การจัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) ครั้งแรก ที่มีผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้น จัดแสดงอยู่ตามสถานที่ทั้งหมด 20 แห่ง ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างล้นหลาม หลายคนจึงตั้งตารอชมงานศิลปะของเทศกาลนี้ซึ่งจะเกิดขึ้นทุก 2 ปี ซึ่งกำหนดการจัดงานครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ก่อนที่การจัดแสดงผลงานจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2564
ซึ่ง เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 มีการประกาศแนวคิดหลัก Escape Routes ศิลป์สร้าง ทางสุข ไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ก่อนที่ช่วงต้นปี 2563 หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ต่างเผชิญสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สิ่งแวดล้อม และสภาพอากาศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จึงสะท้อนอยู่ในผลงานศิลปะกว่า 200 ชิ้น จากศิลปินชั้นนำและศิลปินไทยรวม 82 ศิลปิน ตามสถานที่จัดแสดงทั้งสิ้น 10 แห่ง โดยแต่ละผลงานสื่อสารภาวะอารมณ์ ความรู้สึก และตีแผ่ปัญหาของมนุษย์ในหลากหลายมิติกับผู้ชม
ในขณะที่กำลังเดินดูและซึมซับงานศิลปะในเทศกาล ชิ้นงานเหล่านั้นคล้ายกำลังเข้ามาแตะไหล่ จับมือ โอบกอด และมอบรอยยิ้มให้กับเราด้วยความเข้าใจ นับเป็นเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่ช่วยแบ่งเบาและบรรเทาความรู้สึกที่ถูกโบยตีมาอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งปีได้อย่างดี happening จึงจะชวนทุกคนนั่งรถไฟฟ้า ลงเรือ ต่อตุ๊กตุ๊ก ก่อนที่จะลงรถไฟใต้ดิน ไปชมงานศิลปะจากศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ที่นำมาจัดแสดงอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่งให้ครบทุกที่ ได้แก่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, ล้ง 1919, ริเวอร์ ซิตี้แบงค็อก, มิวเซียมสยาม, BAB BOX, เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก และ เดอะ ปาร์ค และแต่ละสถานที่จัดแสดงมีชิ้นงานไหนน่าสนใจบ้าง เรารวมมาไว้ให้อ่านกันที่นี่แล้ว


ผลงานของศิลปินไทยก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นอกจาก Peek! ผลงานภาพถ่ายของ ชฤต ภู่ศิริ ที่ต้องส่องเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามีภาพอะไรอยู่ข้างใน และ งานชุด Money ของ ตะวัน วัตุยา ที่วาดธนบัตรออกมาสะท้อนคุณค่าของกระดาษกับอัตราแลกเปลี่ยนตามสถานการณ์โลกบนผนังโค้งแล้ว เราอยากแนะนำให้ชม Dragonerpanzer (Dragon Tank) ผลงานเครื่องลายคราม หรือ พอสเลน โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการอ่านเรื่องราวของจักรพรรดิเฟรดเดอริค ออกัสตัสที่ 1 แห่งแซกโซนี ผู้หลงใหลในเครื่องลายครามจีน ถึงขั้นทำการแลกเปลี่ยนทหารม้า 600 นาย กับคอลเล็กชันแจกันสีน้ำเงินขาว จำนวน 151 ชิ้น เขาจึงสร้างสรรค์เครื่องลายครามรถถังขึ้น 7 ชิ้น จำนวนเท่ากับแจกันที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนของมีค่ากับอำนาจนั่นเอง

หากเดินเข้าไปดูลวดลายบนผลงาน Dragonerpanzer (Dragon Tank) จะเห็นว่าเป็นการนำลวดลายเดียวกันกับแจกันมาใช้ในชิ้นงานแต่ละชิ้นด้วย
จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ นั่ง BTS ไปลงสถานีสะพานตากสิน เพื่อต่อเรือไปเส้นทางแม่น้ำต่อได้เลย


จุดหมายต่อไปคือ ล้ง 1919(Lhong 1919) ที่สามารถโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา (ธงฟ้า) ไปท่าเรือหวั่งหลีของล้ง 1919 หรือจะนั่งเรือด่วนมาลงที่ท่าเรือสวัสดี แล้วนั่งเรือข้ามฟากมาลงที่ท่าเรือวัดทองธรรมชาติ ก็ได้เหมือนกัน ที่นี่มีผลงานภาพถ่ายชุด Winged (2020) โดย แดนสรวง สังวรเวชภัณฑ์ จัดแสดงอยู่ ภาพถ่ายชุดนี้นำเสนอสถานการณ์สมมติเกินจริงของผู้คนในบริบทที่แตกต่างกัน แต่ละภาพถูกเชื่อมโยงด้วยปีกที่ทำจากโครงไม้ ซึ่งเป็นสัญญะของการหลุดพ้นจากโลกแห่งความเป็นจริง เรามองเห็น ภาพหญิงสาวที่กำลังทำท่าโบยบินอยู่บนปลายสุดของบันได อยู่ตรงข้ามกับภาพของชายไร้บ้านที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงนกพิราบบิน แม้เราไม่อาจรู้ถึงความคิดของพวกเขา แต่ภาพตรงหน้าก็ชวนให้นึกว่า ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและโรคทางสังคมที่กำลังระบาดในทั่วทุกพื้นที่ ศรัทธาและความหวังอาจทำให้เราหลุดหนีไปจากปัญหาเหล่านี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย

สถานที่จัดแสดงอีกแห่งคือ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร เราอยากให้เข้าไปชมผลงาน Dear Family โดย บุษราพร ทองชัย ภายในศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นบทสนทนาของหญิงสาวที่เล่าถึงประสบการณ์ที่อาจทำให้คุณเข้าใจและเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับอาชีพบริการทางเพศไปจากเดิม เมื่อครั้งที่ศิลปินทำงานเป็นล่ามให้คำปรึกษาแรงงานที่เบอร์ลิน และมีโอกาสได้รับฟังปัญหาของผู้หญิงที่ทำงานบริการทางเพศ เธอพบว่าพวกเขามักไม่เปิดเผยอาชีพของตนเองให้คนในครอบครัวและสังคมรับรู้ แม้จะเป็นอาชีพที่ใช้หาเลี้ยงครอบครัวก็ตาม เธอจึงจับคู่ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศกับคนในครอบครัว 3 คู่มาพูดคุยกัน โดยหนึ่งในนั้นมีเธอและพี่สาว และเธอยังรวบรวมข้อมูลและจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก เพื่อส่งต่อประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้กับหลานสาวของเธออีกด้วย

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือ วัดอรุณ เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานกลางแจ้ง Sky Mirror ของ อนิช คาพัวร์ แสตนเลสสตีลแวววาวทำปฏิกริยากับรูปทรงที่ไม่ปะติดปะต่อ สะท้อนเมฆบนท้องฟ้าลงมาสู่พื้นดิน ราวกับเป็นความว่างเปล่าที่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้ารอบตัว

และวัดสุดท้ายที่เราจะไปคือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ มีผลงานอีกชิ้นหนึ่งของ อนิช คาพัวร์ ที่เราอยากให้คุณไปเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อก้าวเข้าไปภายในศาลาการเปรียญ คุณจะพบกับผลงานสุดตระการตา Push Pull II (2008) ของศิลปินศิลปะจัดวางและคอนเซ็ปชวลอาร์ตที่มีชื่อเสียงระดับโลกคนนี้ งานชิ้นนี้ใช้วัสดุแว็กซ์สีแดงเข้มและเม็ดสีน้ำมัน ที่ถูกด้ามเลื่อยขนาดใหญ่ผลักและดึงจนขึ้นรูปเป็นประติมากรรมก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ชวนให้เราตระหนักถึงชีวิตและเลือดเนื้อที่มีลมหายใจเป็นตัวขับเคลื่อน

เมื่อก้าวเข้าไปด้านในของวิหารวัดโพธิ์ คุณจะพบกับภาพวาดคนนั่งสมาธิที่เกิดจากการทับซ้อนกันของผ้าผืนบาง คือผลงาน Invisible World (2020)ของ อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างผลงานชิ้นนี้จากภาพเขียนโบราณในวิหารของวัดโพธิ์ โดยเขาวาดภาพบุคคลบนผ้าแล้วนำมาซ้อนทับกันทีละชั้น จากนั้นจึงนำมาจัดวางบนพื้นที่จริง ให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าพวกเขาปฏิบัติธรรมอยู่ภายในวิหาร ก่อนที่ลมเย็นๆ จะพัดให้พวกเขาพริ้วไหวไปตามการขยับของผ้า ราวกับว่าบุคคลเหล่านั้นไม่มีอยู่ในโลกความเป็นจริง นับเป็นประสบการณ์ใหม่ของงานศิลปะที่ผสมผสานจิตวิญญาณของชาวพุทธไว้ได้อย่างลงตัว




ขณะเดียวกันยังมีชุดภาพถ่ายที่มีเสน่ห์ตรึงใจอีกหลายชุด เช่น โปรเจกต์ A Testament to Love ของ จูเลีย ฟูลเลอร์ตัน-แบทเทน ที่ถ่ายทอดการดิ้นรนต่อสู้เมื่อรักของหญิงสาวไม่เป็นดั่งหวัง หรือ ความงามของผู้หญิงที่ถ่ายทอดไว้ในภาพถ่ายในโปรเจกต์ SHE ของราเนีย มาตาร์ และ ชุดภาพถ่ายของ เอลินา บราเธรุส ซึ่งประกอบด้วยภาพที่เธอเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยตัวเองและประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศของเธอในสองช่วงเวลา เป็นต้น




แม้เราจะนำเสนอเส้นทางการรับชม เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จนครบ 10 สถานที่แล้ว แต่บอกตรงๆ ว่าไม่สามารถเก็บความเข้มข้นของแนวคิดและชิ้นงานดีๆ มาให้ชมได้ทั้งหมด เพราะอยากให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ
4441 VIEWS |