรรม ที่มีการขอเช่าใช้พื้นที่จากหน่วยงานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่ยังไม่ปิดบริการ ถ้ากิจกรรมไหนพิจารณาแล้วมีความสุ่มเสี่ยงไม่ปลอดภัยต่อผู้ทำกิจกรรม ทางหอศิลป์จะขอยกเลิกด้วยตัวเอง หรือหากมีการขอยกเลิกจัดกิจกรรมจากหน่วยงาน ทางหอศิลปกรุงเทพฯ ก็คืนค่าใช้จ่ายทั้งค่าเช่าและค่าประกันให้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ 
    สุดท้ายคือ กิจกรรมและนิทรรศการภายในหอศิลปกรุงเทพฯ กิจกรรมที่มีการจัดอบรมกับเด็ก ครู หรือละครสำหรับเด็ก จะมีการเลื่อนไปทั้งหมด ส่วนนิทรรศการที่มีการติดตั้งผลงานของศิลปินแล้ว เช่น นิทรรศการศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 9 ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 และ Early Years Project #5 ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 รวมถึงนิทรรศการภาพถ่าย สักอีสาน ที่ People's Gallery ชั้น 2 (ซึ่งช่างภาพใช้เวลาถ่ายรูปเพื่อนิทรรศการนี้อยู่ร่วม 5 ปี) จะมีการขยายระยะเวลาให้ประชาชนมีโอกาสรับชม ซึ่งต่อจากนี้ฝ่ายกิจกรรมเครือข่ายของหอศิลปกรุงเทพฯ จะมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับตารางนิทรรศการต่างๆ ที่มีการจองพื้นที่ไว้แล้ว โดยชาญยุทธยอมรับว่า แม้จะมีผลกระทบจากการเลื่อนระยะเวลาจัดแสดงไปเป็นลูกโซ่บ้าง แต่ก็เป็นความพยายามหาทางออกของหอศิลปกรุงเทพฯ ร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อช่วยเหลือดูแลกันในช่วงที่เกิดสถานการณ์แบบนี้
การมีอยู่ของศิลปะและหอศิลปกรุงเทพฯ ในภาวะฉุกเฉิน
    แม้หอศิลปกรุงเทพฯ และพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะต่างๆ จะปิดให้บริการ เรายังเห็นว่ากลุ่มคนในแวดวงศิลปะยังออกมาเคลื่อนไหวผ่านช่องทางออนไลน์กันอย่างคึกคัก โดยศิลปินแต่ละแขนงใช้ความสามารถและทักษะของตนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมามากมายในช่วงนี้ ทั้งแต่งบทเพลงให้กำลังใจ ทำการแสดงสดสะท้อนอารมณ์ของผู้คน สร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาประมูลเพื่อระดมทุนบริจาคให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรองรับผู้ป่วยติดเชื้อ และใช้ศิลปะเป็นสื่อในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องอีกด้วย
    แต่ถ้าดูภาพรวมในระยะยาวแล้ว วงการศิลปะก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าภาคส่วนอื่นๆ เลย เริ่มต้นจากสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือจำนวนผู้เดินทางเข้ามาใช้บริการที่หอศิลปกรุงเทพฯ ช่วงก่อนที่จะปิดให้บริการ ซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด 
    "ผมให้เก็บข้อมูลทุกวันอยู่แล้วครับ จากเฉลี่ยที่มีคนเดินทางเข้ามาใช้บริการที่หอศิลปกรุงเทพฯ 3,000 กว่าคน ผมเริ่มเห็นแนวโน้มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมว่าจำนวนคนลดลงมาเกินครึ่ง เหลือ 1,300-1,500 คน ต่อวัน ตัวเลขนี้เราเปรียบเทียบจากวันที่เดียวกันของเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งผมเข้าใจว่าสาเหตุมาจากชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศน้อยลง และเริ่มมีการปิดสถานศึกษา ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย คนเริ่มกักตัวเองอยู่ที่บ้านแล้ว อาจจะเป็นข้อดีที่สะท้อนว่า คนที่มาดูงานศิลปะเป็นคนที่เสพข้อมูลอย่างถูกต้อง คือไม่ได้เดินทางมาสถานที่สาธารณะซึ่งก่อให้เกิดโอกาสในการแพร่เชื้อ" 
    จำนวนคนที่ลดลงและสถานที่จัดแสดงที่ต้องปิดให้บริการในช่วงนี้ สะท้อนภาพกว้างของวงการศิลปะบ้านได้ส่วนหนึ่ง 
    "วงการศิลปะต้องการใช้พื้นที่เพื่อให้คนเข้ามาเสพ ดังนั้นเมื่อสถานที่จัดแสดงงานศิลปะต่างๆ ปิดให้บริการ จึงกระทบโดยตรง เนื่องจากผลงานศิลปะไม่มีใครสามารถเข้าไปดูได้ใช่ไหมครับ อีกส่วนหนึ่งคือ ในสถานการณ์ปกติคนที่สนใจเรื่องศิลปะไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งเจอกับภาวะที่เกิดโรคระบาดแบบนี้ คนยิ่งต้องไปสนใจเรื่องอื่น มีหน้ากากขายไหม ไข่ขาดตลาดไหม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดหรือยัง ยอดคนติดเชื้อวันนี้เท่าไร มันมีเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจไปจากวงการศิลปะมหาศาล ผมมองว่าเมื่อพื้นที่ในการจัดแสดงโดนจำกัด การเข้าถึงโดนจำกัด ภาวะที่คนจะสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรมก็น้อยลง สิ่งนี้สะท้อนภาพรวมในปัจจุบันของสังคมไทยนะว่า ศิลปะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการใช้ชีวิตของคน ดังนั้นเราต้องไปสร้างความรู้เรื่องพวกนี้อีกเยอะ"
สถานการณ์และแนวโน้มของหอศิลปกรุงเทพฯ ในอนาคต
    การปิดบริการที่กระทบต่อการเผยแพร่และรับชมงานศิลปะ ยังส่งผลต่อรายรับที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของหอศิลปกรุงเทพฯ อีกด้วย เพราะจากเดิมที่มีปัญหาเรื้อรังมาจากการเปลี่ยนการตีความสัญญาของทางกรุงเทพมหานครในปีงบประมาณ 2561 ว่า กรุงเทพมหานครไม่สามารถให้งบประมาณอุดหนุนค่าใช้จ่ายกับหอศิลปกรุงเทพฯ ได้ ถึงขั้นหอศิลปกรุงเทพฯ อาจต้องปิดบริการเพราะจะถูกตัดน้ำตัดไฟมาแล้ว เนื่องจากไม่สามารถเบิกค่าน้ำ ค่าไฟ จากสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม.ได้ จากปัญหาด้านงบประมาณที่สะสมมา ทำให้รายได้หลักของหอศิลปกรุงเทพฯ อยู่ที่ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้าและค่าเช่าพื้นที่จัดกิจกรรม กับบางส่วนที่ทางสำนักงานมูลนิธิสามารถทำเรื่องขอการสนับสนุนจากสปอนต์เซอร์มาเท่านั้น
    จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่หอศิลปกรุงเทพฯ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเมื่อประกอบกับการปิดให้บริการ รายได้หลักที่หายไปจากค่าเช่าพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อหอศิลปกรุงเทพฯ อย่างหนักหน่วงแน่นอน ดังนั้นความหวังที่มีต่อการดำเนินการของหอศิลปกรุงเทพฯ ในอนาคต จึงฝากไว้กับความคืบหน้าด้านการพิจารณาสัญญาของกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ
    "รายได้จากการเช่าพื้นที่ของหอศิลปกรุงเทพฯ ติดลมบนไปแล้ว เพราะฝ่ายที่ให้บริการเช่าพื้นที่ เป็นฝ่ายกิจกรรมเครือข่าย ที่รับผิดชอบ มีคนเช่าใช้บริการห้องประชุม จัดนิทรรศการ และจัดกิจกรรมมาตลอด การหารายได้จากทางกรรมการมูลนิธิเขาก็ทำได้ดีตามเป้าหมาย ส่วนร้านค้าเป็นรายได้ประจำที่คงที่อยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าปัญหาหลักของเราคือเรื่องของกรุงเทพมหานครที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งความจริงเงินสนับสนุนตรงนี้ก็ถือว่าเคยเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของเรา"
    ที่ผ่านมาทางหอศิลปกรุงเทพฯ มีการเจรจากับทางกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง กระทั่งไม่นานมานี้ที่ทางคณะกรรมการมูลนิธิมีการสรรหากรรมการชุดใหม่ แล้วได้ รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย มารับหน้าที่เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ จากประสบการณ์ที่เข้าใจกลไกการทำงานของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี ทำให้กระบวนการต่างๆ คืบหน้าไปมากกว่าเดิม เริ่มจากการหารือจนมีคำสั่งจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ปรับปรุงแก้ไขร่างสัญญา เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถอุดหนุนค่าใช้จ่ายได้ โดยสัญญาฉบับนี้ได้ส่งไปให้ ผู้ว่า กทม.ลงนามเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการส่งเรื่องเข้าสภากรุงเทพมหานครเพื่อทำการพิจารณาต่อไป
    "ผมคิดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดี เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ติดทุกครั้งที่หารือคือเรื่องสัญญา พอเห็นร่างการแก้ไขสัญญาเป็นรูปธรรมชัดเจนมาถึงตอนนี้ เหมือนประตูเปิดออกเพื่อสามารถส่งเอกสารเข้าไปให้คณะกรรมการเงินอุดหนุนพิจารณา จากนั้นจึงส่งเข้าสภา กทม.ว่าจะให้ความเห็นอย่างไร ซึ่งก็ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องรอกันต่อไป" ชาญยุทธกล่าวอย่างมีความหวัง
    เช่นเดียวกับอีกหลายหน่วยงาน องค์กร และบริษัทต่างๆ ที่สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวภายในองค์กรอย่างกระทันหัน ในมุมมองของผู้อำนวยการหอศิลปกรุงเทพฯ คนปัจจุบัน เขาเห็นว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการถอดบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ แต่สิ่งสำคัญคือการสื่อสารภายในให้พนักงานและเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจ ไม่แตกตื่นหรือเสียขวัญ เพราะจะกระทบต่อการดำเนินการทั้งหมดขององค์กรได้
    "กรณีฉุกเฉินแบบนี้ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ สำคัญมาก เพราะแม้แต่ที่หอศิลปกรุงเทพฯ เองช่วงแรกยังมีการแซวเล่นกัน 'ติดรึเปล่า' เวลาใครเป็นไข้หรือไอก็แซวกันว่า 'ติดรึยัง' ดูเป็นเรื่องปกติไกลตัวมาก แต่ถ้าเราศึกษาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ วิธีที่สามารถก่อให้เกิดการระบาดมันไม่ล้อเล่นแล้วนะ มันเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องใกล้ตัว แล้วครั้งต่อไปหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้หรือใกล้เคียงกันขึ้นอีก ผมคิดว่าการป้องกันจะดีขึ้น รัดกุมขึ้น หรือความเสียหายจะลดการกระจายลงกว่านี้" 
    การสัมภาษณ์ครั้งนี้เราทุกคนนั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะที่อยู่ในห้องประชุมชั้น 5 ซึ่งมีระยะห่างเกิน 2 เมตร เมื่อจบคำถามสุดท้ายเราทยอยเดินออกมาจากห้องแล้วพบกับแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาให้ความสว่าง เจ้าหน้าที่สามารถทำงานในพื้นที่ได้แม้ไม่เปิดไฟ และเรายังเดินชมผลงานที่ติดตั้งอยู่บนผนังโค้งในวันที่หอศิลปกรุงเทพฯ เงียบเหงาได้

    เราหวังว่าในเร็ววันหอศิลปกรุงเทพฯ จะกลับมาเปิดให้บริการ เพื่อทำหน้าที่ในการจัดแสดงผลงานศิลปะที่ขัดเกลาหัวใจของมนุษย์ต่อไป เช่นเดียวกับอีกหลายสถานที่ทั่วประเทศที่กำลังรอทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุชาวดี ชูพูล

ชื่อเล่นน้ำใส นักศึกษาฝึกงานปี 3 จากเพาะช่าง ที่เรียนถ่ายภาพแต่ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ รักการเที่ยวแต่เกลียดการจัดกระเป๋า มีความเชื่อว่าความสุขสามารถถูกเติมเต็มได้จากของอร่อยโดยเฉพาะ ไข่ดาวและขาหมู