Sylvie Blum ศิลปินช่างภาพผู้เปิดเปลือยความงามของมนุษย์

    ซิลวี่ บลูม (Sylvie Blum) เป็นศิลปินช่างภาพหญิงระดับโลกที่มีผลงานต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เธอเกิดที่ประเทศออสเตรีย เติบโตที่ประเทศเยอรมนี เริ่มชีวิตการทำงานด้วยอาชีพนางแบบ ก่อนที่จะหันมาจับกล้อง แล้วลองสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายด้วยตัวเอง

    เรามีโอกาสเดินชมผลงานภาพถ่ายไฟน์อาร์ตในนิทรรศการ Naked Beauty ที่จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) เป็นครั้งแรกของประเทศไทยและเอเชียอย่างใกล้ชิด โดยภาพถ่ายเกือบ 100 ชิ้นของเธอ ไล่เรียงอยู่บนผนังทั้ง 2 ห้องที่เป็นส่วนจัดแสดง นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายโพลารอยด์เกือบ 200 ภาพ ที่เก็บบันทึกเรื่องราว สถานที่ สิ่งของ และผู้คน ที่พบเจอตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 20 ปี อันเปรียบเหมือนด้านตรงข้ามของการทำงานถ่ายภาพของเธอ มาจัดแสดงไว้อีกด้วย

    ผลงานทั้งภาพสีและขาว-ดำของซิลวี่ นับว่ามีเอกลักษณ์และโดดเด่นด้วยเนื้อหาของภาพถ่าย การใช้แสงเงา รวมถึงการดึงศักยภาพของนางแบบผ่านท่วงท่าและการสื่ออารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างตราตรึง การเลือกขับเน้นสีผิวของนางแบบกับสัตว์นานาชนิด แสดงให้เห็นถึงมิติในความงามที่หลากหลาย ผ่านเรือนร่างของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่สง่างาม ลึกลับ น่าค้นหา ทำให้หลังจากชมงานของเธอแล้วหลายภาพยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ

    ซิลวี่แบ่งเวลาระหว่างการจัดเตรียมนิทรรศการให้สมบูรณ์ มานั่งพูดคุยกับเราด้วยท่าทีผ่อนคลาย เธอโน้มตัวเข้ามาฟังคำถามใกล้ๆ ยิ้มรับด้วยดวงตา ก่อนที่จะตอบคำถามด้วยความตรงไปตรงมา

    ท่ามกลางภาพถ่ายที่เปิดเปลือยให้เห็นถึงแววตา เรือนร่าง สีผิว และการจัดวางท่าของนางแบบ เราสัมผัสได้ว่าเธอก็กำลังเปิดหัวใจพูดคุยกับเราอยู่เหมือนกัน

ในนิทรรศการครั้งนี้นอกจากผลงานชุด Big Cat ที่โด่งดังแล้ว ยังมีภาพที่คุณถ่ายที่เมืองไทยด้วย ช่วยเล่าถึงงานชุดนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหม

    ภาพช้าง ใช่ ฉันถ่ายภาพช้างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ช้างเหมือนสัตว์ในฝันสำหรับฉัน เพราะไม่มีสัตว์แบบนี้ในประเทศที่ฉันอยู่ อาจจะมีแค่ในสวนสัตว์เท่านั้น แล้วฉันเดินทางมาเมืองไทยตลอดชีวิตตั้งแต่เด็ก ฉันรักเมืองไทย แต่ไม่เคยมาด้วยเรื่องงานเลย แค่มาสำรวจวัฒนธรรมไทยและใช้เวลาพักผ่อนที่นี่เท่านั้น ฉันเลยตัดสินใจเดินทางมาที่นี่เพื่อถ่ายภาพช้าง อีกอย่างฉันรู้จักนางแบบคนนึงที่ชอบช้างมาก ความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอ คือการได้ขี่ช้างสักครั้ง ฉันเลยพาเธอมาด้วย มันเป็นการทำงานที่พิเศษมากๆ ที่นี่

นอกจากการทำงานร่วมกับนางแบบแล้ว ยังมีสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย ทำไมคุณถึงเลือกที่จะผสมผสานความเป็นมนุษย์และสัตว์ไว้ในผลงานของคุณ

    อย่างแรกคือ ฉันรักสัตว์ ฉันรักสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่เด็กๆ อืม...ยกเว้นแมงมุม และถึงจะร่วมงานกับงู แต่ฉันก็กลัวงูด้วย สำหรับฉัน การนำผู้หญิงกับสัตว์ชนิดต่างๆ มาผสมผสานกันเหมือนการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะการสื่อถึงความแข็งแกร่งของผู้หญิง ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ฉันมีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นภาพวาดของศิลปินชาวเบลเยียมซึ่งผลงานน่าจะอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1800 โดยประมาณ มีภาพชื่อ สฟิงก์ เป็นภาพผู้หญิงที่เป็นครึ่งชีตาห์ครึ่งมนุษย์ ความรู้สึกที่ได้เห็นภาพนั้นไม่เคยจางหายไป ผลงานของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันทำ Big Cat and the Women สำหรับฉันแล้ว การนำส่วนผสมของมนุษย์และสัตว์มาไว้ในงาน ก็เหมือนกับการเล่นสนุก และมันมีพลังที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้หญิงด้วย

ความประทับใจต่อสัตว์ครั้งแรกของคุณอาจจะมาจากงานศิลปะ แล้วเมื่อคุณได้ร่วมงานกับพวกเขา คุณมีความรู้สึกต่อสัตว์เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

    จริงๆ แล้วฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับสัตว์ และมักจะคุยกับพวกมันบ่อยๆ มันเป็นเรื่องประหลาดนะ แต่ฉันคิดว่าฉันให้เกียรติและให้ความสำคัญมากๆ กับสิ่งมีชีวิต อย่างส่วนตัวฉันเองก็เป็นมังสวิรัติ เพราะฉันต้องการให้เกียรติสิ่งมีชีวิต และแน่นอนว่าให้เกียรติงานที่ตัวเองทำด้วย

สัตว์ชนิดไหนทำงานด้วยยากที่สุด

    ยากทุกชนิด ชนิดที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นงู แม้ว่าฉันจะกลัวงูก็ตาม เพราะงูเคลื่อนไหวอยู่เสมอ และคุณค่อนข้างคาดเดาได้ว่าเขาจะขยับไปทางไหน แต่อย่างนกฮูกเป็นสัตว์ที่ถ่ายค่อนข้างยาก เพราะเขาค่อนข้างอ่อนไหวกับแสงไฟ ถึงกระนั้น ฉันก็จะบอกว่าสัตว์ทุกชนิดทำงานด้วยยากหมด เพราะพวกมันไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด มันไม่รู้ว่าเราต้องการให้ทำอะไร ดังนั้นคุณแค่ต้องปล่อยให้มันเป็น แล้วจับภาพระหว่างนั้นให้ได้ มันไม่บอกว่าอยากจะหยุดเมื่อไร มันจะเริ่มเล่นเกมกับคุณ ซึ่งมันน่าสนใจมาก แน่นอนว่าการถ่ายสิงโตกับเสือก็ยากมากๆ เหมือนกัน ฉันทำงานเซตนี้ในทะเลทรายประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถึงพวกเขาเป็นสัตว์ที่ถูกฝึกมา แต่มันก็ทั้งยากและมีความอันตรายอยู่ดี

ขอย้อนกลับไปในช่วงแรกที่คุณเริ่มผันตัวเองจากการเป็นนางแบบมาถ่ายภาพ กุนเทอร์ บลูม (Günter Blum) ผู้เสียชีวิตไปแล้ว เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณเริ่มถ่ายภาพใช่ไหม

    ต้องบอกก่อนว่าฉันรักศิลปะตั้งแต่จำความได้ ฉันอยากเป็นศิลปิน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นศิลปินประเภทไหน ดังนั้นฉันจึงทำทุกอย่างตั้งแต่เขียนบทกวีไปจนถึงวาดภาพ เมื่อฉันพบกับอดีตสามีซึ่งเป็นทั้งช่างภาพและศิลปินด้วย ฉันได้เห็นความต่างระหว่างเป็นช่างภาพที่ถ่ายงานโฆษณาจำนวนมาก กับการถ่ายภาพแนวสารคดี ซึ่งมันถือเป็นงานศิลปะด้วย แถมเขาก็ยังเป็นศิลปินตัวจริง เขาวาดภาพและสร้างสรรค์งานศิลปะต่างๆ จากสิ่งที่เขามองเห็นได้อย่างน่าทึ่ง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันอย่างมาก เขาสอนและคอยชี้แนะฉัน แนวทางที่ฉันยังคงยึดถือไว้จนทุกวันนี้ เช่น การมองให้เห็นสิ่งต่างๆ การมองผู้คน และใช้จินตนาการ สิ่งเหล่านี้สำคัญต่อการทำงานส่วนตัวของฉันจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งในการสร้างสรรค์งาน ฉันจะไม่ยึดถืออิทธิพลจากภายนอกนัก เพราะฉันเป็นคนสร้างสรรค์มัน การมีพื้นฐานที่มั่นคงช่วยได้มากๆ เลย

คุณคิดว่าการเป็นช่างภาพมืออาชีพ กับการเป็นศิลปินถ่ายภาพแตกต่างกันอย่างไร

    มีช่างภาพในแอลเอ เมืองที่ฉันอยู่ พวกเขาจะเรียกคนเหล่านี้ว่า ชูตเตอร์ หมายความว่าคนเหล่านั้นเริ่มงานถ่ายภาพตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น เหมือนพนักงานออฟฟิศ จากนั้นงานของพวกเขาก็จบ เสร็จแล้วกลับบ้านไปนั่งดูทีวีหรือทำอย่างอื่น โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ทำลงไป ขณะเดียวกันยังมีคนที่ไม่ว่าพวกเขาจะถ่ายภาพหรือวาดภาพ เขาไม่เคยหยุดคิดถึงงานที่ตัวเองทำ มันเหมือนแรงปรารถนาที่ลึกซึ้ง เขาคิดถึงมันตลอดเวลา อยากที่จะสร้างสรรค์ มันเหมือนการหายใจที่คุณรู้ว่าสำคัญต่อการดำรงชีวิต

มันไม่ใช่แค่เรื่องทักษะใช่ไหม

    บางครั้งถ้าคุณเป็นศิลปิน คุณไม่ต้องการทักษะ คุณตีลังกา คุณเล่นกับมัน คุณไปไกลได้มากกว่าแค่ทำมันเท่านั้น เพราะฉะนั้นฉันจะบอกว่า ใช่

การเป็นนางแบบมาก่อนทำให้การทำงานของคุณง่ายขึ้นหรือเปล่า

    แน่นอน มันเยี่ยมมาก เพราะฉันรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร ฉันรู้ว่าเมื่อไรที่ฉันจะสามารถผลักดันพวกเขาให้ไปไกลยิ่งขึ้นกว่านี้ เหมือนทำให้พวกเขาเปล่งประกายออกมามากกว่าแค่การเป็นนางแบบที่สวย พวกคุณแข็งแรงและเป็นได้มากกว่านี้ การถ่ายแบบคล้ายกับการแสดง คุณแสดงและพลิกตัวเองไปในอีกบทบาทหนึ่ง แล้วคุณก็เป็นอีกคนที่แตกต่าง ดังนั้น ใช่ มันง่ายกว่าสำหรับฉัน เพราะฉันเข้าใจสิ่งนี้ นางแบบเกือบทั้งหมดในผลงานของฉันที่นำมาจัดแสดงที่นี่ พวกเราเป็นเพื่อน เรารู้จักซึ่งกันและกัน เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราร่วมงานกันครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาจะโทรมาว่า "ซิลวี่, คุณทำอะไรอยู่ เมื่อไรเราจะร่วมงานกันอีก" แล้วฉันก็จะ "เยี่ยมเลย เราน่าจะทำงานด้วยกันอีกนะ" มันสนุกนะ เหมือนกับความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ฉันคิดว่าเป็นเพราะฉันรู้ว่าพวกเธอรู้สึกยังไงเวลาทำงาน

คุณทำให้พวกเขาแสดงตัวตนออกมาตอนถ่ายทำได้อย่างไร

    มันค่อนข้างง่าย เพราะส่วนมากพวกเขามักจะลืมว่าพวกเขากำลังอยู่หน้าเซต และฉันพยายามที่จะค้นหาตัวตนของพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่ง สำหรับฉันการค้นพบตัวตนเป็นสิ่งสำคัญเสมอ มันไม่ใช่เรื่องของใบหน้าหรือรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือตัวตนที่ฉันสนใจ ซึ่งฉันค้นพบมัน และพวกเขาก็ลืมไปว่าพวกเขากำลังเป็นแบบอยู่ ฉันผลักดันให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเองจนลืมว่ากำลังทำงาน

หลายปีแล้วที่คุณถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เมื่อเวลาผ่านไป คุณมองเห็นพัฒนาการผ่านผลงานของตัวเองอย่างไร

    แน่นอน ฉันคอยวิเคราะห์ตัวเองอยู่เสมอ ฉันเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ และโฟกัสกับการทำงานสุดๆ ฉันเป็นคนเยอรมัน ดังนั้นฉันถึงแกร่งนัก ถึงกระนั้นฉันก็พยายามที่จะเติบโตอยู่เสมอ ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญคือการไม่หยุดนิ่ง ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ไม่หยุดที่จะเติบโต ไม่หยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ รวมถึงออกไปค้นหาสิ่งใหม่ด้วย

แล้วคุณเห็นตัวเองในผลงานของคุณอย่างไร

    ก่อนอื่นฉันคงจะบอกว่าทุกๆ ภาพเป็นจุดยืนของตัวฉันในฐานะคนคนหนึ่ง ผลงานเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของฉัน แน่นอนว่าเมื่อฉันวิเคราะห์ตัวเองในช่วงต้นของการทำงาน ผลงานของฉันอาจจะค่อนข้างสดเกินไป และโหวกเหวกไปสักหน่อย หมายความว่ามันเป็นธรรมชาติของพัฒนาการในการทำงาน เมื่อคุณลองทำสิ่งต่างๆ แล้วพบกับความผิดพลาดหรือล้มเหลว คุณต้องค้นหามันต่อไป จนกว่าจะเจอเสียงของตัวเอง จนกว่าจะค้นพบสไตล์ของคุณ แล้วคนอื่นถึงจะเห็นผลงานของคุณ แล้วจดจำคุณในฐานะศิลปิน ซึ่งนั่นใช้เวลาและต้องผ่านการพัฒนารู้ไหม ถ้าคุณได้ทำมันแล้ว คุณก็จะรู้ว่ายังเหลืออะไรให้คุณทำอีกบ้าง

สำหรับภาพโพลารอยด์ที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ คุณถ่ายโพลารอยด์เพื่อการทำงาน หรือถ่ายเก็บไว้เป็นบันทึกความทรงจำ

    ทั้งสองอย่าง โปรเจกต์หนังสือเล่มแรกของฉันชื่อ Venus เป็นเซตภาพที่ฉันถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้อง SX70 Polaroid เมื่อ 20 ปีก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันใช้โพลารอยด์ทำงาน ฉันอยากจะถ่ายหลุดโฟกัส สนุกกับสีสัน มันควรจะดูแตกต่างจากความเป็นจริง มันเหมือนกับการเล่นเกม อีกแง่หนึ่งมันก็เป็นภาพความทรงจำในช่วงชีวิตนั้นๆ ของฉันด้วย

ทำไมภาพโพลารอยด์ของคุณถึงแตกต่างจากงานที่จัดแสดงในส่วนนิทรรศการหลักมาก

    ใช่ มันควรที่จะไม่สมบูรณ์แบบโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่าง รูปนี้คือเพื่อนของฉันตอนที่เราทำงานด้วยกัน รูปนี้ก็อ่างล้างจานในครัว ส่วนนี่คือแมวที่ฉันเลี้ยง ฉันรักทุกรอยขีดข่วน ร่องรอยของฝุ่นผง และพื้นที่ฉันชอบ กลับกัน มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับงานของฉันเลย ฉันต้องการความสมบูรณ์แบบในงานของฉัน

เหมือนที่บอกว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ใช่ไหม

    นี่คือด้านตรงข้ามที่ผ่อนคลายและสนุกด้วย เหมือนป๊อปอาร์ตซิลวี่กับภาคจริงจังของฉัน (มองไปทางส่วนจัดแสดงหลัก)

ยากไหมกับการเป็นศิลปินช่างภาพผู้หญิง

    ในโลกนี้เหรอ เอาล่ะ ฉันหมายถึงทุกสิ่งคือการแข่งขัน ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จกับอะไรสักอย่าง หรือต้องการไปไหนสักแห่ง คุณต้องสู้ คุณต้องทำงาน มันเป็นเรื่องปกติ มันไม่เคยง่าย ถ้ามันง่ายเกินไป ฉันบอกได้เลยว่ามันจะน่าเบื่อ

คุณเดินทางเยอะมากใช่ไหม คุณคิดว่าแต่ละประเทศที่เดินทางไป ส่งผลต่อความคิดหรือมุมมองของคุณอย่างไรบ้าง

    ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างสิ่งที่ส่งผลต่อฉันเมื่อเดินทางมาเมืองไทย คือผู้คนช่างเป็นมิตรและมีความสุข ฉันสัมผัสได้ว่าพวกเขาจริงใจจากข้างใน และแน่นอน ฉันชอบที่จะรับสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจากทุกประเทศที่ฉันเดินทางไป มันเป็นอิทธิพลด้านบวกสำหรับฉัน และฉันคิดว่าฉันได้รับอิทธิพลด้านบวกมากมายจากเมืองไทยทุกครั้งที่ฉันมาที่นี่ ฉันชอบการพบปะคนหนุ่มสาว ทุกครั้งที่กลับมา ฉันเห็นเมืองกำลังเติบโต ฉันรักสิ่งเหล่านี้มาก

คำถามสุดท้าย คุณมองเห็นตัวเองในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างไร

    อืม ฉันเห็นตัวเองในอีก 20 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ว่าจะอยู่ในจุดเดิม มีอุปกรณ์ถ่ายภาพเยอะๆ มีคนเจ๋งๆ อยู่รอบๆ มีนางแบบที่น่าสนใจพร้อมกับไอเดียบ้าๆ มากมายที่ฉันอยากแปรมาเป็นงานศิลปะหรืองานของฉัน ฉันเดาว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากนี้

รู้สึกว่าคุณได้ยืนอยู่ในที่ของคุณแล้ว

    ใช่ และครั้งต่อไปที่เดินทางมาที่นี่ ฉันจะพูดไทยเพิ่มขึ้นได้อีกนิดหน่อย

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กมลลักษณ์ จิรหิตะภัทร

ช่างภาพฟรีแลนซ์จบใหม่ ปกติเขาจะชอบถ่ายภาพสตรีทโฟโต้ แต่ปัจจุบันแม่ไม่ให้เงินแล้วเลยหันมาถ่ายทุกๆ อย่างที่จะทำให้ใช้ชีวิตรอดต่อไปอีกเดือน