ในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของใครหลายคน คงไม่มีอะไรหนักหนาและกดดันเท่ากับการทำวิทยานิพนธ์หรือธีสิสอีกแล้ว แต่แม้จะเหนื่อยยาก เคร่งเครียด อดนอน และเสียน้ำตาไปมากแค่ไหน นี่ก็เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานจากหัวข้อที่ตัวเองสนใจและถ่ายทอดสิ่งที่ฝันไว้ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับคณะสถาปัตยกรรมถือเป็นหนึ่งในสาขาวิชาที่ความฝันและแนวคิดของนักศึกษาจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นแบบแปลนและโมเดล ซึ่งฉายภาพความฝันความหวังของหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้นๆ ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้มากที่สุดแล้ว
ว่าแต่คุณเคยจินตนาการกันไว้บ้างหรือเปล่าว่าพิพิธภัณฑ์ในฝันของคุณเป็นแบบไหน แล้วแหล่งเรียนรู้ที่เราเห็นกันอยู่เหมาะสมต่อผู้คนในยุคสมัยนี้มากน้อยเพียงใด
ผลงานธีสิสของเด็กคณะสถาปัตย์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะต้อง 'ฝัน' แล้ว ยังต้องลงมือออกแบบให้ฝันนั้นสร้างได้จริงอีกด้วย เราเข้าไปทำความรู้จักกับธีสิสของเด็กที่จบในปีการศึกษา 2563 จากหลายสถาบันแล้ว พบว่าเด็กรุ่นนี้หลายคนได้ลองเปิดมุมมองใหม่ๆ และทลายกรอบความคิดเดิม ให้รู้และเข้าใจว่าเนื้อหาภายในพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ เท่านั้น แต่สามารถนำเสนอเนื้อหาในแง่มุมอื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ประเด็นทางสังคม การศึกษา และการเมืองได้เหมือนกัน
happening รวบรวมผลงานธีสิสของนักศึกษาภาควิชาสถาปัตยกรรม 12 ผลงาน ที่มีการหยิบยกหลากหลายประเด็นรอบตัวมาเป็นหัวข้อในการออกแบบได้อย่างน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สามารถเป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดความตระหนักรับรู้ หรือ ส่งต่อบทเรียนของยุคสมัยไปถึงผู้เข้าชมได้หลายรูปแบบ พร้อมด้วยมุมมองและแนวคิดของเด็กสถาปัตย์เจ้าของผลงาน ที่มีต่อพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ซึ่งชวนให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ จนอยากให้ผลงานของพวกเขาทั้ง 12 คน สร้างออกมาเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ เลยล่ะ
พื้นที่เพื่อการออกแบบเสียงดนตรี
ก้าย-ภูภาม ธุวภัทร มหาวิทยาลัยศิลปากร
นับว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ก็ไม่เชิงสำหรับโปรเจกต์นี้ แต่ความน่าสนใจคือการที่ก้ายนำเสียงดนตรีที่เราฟังกันอยู่ทุกวันนั้นมาตีความถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงดนตรีกับสถาปัตยกรรม จนกลายมาเป็นพื้นที่เจ๋งๆ ไว้สำหรับรองรับกิจกรรมของเหล่านักดนตรี "ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้กายภาพทางดนตรีกับสถาปัตยกรรมสามารถเป็นส่วนเติมเต็มกันและกันได้ เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน ก็พบว่าดนตรีมีส่วนช่วยในการเพิ่มบรรยากาศ ส่วนสถาปัตยกรรมช่วยกำหนดขอบเขตหรือพื้นที่ทางดนตรีได้"

สไตล์ของดนตรีที่มีผลต่อพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม
ในงานออกแบบสถาปัตยกรรม สิ่งสำคัญคือออกแบบโดยคำนึงถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ด้วยความที่ก้ายเป็นคนที่เล่นดนตรีอยู่แล้วและสนใจดนตรีทางเลือก (alternative music) กิจกรรมในโครงการจึงเป็นการทดลองสร้างสรรค์เสียงดนตรีและเพลงทางเลือกใหม่ๆ ให้กับวงการ เกิดเป็นพื้นที่รองรับนักดนตรีให้สามารถสร้างสรรค์แนวเพลงที่แต่ละคนสนใจได้ "เมื่อผมลองรีเสิร์ชเพิ่มก็พบว่ามีกิจกรรมซ้อมดนตรีในพื้นที่สาธารณะด้วย ซึ่งผมมองว่าเท่มาก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง แต่นับเป็นการทดลองอย่างหนึ่งที่น่าสนใจทางด้านดนตรี"
เมื่อกิจกรรมที่มีเป็นทั้งพื้นที่ทดลองและซ้อมดนตรี สถาปัตยกรรมจึงถูกออกแบบให้เป็นตัวช่วยขับเน้นพื้นที่เหล่านี้ โดยออกแบบรูปร่างอาคารที่สามารถช่วยกระจายเสียงบริเวณนั้นออกไป และการคำนึงถึงมิติของแสงเงาให้เกิดจังหวะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากจังหวะทางด้านดนตรีผสานเข้ากับจังหวะในทางสถาปัตยกรรม "ผมใช้เรื่องจังหวะมาเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบ เช่น พื้นที่สำหรับโปรโมทนักดนตรี รูปร่างของอาคารบริเวณนั้นถูกออกแบบเป็นทรงโค้ง เพื่อช่วยให้เกิดการกระจายเสียงออกมา และออกแบบโครงสร้างทรัส (truss) ให้สามารถเกิดเงาเป็นจังหวะที่แตกต่างกันไปตามแสงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งนับเป็นเพอร์เซปชั่น (perception) ทางดนตรีอย่างหนึ่ง"

ให้นักดนตรีมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ก้ายเล่าว่าทุกวันนี้แนวเพลงมีหลากหลายมาก จนบางครั้งศิลปินโดยเฉพาะหน้าใหม่อาจจะเริ่มหมดไอเดียที่จะนำไปสร้างสรรค์ดนตรีต่อแล้ว เขาจึงตั้งใจอยากให้โครงการแห่งนี้เป็นพื้นที่รองรับและโปรโมทศิลปินหน้าใหม่ไปในตัว และแสดงความเห็นว่าพื้นที่สำหรับนักดนตรีเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพราะแหล่งเรียนรู้ทางด้านดนตรีในไทยนับว่ามีน้อยมาก ยิ่งพิพิธภัณฑ์ทางด้านดนตรีอาจจะไม่มีให้เห็นเลย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มองว่าไม่มีความจำเป็น
Mangrove forest conservation museum
พิพิธภัณฑ์เพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลน
ซันนี่-สรา อนันต์โรจน์วงศ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งานธีสิสชิ้นนี้ชวนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตสัตว์ทะเลว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผ่านการเรียนรู้วิธีอนุรักษ์ 'ป่าชายเลน' แหล่งธรรมชาติซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทะเล
ป่าชายเลนในประเทศไทยมีอยู่หลายแห่ง แต่หลังจากที่ซันนี่ได้ทำการศึกษาก็ค้นพบว่าจังหวัดระยองซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมในประเทศ มีทรัพยากรที่ค่อนข้างครบถ้วนและกำลังจะมีแผนพัฒนาพื้นที่ป่าในเมืองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ฟื้นฟูป่าชายเลนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประกอบกับพื้นที่ป่าในเมืองแห่งนี้ถูกล้อมด้วยแม่น้ำจึงเปรียบเสมือนปราการทางธรรมชาติที่ช่วยดักขยะก่อนออกสู่ทะเล จึงนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการนำมาศึกษา
"พิพิธภัณฑ์ของเราจะเน้นไปที่วิธีการอนุรักษ์ วิธีการฟื้นฟู เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ตรงนั้นซึ่งเป็นนากุ้งมาก่อน และจะพัฒนาให้กลายเป็นป่าชายเลนที่สวยงามได้ตามแผน เมื่อป่าฟูหมดแล้วสถาปัตยกรรมที่ออกแบบจะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าชายเลน โดยรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด"

พิพิธภัณฑ์ที่ใส่ใจทั้งบริบทและผู้ใช้งาน
เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในบริบทที่น่าสนใจท่ามกลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมประกอบกับมีแหล่งธรรมชาติอยู่จำนวนมาก จึงนำสองสิ่งขั้วตรงข้ามนี้มาใช้ในการสร้างเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถพัฒนาเมืองโดยให้ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้อย่างไรบ้าง
ซันนี่พูดถึงการออกแบบงานชิ้นนี้ว่า "เราดึงสองสิ่งนี้มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยการออกแบบส่วนระนาบพื้นและหลังคาให้เป็นรูปทรงแบบมนุษย์สร้างขึ้น (Man-made form) ส่วนพื้นที่ระหว่างกลางนำรูปทรงธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบ (Organic form) เพื่อล้อเล่นไปกับบรรยากาศธรรมชาติรอบๆ"
นอกจากการออกแบบให้สอดคล้องกับตัวบริบทแล้ว เธอเล่าว่าสิ่งสำคัญคือการออกแบบโดยคำนึงถึงความหลากหลายในการใช้งานสำหรับผู้ชม จึงออกแบบให้มีทั้งพื้นที่เรียนรู้ภายในอาคารและพื้นที่ศึกษาธรรมชาติภายนอกเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้ชมด้วย
"ถ้าเรามาพิพิธภัณฑ์กับครอบครัว เด็กวัยรุ่นก็จะลุยๆ ออกไปศึกษาโซนธรรมชาติภายนอก แต่กับผู้ใหญ่เขาอาจจะอยากอยู่ข้างในมากกว่า เราจึงต้องออกแบบให้มีพื้นที่เรียนรู้ด้านในด้วยหรือเผื่อวันไหนฝนตกก็ยังสามารถมาชมพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารได้โดยที่ยังสามารถมองเห็นธรรมชาติภายนอก"

ผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเพื่อสร้างความสนุกสนาน
ซันนี่ให้ความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ปลูกฝังความรู้โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ เลยอยากให้พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่ผู้ชมได้รับความรู้อย่างสนุกสนาน "คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรที่น่าสนใจ เราจึงออกแบบให้พิพิธภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีจัดแสดงผลงานแบบ 360 องศาในบริเวณพื้นที่ภายในเพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่าชายเลน โดยยังสามารถมองเห็นบรรยากาศธรรมชาติภายนอกโดยรอบไปพร้อมๆ กัน" ซึ่งในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถทำให้สื่อการเรียนรู้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นแต่พิพิธภัณฑ์ในบ้านเราที่นำเทคโนโลยีมาช่วยสื่อสารเรื่องราวยังพบได้น้อย
Aquaculture and Community Learning Center
โครงการศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อชุมชน
ณัฐ-คุณพัฒน์ วงศ์ถาวรมั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในวัยเด็ก ณัฐมีความผูกพันกับธรรมชาติและสัตว์ จึงกลายเป็นที่มาของการทำหัวข้อธีสิสเกี่ยวกับสัตว์น้ำของเขา และเมื่อเขาลองสำรวจให้ลึกลงไปก็พบว่าในปัจจุบันมีวิกฤตการณ์ประมงเกินขนาด เขาจึงอยากให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้ผู้ใช้งานได้มาศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำระบบหมุนเวียน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว

ผู้ชมได้สวมบทบาทเป็นนักสำรวจ
ศูนย์การเรียนรู้ที่เขาออกแบบไม่อยากให้ดูเป็นทางการมากจนเกินไป เพื่อให้ผู้ชมได้มาเรียนรู้อย่างสนุกสนาน จึงออกแบบให้มีเส้นทางสัญจรหลากหลายเส้นทางและผู้ชมได้เป็นคนเลือกเส้นทางเดินศึกษาด้วยตัวเอง เหมือนได้ลองสวมบทบาทเป็นนักสำรวจ ซึ่งเขามองว่าเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดี
"ผมคิดว่าการเรียนรู้เกิดจากการสังเกตและนำมาคิดต่อ ถ้าแหล่งเรียนรู้ออกแบบโดยกำหนดทิศทางการเดินชมมากจนเกินไป ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันขัดความสนุก ถ้าเปรียบกับการดูหนังก็เหมือนกับการดูหนังที่เราพอจะเดาเรื่องราวได้ แต่ถ้าเราออกแบบให้เขาเป็นคนเลือกเส้นทางเดินศึกษาเอง มันน่าสนุกมากกว่า เหมือนหนังที่คาดเดาเรื่องราวไม่ได้แต่สุดท้ายผู้ชมจะได้ปะติดต่อเรื่องราวด้วยตัวเอง"

ออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ให้มีชีวิตชีวา
พื้นที่การเรียนรู้กับพื้นที่สันทนาการไม่จำเป็นต้องแยกกันอยู่เสมอไปดังนั้นจุดที่น่าสนใจของธีสิสชิ้นนี้คือ การออกแบบพื้นที่แหล่งเรียนรู้รวมเข้าไว้กับพื้นที่สันทนาการหรือพื้นที่สาธารณะ กลายเป็นสเปซแนวใหม่ที่ทำให้ผู้ชมสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศรอบๆ ได้ในขณะที่มาเรียนรู้ "ผมอยากให้พื้นที่การเรียนรู้มีความรีแลกซ์ ได้เรียนรู้ไปด้วย มองเห็นคนทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วย และออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี รวมถึงเพิ่มคอร์ทยาร์ด (Courtyard) เข้าไปในพื้นที่"
แหล่งเรียนรู้ที่มอบความยั่งยืนให้กับชุมชน
มากกว่าการเป็นแหล่งเรียนรู้คือการออกแบบให้โครงการมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชนบางขุนเทียนให้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับคนในท้องถิ่น ที่หากนำมาปรับใช้แล้วอาจเป็นการสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและชุมชนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพกลับคืนสู่คนในท้องถิ่นสำหรับบริโภคต่อไป
Phuket Contemporary art center
หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต
เต้ย-รัชพงศ์ พันเดชา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ระยะหลังมานี้ประเด็นความหลากหลายทางสังคมถูกหยิบยกมาสื่อสารผ่านงานศิลปะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากหอศิลป์ที่เริ่มมีนิทรรศการเล่าเรื่องความหลากหลายทางสังคมมากมาย เพียงแต่ประเด็นเหล่านี้กลับถูกพูดถึงแต่เพียงในเมืองซะเป็นส่วนใหญ่ จึงเกิดเป็นความตั้งใจที่เต้ยอยากให้มีหอศิลป์ที่เล่าเรื่องความหลากหลายทางสังคมโดยเฉพาะ ให้กับคนในต่างจังหวัดหรือคนในชุมชน "ผมมองว่าเรื่องประเด็นความหลากหลายทางสังคม ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจและแอบหวังเล็กๆ ว่า ถ้าคนในสังคมเข้าใจในความแตกต่างมากขึ้น เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมง่ายขึ้น เลยตั้งใจออกแบบโครงการหอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ตนี้ขึ้นมา"

พิพิธภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงไม่กี่ก้าวเดิน
เต้ยอธิบายจุดประสงค์หลักของการออกแบบไว้ว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเข้าหอศิลป์ว่าไม่ใช่เรื่องของคนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป เพราะเนื้อหาในหอศิลป์ร่วมสมัยก็สื่อสารเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกคนควรได้รับรู้สารเหล่านี้ เพียงแต่หอศิลป์ในปัจจุบันส่วนใหญ่อาจจะยังดูปิดล้อม ทำให้คนไม่กล้าเข้า เขาจึงออกแบบพื้นที่ในโครงการให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยอิงจากเส้นทางสัญจรของบริบทเมือง "ผมจึงออกแบบให้หอศิลป์เปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะของเมืองไปเลย ให้คนเดินผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ เชื่อมต่อผ่านพื้นที่ทางเท้า และแลนด์สเคป (Landscape) ที่ออกแบบไว้ โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าถึงพื้นที่จัดแสดงศิลปะได้โดยไม่รู้ตัว"
เป็นพื้นที่ให้ชุมชนได้แสดงออกผ่านงานศิลปะ
การออกแบบของเขายังคำนึงถึงการให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในงานศิลปะด้วย "จากที่ผมไปลงพื้นที่ก็พบว่ามีสวนสาธารณะที่ในคนละแวกนั้นใช้ทำกิจกรรมและมีคนจัดแสดงงานศิลปะในสวนนี้ด้วย เราเลยคิดว่าควรจะมีพื้นที่ให้เขาได้จัดแสดงผลงานจึงเกิดเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการสาธารณะ (Public Exhibition) ขึ้นในโครงการสำหรับคนในชุมชน"
ผลงานออกแบบชิ้นนี้ความตั้งใจเดิมของเขาไม่ได้จำกัดแค่ภูเก็ตเท่านั้น แต่เป็นผลงานออกแบบเชิงทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์สามารถเข้าไปอยู่ร่วมกับบริบทชุมชนผ่านการทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองได้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบริบทของเมืองนั้นๆ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงพื้นที่ทางศิลปะได้มากยิ่งขึ้นเพราะศิลปะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล
เนย-พรนิภา ถิตย์รัศมี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
"ตอนนั้นเราได้ไปชมนิทรรศการ Future World จึงได้มีโอกาสรู้จักงานของทีมแล็บ (Teamlab) เขาเป็นบริษัทที่ออกแบบนิทรรศการโดยใช้สื่อเทคโนโลยี ตอนที่ได้เข้าไปชมก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก เลยเป็นจุดเริ่มต้นอยากทำ Digital art museum ส่วนตัวรู้สึกว่าดิจิทัลอาร์ตก้าวข้ามการเสพงานศิลปะไปอีกขั้น" ประสบการณ์จากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ArtScience Museum ที่สิงคโปร์ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เนยสร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลชิ้นนี้ด้วยตัวเอง
เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
เนยอธิบายว่าการเรียนรู้โดยวิธีการอ่านอาจจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับทุกคน บางคนเรียนรู้จากการฟัง การมีปฏิสัมพันธ์ พิพิธภัณฑ์จึงควรจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า
ซึ่งการนำดิจิทัลอาร์ตมาใช้ในการออกแบบช่วยสร้าง interact ระหว่างผู้ชมกับงานศิลปะได้ และสามารถทำให้พื้นที่นิทรรศการดูไร้ขอบเขต สร้างความรู้สึกว่าผู้ชมหลงเข้าไปในพื้นที่ศิลปะผ่านการใช้แสง สี เสียง ฉายลงบนพื้น ผนัง
โดยเธอออกแบบให้พื้นที่พิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ นิทรรศการถาวรซึ่งยกเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติมาเล่า โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอไปตามสื่อเทคโนโลยีที่ออกแบบไว้ "ในห้องนิทรรศการถาวรมีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่าโดยใช้เทคนิคการฉายสปอตไลต์ลงมา เพื่อสื่อถึงบรรยากาศป่าหลากหลายแบบแตกต่างกันไปตามการใช้แสง สี ที่ไม่เหมือนกัน" และส่วนที่สองคือนิทรรศการชั่วคราว สำหรับคนที่สนใจดิจิทัลอาร์ตได้มาจัดแสดงผลงานหรือจัดอีเวนต์อื่นๆ

พิพิธภัณฑ์ต้องสื่อสารให้สอดคล้องกับยุคสมัย
เนยอธิบายเสริมอย่างหนักแน่นว่าที่พิพิธภัณฑ์ต้องเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ ส่วนหลักมาจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป "เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ถ้าให้เขาไปเสพสื่อแบบเดิมๆ อาจจะไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้เท่าที่ควร แต่ดิจิทัลอาร์ตค่อนข้างตีตลาดคน สอดคล้องกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ศิลปะถูกย่อยให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย" ซึ่งเธอคิดว่าการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะมีผลทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับงานศิลปะมากกว่าที่เคยเป็นมา
หากใครติดตามงานอาร์ตอยู่แล้ว คงรู้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีถูกนำมาใช้จัดแสดงงานศิลปะมากขึ้น ซึ่งสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมที่ได้มาเก็บประสบการณ์ มาถ่ายรูปอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายเนยฝากทิ้งท้ายให้น้องๆ ที่กำลังทำโปรเจคธีสิสว่า ให้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองชอบและตั้งใจจะนำเสนอให้กับสังคม แล้วเราจะทำมันออกมาได้ดีอย่างเเน่นอน
The Blind Youth Aesthetic Development Theatre
โรงละครเพื่อแสดงศักยภาพทางสุนทรียศิลป์ของผู้พิการทางสายตาเยาวชน
ปลากราย-อธยา ป้อมปักษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ปลากรายเคยมีโอกาสไปสอนหนังสือให้กับน้องผู้พิการทางด้านสายตา ซึ่งเธอพบว่าน้องเหล่านั้นมีศักยภาพมากกว่าที่คนทั่วไปรู้ "เราเล็งเห็นว่าน้องๆ มีความสามารถกันมากเลยนะ บางคนร้องเพลงเพราะ บางคนแสดงเก่ง เพียงแต่ขาดพื้นที่สำหรับแสดงออกที่เหมาะสม" จึงเกิดเป็นคำถามว่าจะสามารถนำความรู้ด้านสถาปัตย์ที่เรียนมา สร้างประโยชน์ให้กับเด็กๆ มากกว่านี้ได้อย่างไร แล้วตั้งใจออกแบบโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้เขามีทักษะที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข

พิพิธภัณฑ์ที่ช่วยให้เด็กเติบโต
ปลากรายเล่าว่าช่วงที่เริ่มสนใจเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตา ได้มีโอกาสรู้จักกับละครเวที The Blind Theatre ซึ่งให้โอกาสผู้พิการทางสายตาและคนสายตาปกติได้มาแสดงละครเวทีร่วมกัน จึงเก็บมาเป็นไอเดียอย่างหนึ่งในการออกแบบโปรแกรมที่เกิดขึ้นในโครงการคือ มีพื้นที่ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพให้กลายเป็นอาชีพอีกด้วย
นอกจากนี้ พื้นที่โรงละครถูกออกแบบโดยรวมเวทีแสดงและพื้นที่นั่งชมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ความสนุกจึงเกิดขึ้นตรงที่นักแสดงต้องครีเอทให้ผู้ชมในแต่ละรอบสามารถอินไปตามเรื่องราวได้ ซึ่งโรงละครแห่งนี้ก็ไม่ลืมที่จะคำนึงถึงความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของเด็กพิการทางสายตา
"สมมติถ้าเราเล่าเรื่องหนูน้อยหมวกแดง แล้วพูดประโยคว่า คุณยายคะทำไมคุณยายมีหูยาวจัง เด็กเขาจะไม่รู้เลยนะว่าขนาดหูจิ้งจอกยาวแค่ไหน เขาไม่เข้าใจมิติ เพราะฉะนั้นต้องมีพื้นที่ทัชทัวร์ (Touch tour) เพื่อเป็นการอินโทรก่อนเข้าชมละคร ผ่านประสาทสัมผัสที่เหลือคือการดม ชิม ฟัง และสัมผัส ซึ่งถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง แล้วค่อยเข้าไปชมละครจริง เขาก็จะเข้าใจในเรื่องราวมากยิ่งขึ้น"

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ถ้าทุกคนช่วยผลักดัน
เธอกล่าวอย่างมีความหวังว่าอยากให้คนเห็นความสำคัญของธีสิสชิ้นนี้ และนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้ "ถ้ามีโอกาส เราอยากให้โครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะถ้าเราสามารถช่วยสร้างทักษะให้เด็กผู้พิการทางสายตาสามารถอยู่รอดในสังคมได้ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เพื่อคนพิการมารองรับก็ได้ เพราะเขาจะสามารถเติบโตและดูแลตัวเองได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระกับใคร"
ปลากรายยังได้แสดงความเห็นถึงมุมมองที่มีต่อพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ไว้ว่าในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ค่อนข้างดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนรุ่นหลังเริ่มให้ความสำคัญและช่วยกันผลักดันจนเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าคนในสังคมเห็นถึงความสำคัญและหันมาเข้าพิพิธภัณฑ์กันมากยิ่งขึ้น!
Rethinking Artistic Space for Diverse Society
พื้นที่ทางศิลปะเพื่อสังคมที่หลากหลาย
เปรม-ก้องเดช หวานจริง มหาวิทยาลัยศิลปากร
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมพื้นที่ทางศิลปะจึงเข้าถึงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น ธีสิสชิ้นนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากพื้นที่ทางศิลปะไม่ได้ถูกปรับให้เข้ากับความหลากหลายของคน จึงส่งผลให้บางคนอาจจะเข้าไม่ถึงและยังมองไม่เห็นคุณค่าของงานศิลปะเท่าที่ควรเพราะคิดว่าศิลปะยังเป็นเรื่องไกลตัว
เปรมพูดถึงการทำงานชิ้นนี้ว่า "เราเรียนสถาปัตย์ อาชีพเราคือออกแบบพื้นที่ให้คนอื่น เราคำนึงถึงคนอื่นตลอด แต่ในขณะเดียวกันคนอื่นเขาไม่นึกถึงเรา ไม่ยอมรับในความหลากหลายทางความคิด มองไม่เห็นคุณค่าของการใช้เวลาออกแบบงาน ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าคนเข้าใจในศิลปะ เข้าใจในความหลากหลายของมัน ก็น่าจะเปิดใจรับฟังมากยิ่งขึ้น"

เขาอธิบายว่าในยุคสมัยนี้ศิลปะไม่ใช่เรื่องที่บริสุทธิ์หรือเป็นเรื่องเฉพาะของคนชนชั้นสูงอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา เพราะศิลปะมีหลากหลายมากไม่ใช่แค่ภาพวาด รูปปั้น ทุกวันนี้ความหมายของศิลปะไปไกลมากกว่านั้นแล้ว "ทุกคนมีความชื่นชอบส่วนตัว ไม่ว่าจะศิลปะในหอศิลป์ กราฟฟิตี้ตามกำแพง หรือแม้แต่วัฒนธรรมการติดสติกเกอร์บนรถ ทุกอย่างคือความชอบของแต่ละกลุ่มและนับเป็นศิลปะ ซึ่งพื้นที่ทางศิลปะควรปรับให้เข้าหากลุ่มคนเหล่านี้ด้วย"
ในโครงการจึงประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ส่วนนิทรรศการลอยน้ำซึ่งเป็นแกลเลอรีลอยน้ำไปหาคนในชุมชนเพื่อนำเสนอเรื่องราวทางศิลปะถึงมือคนในชุมชนเลย และพื้นที่ทางศิลปะที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในชุมชน ได้แก่ การย้อมผ้า การทำผ้าของชุมชนมัสยิดฮารูณในย่านเจริญกรุงซึ่งนับเป็นย่านที่มีความหลากหลายทางสังคม "ผมต้องการลดกำแพงที่เรามองไม่เห็นระหว่างศิลปะกับคนในสังคม"

เปรมออกแบบอาคารให้มีความโปร่งมากที่สุด โดยการใช้โครงสร้างประกอบเป็นเฟรมไม้ (wood frame) ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเสา คาน จึงสามารถมองจากริมน้ำเข้าไปเห็นนิทรรศการภายในอาคารและเดินทะลุผ่านไปในชุมชนได้เลย อีกทั้งโครงสร้างนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อติดตั้งให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละกิจกรรมในโครงการด้วย
ทลายกรอบความคิดเดิมๆ ยอมรับในความแตกต่าง
เขาแสดงความเห็นว่า สื่อเป็นสิ่งสำคัญมากที่หล่อหลอมความคิดของคนในสังคม ภาพจำหลายอย่างล้วนมาจากการนำเสนอของสื่อต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถนำเสนอออกมาได้หลากหลายด้าน คนที่รับฟังก็จะเข้าใจความเห็นที่แตกต่างมากขึ้น จึงออกแบบให้มีพื้นที่สาธารณะไว้สำหรับกิจกรรมให้คนเข้ามาใช้งานได้หลากหลาย เช่น ซ้อมเต้น เล่นมายากล สเกตบอร์ด และอื่นๆ ที่ได้พบเห็นจากการไปสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้งาน โดยออกแบบเป็นพื้นที่ร่มรื่นเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมในไทย เพิ่มเข้าไปในใต้อาคารเก่าและอาคารใหม่

เปรมกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารในธีสิสนี้คืออยากให้คนในสังคมตระหนักรู้ว่าทุกศิลปะ วัฒนธรรมมีเสน่ห์เหมือนกันเพียงแค่เราไม่ได้มองว่าเป็นศิลปะกระเสหลัก แท้จริงแล้วเราควรจะให้คุณค่ากับทุกวัฒนธรรมทุกความชอบในสังคมเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจ
พิพิธภัณฑ์ภูมิอากาศโลก
แพร-แพร วานิชชัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แพรต้องการนำเสนอประเด็นที่มีมาตลอดในช่วงหลายสิบปีอย่างภาวะโลกร้อนในงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ชิ้นนี้ เพื่อให้เป็นสถานที่มอบประสบการณ์และเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมตระหนักถึงการกระทำของมนุษย์ว่ามีผลต่อโลกอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะสายเกินไป "ภาวะโลกร้อนเกิดจากการกระทำของเรา แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ใส่ใจประเด็นนี้ เลยอยากสร้างแหล่งเรียนรู้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในแง่วัฒนธรรม ศาสนา แต่เพื่อชีวิตของเราทุกคน จึงตั้งใจให้เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไปเลย"

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ในพิพิธภัณฑ์
แพรเล่าว่าคนส่วนใหญ่มีการตระหนักถึงภาวะโลกร้อนมากขึ้นก็จริง แต่ก็ยังมีมุมมองที่ผิดว่าคนคนหนึ่งจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทั้งที่จริงแล้วทุกคนบนโลกนี้ล้วนมีผลกระทบต่อโลกทั้งนั้น "เราไม่ได้คาดหวังว่าผู้ชมกลับออกไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่เลย แต่อย่างน้อยถ้าเขาได้กลับไปเล่าให้คนอื่นฟัง ได้ตระหนักถึงการกระทำอันเล็กน้อย เช่น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ได้ทำเพื่อโลกมากขึ้น สักนิดนึงก็ยังดี"
การจะออกแบบให้ผู้คนรู้สึกอินไปกับเรื่องราวได้นั้น กลายเป็นโจทย์ในการออกแบบอาคารหลังนี้ เธอจึงออกแบบให้ผู้ชมสามารถสัมผัสกับสภาวะภูมิอากาศต่างๆ ด้วยตัวเอง "เราพยายามให้ตัวสถาปัตยกรรมช่วยสร้างความเข้าใจสภาพอากาศในแต่ละโซน ยกตัวอย่างเช่น ห้องนิทรรศการหนึ่งสร้างความรู้สึกให้เหมือนเดินผ่านเมฆ ผ่านการสร้างเมฆจำลองขึ้นมาและเลือกใช้วัสดุเป็นกระจกฝ้ากั้นรอบด้าน มีการฉายข้อมูลโฮโลแกรมเพื่อแสดงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกแบบเรียลไทม์ให้เห็น หรืออีกโซนหนึ่งเราออกแบบเป็นโอเพ่นแอร์ (open-air) ที่แสดงให้เห็นว่าสภาพอากาศมีผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร โดยการปลูกต้นไม้ในอาคาร เลือกพรรณไม้ที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ณ ตอนนั้น ให้เขาได้เห็นของจริงไปเลย"

เมื่อสร้างความเข้าใจถึงสภาพอากาศแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังถูกออกแบบให้ผู้ชมเกิดความตระหนักถึงความเป็นจริงที่มนุษย์เราต้องเจอ หากยังไม่ใส่ใจในเรื่องสภาวะโลกร้อนอีกด้วย "โซนหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ เราออกแบบให้ข้างบนเป็นหลังคาคอนกรีตสานกัน เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าเมื่อแสงส่องลงมาผ่านหลังคานี้ ร่มเงาที่เราได้รับจะไม่ใช่ร่มเงาที่มาจากต้นไม้แล้ว แต่กลับกลายเป็นของแมนเมด (man-made) แทน ความเขียวของต้นไม้จะหายไป ต้นไม้ที่นำมาจัดแสดงก็เหลือเพียงกิ่งก้าน เพื่อให้คนตระหนักว่าถ้าไม่มีธรรมชาติแล้วรู้สึกอย่างไร"
เดินห้างกันเกินพอแล้ว หันไปเดินพิพิธภัณฑ์กันบ้าง!
เมื่อถามถึงมุมมองที่มีต่อพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันแพรให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าคนไทยอาจจะยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมของต่างชาติที่มักจะพาลูกๆ ไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ในวันหยุดมากกว่าไปเดินห้าง จึงส่งผลกระทบให้พิพิธภัณฑ์ในบ้านเรายังไม่พัฒนาไปเท่าที่ควร
"ปัจจุบันก็ดูมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง เช่น ตามหอศิลป์ต่างๆ แต่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์บางแห่งยังนำเสนอความรู้รูปแบบเดิมอยู่เลย คือมีแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดแปะเนื้อหาให้อ่าน เรามองว่าพิพิธภัณฑ์ควรมอบประสบการณ์บางอย่างมากกว่านี้ นอกเหนือแค่จากการให้ความรู้อย่างเดียว"
แพรทิ้งท้ายประเด็นของภาวะโลกร้อนไว้ว่าหลังจากทำโปรเจกต์ธีสิสชิ้นนี้ขึ้นมาก็อยากให้คนอื่นหันมาสนใจ ศึกษาเรื่องภาวะโลกร้อนกันอย่างจริงจังกันมากขึ้น เพราะโลกใบนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันดูแล สิ่งที่มีอยู่อาจจะสูญสลายไปในวันใดวันหนึ่ง หากเราทุกคนยังไม่รู้จักรักษาไว้
พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา
ซู-วัณณา ตีรณวัฒนากุล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
จุดเริ่มต้นจากความสนใจในด้านการเมืองของซูเกิดขึ้นจากกระแสทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเธอค้นพบว่าความเชื่อบางอย่างที่เคยมีมาตลอดนั้นถูกสั่นคลอนลง เพราะยังเหลือความจริงอีกหลายแง่มุมที่ไม่ถูกเปิดเผยและสิ่งที่ได้รับรู้อาจเป็นเพียงข้อมูลที่ผิวเผินเท่านั้น เธอจึงตั้งใจอยากให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นตัวเล่าเรื่องของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองในทุกแง่มุม "ย้อนกลับไปช่วงมัธยมเราเป็นคนชอบเรียนประวัติศาสตร์กับสังคม จำได้ว่าชอบสับสนระหว่างเหตุการณ์ 6 ตุลา กับเหตุการณ์ 14 ตุลา เลยเป็นจุดเริ่มต้นอยากออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้อย่างถ่องแท้ขึ้นมา"

ให้ตัวสถาปัตยกรรมช่วยเล่าเรื่องและขับเน้นความรู้สึกของผู้ชม ไปตามลำดับเหตุการณ์จริง
ซูแสดงความเห็นถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไว้ว่าส่วนมากจะเล่าเรื่องโดยใช้วิธีให้ผู้ชมอ่านแผ่นป้ายนิทรรศการต่างๆ และการจัดแสดงวัตถุ แต่ผู้ชมไม่ได้รับประสบการณ์ระหว่างรับชมเท่าที่ควร "ผู้ชมได้รับความรู้ก็จริงอยู่ ณ ตอนนั้น แต่เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์มาแล้วก็อาจจะจำอะไรแทบไม่ได้เลย" แท้จริงแล้วการออกแบบพื้นที่นั้นมีส่วนช่วยให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับเนื้อหาได้
เธอจึงออกแบบให้สถาปัตยกรรมเป็นตัวช่วยเล่าเรื่องโดยลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เข้ามาให้ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ 6 ตุลาไปจนถึงออกมาสู่พื้นรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ให้ผู้ชมได้อินไปกับเนื้อหาผ่านการออกแบบพื้นที่ในแต่ละห้องซึ่งให้ประสบการณ์รับรู้แตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อ
"เราออกแบบโดยค่อยๆ เล่าให้ผู้ชมรับรู้ถึงความเงียบของเหตุการณ์ 6 ตุลา เนื่องจากเหตุการณ์นี้ถูกทำให้เป็นเรื่องที่เด็กรุ่นใหม่ลืมเลือน จึงอยากชวนให้ผู้ชมได้เกิดความสงสัยก่อนว่าทำไมเหตุการณ์เหล่านี้ถึงถูกทำให้ปิดเงียบ แล้วค่อยพาผู้ชมเดินไล่ระดับไปตามห้องนิทรรศการต่างๆ จนถึงห้องที่เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในวันที่ 6 ตุลาคม จากนั้นจึงเข้าสู่พื้นที่ผ่อนคลายทางอารมณ์ ซึ่งถูกออกแบบเป็นห้องทรงกลม และมีช่องแสงด้านบนเชื่อมคนกับท้องฟ้าแสดงถึงความโอบล้อม ปลอดภัย เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของผู้ชมจากสิ่งที่ได้พบเจอในระหว่างรับชมนิทรรศการ สุดท้ายมาสิ้นสุดที่พื้นที่สงบนิ่งซึ่งเป็นสถานที่ให้รำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว และสร้างความตระหนักให้ผู้ชมเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก"

พิพิธภัณฑ์คือสถานที่ยกระดับความคิด
เธอคิดว่าการมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์ช่วยให้คนในสังคมได้มาทำความเข้าใจและรู้จักยอมรับความเห็นต่างมากขึ้น ไม่เพียงแต่พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ที่เธอออกแบบขึ้นเท่านั้น "สิ่งที่สำคัญมากคือทุกคนควรได้รับรู้ความจริง เพราะจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็มีส่วนมาจากเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาและถ้าเราเกิดความเข้าใจว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นมายังไง เราจะสามารถหาทางแก้ไขได้ดีขึ้น"
ซูกล่าวทิ้งท้ายว่าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คือการให้ข้อมูล โดยไม่สามารถสื่อสารข้อมูลเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ต้องนำเสนอข้อมูลของทั้งสองฝ่ายและให้ผู้ชมมีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเอง
สามารถอ่านผลงานเพิ่มเติมได้ที่
6TH October Museum
พิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์
วิน-ณัฐเดช รัตนจามร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถ้าใครชอบพิพิธภัณฑ์แนววิทยาศาสตร์คงตื่นตากับผลงานธีสิสชิ้นนี้ไม่น้อย เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์ที่ให้เราได้เข้าไปรับรู้ประสบการณ์แบบ 360 องศา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาจำลองแบบไร้ขีดจำกัด!
วินกล่าวถึงที่มาของธีสิสของเขาว่า "ผมมีความสนใจในดาราศาสตร์เพราะชอบดูหนังแนววิทยาศาสตร์ และเลือกทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพราะเป็นประเภทอาคารที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ค่อนข้างยืดหยุ่น น่าจะออกแบบได้หลากหลายและสนุก จึงเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์แห่งนี้"

ขึ้นชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์ต้องได้รับรู้ประสบการณ์แบบไร้ขอบเขต
พิพิธภัณฑ์ด้านดาราศาสตร์ในไทยส่วนมากจะเป็นการจำลองของขึ้นมาและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ในการรับชมบ้าง แต่ในแง่ของการออกแบบพื้นที่ยังคงปิดกั้นประสบการณ์การรับรู้ในแบบที่ควรจะเป็น เพื่อความเข้าใจในเรื่องราวมากขึ้น พื้นที่นิทรรศการจึงควรถูกจำลองให้เสมือนอยู่ในอวกาศจริงๆ เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่สนุกสนานและน่าจดจำให้กับผู้ชม
"ถ้าเราไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ก็จะได้ดูสิ่งของจำลอง อ่านป้ายนิทรรศการ ทุกอย่างอยู่แค่ในระดับสายตาลักษณะของพื้นที่ก็ยังคงเป็นห้องปิดที่มีพื้น มีผนัง ผมรู้สึกว่าพื้นที่ทำให้ไม่อินไปกับเนื้อหา ผมจึงออกแบบให้พื้นที่เรียนรู้ในโซนจักรวาล (Universe zone) ชั้นบน ไม่ต้องมีพื้น แต่มีสะพานเป็นทางเดินเชื่อมเข้าไปในห้องนิทรรศการต่างๆ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเราเดินล่องลอยอยู่ในอวกาศ"

คอนเซ็ปต์ในการออกแบบที่อยากให้อาคารดูลอยตัว ช่วยขับเน้นความเป็นอวกาศยิ่งขึ้น วินจึงออกแบบให้เป็นโครงสร้างแบบทรัส (Truss) แทนการใช้เสามาเป็นโครงสร้างหลักของอาคาร รวมถึงการออกแบบพื้นที่ภายในห้องนิทรรศการต่างๆ ที่สร้างอิสระในการรับชมมากกว่าการนั่งฟังวิดีโอบรรยาย จึงมีการเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาในการออกแบบเพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ประสบการณ์จำลองของอวกาศ ช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องราวที่เรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน "ยกตัวอย่างเช่น ตรงพื้นที่ทางเดินเปลี่ยนถ่ายจากห้องนิทรรศการชั้นล่างไปยังโซนจักรวาลซึ่งเปรียบเสมือนรูหนอน มีการเลือกใช้เทคโนโลยีไปโปรเจกต์ลงบนพื้นและผนังโดยรอบ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังจะวาร์ปไปอีกพื้นที่หนึ่ง"
พิพิธภัณฑ์เป็นแลนด์มาร์คให้เมือง
วินเล่าในมุมมองของเขาว่าพิพิธภัณฑ์ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และควรมีฟังก์ชันการใช้งานอื่นๆ ที่หลากหลายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมเข้ามาพิพิธภัณฑ์มากขึ้น กลายเป็นแลนด์มาร์กและพื้นที่สาธารณะให้กับเมืองอีกด้วย
GUNDAM Amusement Knowledge Center
สวนสนุกเพื่อการเรียนรู้กันดั้ม
ออม-วศิน พิสุทธิ์พิเชฎฐ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ธีสิสชิ้นนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจในของเล่นเป็นทุนเดิม ผนวกกับช่วงที่ต้องส่งหัวข้อธีสิสตรงกับช่วงที่ออมฝึกงานอยู่ญี่ปุ่น ประเทศซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดของกันดั้ม (Gundam) จึงเกิดแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำโครงการที่เกี่ยวกับกันดั้มขึ้นมา!
"เมื่อผมศึกษาเกี่ยวกับกันพลา (Gunpla) หรือการทำของเล่นกันดั้มพลาสติก ซึ่งนับเป็นงานฝีมือในระดับประกวด ก็พบว่ามีแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่ชุมชนให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบการทำกันพลามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน แต่ยังไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจอย่างจริงจัง เลยจุดประกายให้ผมออกแบบโครงการสวนสนุกเพื่อการเรียนรู้กันดั้มแห่งนี้"

พิพิธภัณฑ์ต้องถ่ายทอดความสนุก มีแรงดึงดูด …โดยสถาปัตยกรรมจะช่วยขับเน้นเรื่องราวออกมาได้
ความตั้งใจของออมที่อยากให้เกิดขึ้นในโครงการนี้คือ การเรียนรู้และความสนุกต้องเป็นของคู่กัน เขาจึงออกแบบให้ภายในอาคารเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับการทำกันพลา ส่วนพื้นที่ภายนอกเป็นสวนสนุก
เขาพูดถึงการออกแบบว่า "แหล่งเรียนรู้ที่ถ่ายทอดได้น่าสนใจ ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบและการใช้สถาปัตยกรรมเข้าช่วย" เขาจึงออกแบบให้ทุกองค์ประกอบของอาคารเป็นตัวเล่าเรื่องราว โดยอ้างอิงจากฉากในเรื่องกันดั้มออกมาเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ได้แก่ เสา อาคาร ฟาสาด (facade) และวัสดุ รวมไปถึงรูปร่างอาคารนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวละครอามุโร่ เรย์ (Amuro Ray) เพื่อให้คนที่มาเยี่ยมชมสามารถดื่มด่ำกับเรื่องราวและเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ได้

พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้
ความตั้งใจของเขาที่นอกจากจะให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกสนานแล้ว ยังอยากให้เป็นพื้นที่รวมตัวของคนที่ชื่นชอบกันดั้มได้มาทำความรู้จักกัน รวมถึงดึงดูดให้ผู้คนทั่วไปมาทำความรู้จักกับกันดั้มและการทำของเล่นกันพลาเพิ่มมากขึ้น คงจะนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย
"ผมอยากจะเห็นป๊อปคัลเจอร์ในบ้านเรากลายมาเป็นคอนเทนต์ในการออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้มากขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราว วัฒนธรรมใหม่ๆ ออกไปให้สังคมได้รับรู้"
ในมุมมองของเขาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้คือตัวนำเสนอเรื่องราว เปรียบเสมือนกับสื่ออย่างหนึ่งถ้ามีการออกแบบพิพิธภัณฑ์ให้นำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ ได้อย่างน่าสนใจมากขึ้น คงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองเดิมๆ ที่ผู้คนมีต่อพิพิธภัณฑ์ไม่มากก็น้อยว่า พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและน่าเบื่ออีกต่อไป
CEMETERY I The Museum of Life
สุสาน I พิพิธภัณฑ์แห่งชีวิต
นีร- อันนา วรรธนะสิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นีรสร้างสรรค์ผลงานออกแบบที่จะชวนให้เราย้อนนึกว่า สุสาน สถานที่ซึ่งทุกคนล้วนมองข้าม แท้จริงแล้วสามารถกลับกลายเป็นพื้นที่สาธารณะแบบใหม่ ที่ชวนให้เราฉุกคิดถึงความเป็นจริงที่มีอยู่ว่า การตายอาจไม่ใช่แค่การสูญสลายหายไปของบุคคลแต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพื่อแสดงถึงการมีอยู่ของบุคคลเหล่านั้น
"เรามองว่าสุสานเป็นเรื่องย้อนแย้ง การมีอยู่ของสุสานคือเพื่อคนเป็นหรือคนตายกันแน่ บางคนอาจจะมองว่าเป็นการเปลืองพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองและดูไม่มีความจำเป็นต้องกินพื้นที่ขนาดนั้น เลยเกิดเป็นคำถามว่าเราสามารถทำให้สุสานกลายเป็นมากกว่าแค่สุสานได้ไหม จึงสนใจทำเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชีวิตขึ้นมา"

พิพิธภัณฑ์ที่สร้างแรงบันดาลใจก่อน มอบความรู้ทีหลัง
นีรเล่าว่าเธอตั้งใจออกแบบเพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สื่อสารผ่านประสบการณ์เป็นหลัก "เราอยากให้ผู้ชมดื่มด่ำกับบรรยากาศและใช้เวลาในการสำรวจสุสานอย่างเต็มที่ จึงเน้นไปที่ประสบการณ์มากกว่าการให้ข้อมูล เลยเลือกใช้เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic information) สำหรับให้ผู้ชมสแกนเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ไม่ได้เป็นการบังคับ เพราะแต่ละคนมีวิธีการสำรวจพื้นที่แตกต่างกันไป" โดยให้คนที่เข้ามาในพื้นที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและตระหนักรู้ถึงความตาย ดังนั้นการให้ข้อมูลความรู้หนักๆ จึงกลายเป็นเรื่องรอง เพื่อไม่ให้ขัดต่อประสบการณ์รับรู้ในระหว่างชมพิพิธภัณฑ์
"พอเข้ามาในสุสานผู้ชมจะมองเห็นสุสานตั้งแต่แรก จากนั้นค่อยเดินลดระดับลงไปเรื่อยๆ และถูกลดการรับรู้ลงโดยมีผนังกั้นสูงขึ้นทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ผู้ชมได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อนใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ ขึ้นมาสู่ระดับดินและได้พบกับพื้นที่สุสานอีกครั้ง ซึ่งเราคิดว่ามุมมองที่มีต่อสุสานน่าจะเปลี่ยนไปจากแรกเริ่มที่เดินเข้ามา"

ผู้ชมได้รับรู้คุณค่าในหลายแง่มุม
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการที่สุสานกลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่สามารถแชร์กันได้ทั้งคนเป็นและคนตาย สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย เนื่องจากที่ตั้งอยู่บริเวณสุสานโปรเตสแตนต์ย่านเจริญกรุง เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงไม่ใช่บุคคลที่ควรถูกลืม แต่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ เพื่อให้คนเป็นได้เข้ามาตระหนักถึงความจริงของชีวิตและใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวในอดีต
ด้วยความที่เป็นสุสานคริสต์แต่อยู่ท่ามกลางชุมชนชาวอิสลามในย่านเจริญกรุง การมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอาจก่อให้เกิดการยอมรับในต่างวัฒนธรรมและช่วยให้คนเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมอื่นๆ มากยิ่งขึ้นอีกด้วย "เราคิดว่าการมีอยู่ของสุสานแสดงถึงความเชื่อของคนในสังคมว่ามนุษย์เรามีความห่วงใยกัน ระลึกถึงกันอยู่แม้จะจากไป ดังนั้นการผลักดันให้สุสานกลายเป็นพื้นที่สาธารณะจะทำให้คนได้ฉุกคิดถึงวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ มากขึ้น"