ปั๋น Riety ในวันที่เห็นโลกกลมขึ้น หลังการสำรวจรัฐไทยบนเส้นทางรถไฟ

    happening เคยสัมภาษณ์ ปั๋น-ดริสา การพจน์ หรือ ปั๋น Reity ถึงแนวคิดและมุมมองการทำงานในแต่ละบทบาทของเธอ ทั้งฐานะศิลปิน นักแสดง นักสร้างคอนเทนต์ ที่มีความเข้มข้น หลากหลาย และอาศัยทักษะรอบด้านในการสร้างสรรค์ผลงานมาก่อน ในบทความ ปั๋น Riety - บทสนทนาที่ว่าด้วยการเติบโต การงาน และการใช้ชีวิต

    เมื่อเราได้มาเจอปั๋นอีกครั้ง แม้ในระยะเวลาห่างกันไม่นาน แต่กลับรู้สึกว่าเธอเติบโตขึ้นมากหลังกลับมาจากการเดินทางในประเทศโดยรถไฟติดต่อกัน 12 วัน เพื่อทำคอนเทนต์ 'นั่งรถไฟตาม(หัว)ใจ จากเหนือจรดใต้ประเทศ' แบบที่ดูเพลิน ดูสนุก แล้วยังได้มุมมองที่บอกเล่าความเป็นศิลปะ วัฒนธรรม และผู้คน ที่หลากหลายใน 'รัฐไทย' แห่งนี้ อย่างที่ยังไม่มีใครนำเสนอมาก่อน
'นั่งรถไฟตาม(หัว)ใจ จากเหนือจรดใต้ประเทศ' EP.1 ศิลปะล้านนา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง

    หลังจากดูคอนเทนต์ของเธอแล้ว เราเห็นประเด็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงชวนปั๋นนั่งคุยถึงที่มาของการทำโปรเจกต์ ประสบการณ์ และความประทับใจจากการเดินทาง ที่เธอถึงกับบอกว่า ทำให้มองเห็นโลกกลมขึ้นกว่าที่เคย...

ช่วยเล่าถึงที่มาของโปรเจกต์นี้ให้ฟังสักหน่อย?
    ด้วยความที่แชแนลศิลปะของปั๋นเป็นเอดูเทนเมนต์ที่เบสออนการวาดรูปของปั๋นเอง แล้วหลังๆ มันเริ่มต้องดิ้นรนพอสมควร เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบศิลปะแล้วอยากจะลงมือวาด บางทีก็มีคนที่ชอบเสพเรื่องราวที่เกี่ยวกับศิลปะ ซึ่งตอนนี้ปั๋นรู้สึกว่าตัวเองก็มีความสามารถในการเล่าเรื่องให้คนฟังได้ ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เอาทั้งหมดที่มี ไปเล่าเรื่องศิลปะในมุมที่ปกติแล้วคนไม่อยากฟัง
    เราก็เลยคิดกลับไปว่าเรื่องอะไรที่คนไม่อยากฟังมากที่สุด จากความคิดของตัวเองนี่แหละค่ะ จำได้ว่าสมัยเด็กพ่อชอบพาไปเที่ยว แล้วเวลาเขาพาไปวัดเราก็เบื่อ อีกแล้วเหรอ วัดก็หน้าตาเหมือนกันหมดเลย ซึ่งตอนเด็กๆ ปั๋นเคยมีช่วงที่แอนตี้ศิลปะไทยมาก ถึงขั้นที่บอกว่า "โตไปฉันจะเป็นศิลปินที่ไม่ทำงานเกี่ยวกับความเป็นไทยเลยแม้แต่นิดเดียว" แล้วเราก็เจอเด็กหลายๆ คนที่คิดแบบเดียวกัน เราก็กลับมาคิดว่า มันสามารถถ่ายวัดให้สวยได้ไหมนะ เลยลองทำโปรเจกต์ที่เราจะพาชมศิลปวัฒนธรรมแบบที่มันยากหน่อยดีกว่า เพราะยิ่งยากคนก็จะยิ่งอยากรู้ โดยเลือกศิลปวัฒนธรรมแบบท้องถิ่นที่บ้านๆ ของไทยมาห่อหุ้มใหม่ ด้วยวิธีการพูดของปั๋น เพลงดีพเฮ้าส์ที่มีความเป็นอิเล็กโทรนิกส์ดูทันสมัย แล้วเลือกถ่ายในมุมมองที่มันดูโมเดิร์นไปเลย
ตอนแรกที่บอกว่าเคยปฏิเสธศิลปะไทยมาก่อน แล้วอะไรทำให้ปั๋นหันกลับมามองมันอีกครั้งหนึ่ง?

    น่าจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ไปต่างประเทศไม่ได้ (หัวเราะ) พอเราไปเที่ยวด้วยตัวเอง เราก็เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ มากขึ้น แล้วสุดท้ายคนเรามันต้องมีรากเหง้าเนอะ เดิมตอนที่ปั๋นเด็กกว่านี้ ปั๋นอาจจะเชื่อเรื่อง globalization ว่ามันจะทำให้เป็น one world one nation ที่คัลเจอร์ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ต่อให้มันเกิดขึ้นจริง ทุกคนก็ยังคงมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตัวเองที่มีคติ ความเชื่อ หรืออะไรบางอย่างที่ติดตัวไปในอนาคตอยู่ดี

คอนเสปต์การทำงานคืออะไร ทำไมถึงจำกัดเวลาแค่ 12 วัน และใช้วิธีเดินทางโดยรถไฟ?
    หลักการเวลาทำงานศิลปะของปั๋นคือ ปั๋นจะจับสิ่งที่ขัดแย้งกันมานำเสนอในงาน เช่น ปกติปั๋นจะทำงาน gorgeous horror คือเป็นงานที่สวยมากแต่มีความสยอง คล้ายๆ กับงาน Vein/Vain ที่ปั๋นเคยทำก่อนหน้านี้ ในงานชิ้นนี้ปั๋นจะจับเอาการเดินทางที่รู้สึกว่าลำบากและไม่สวยแน่ มาใส่กับความสวย คือเราจะถ่ายรถไฟให้สวยให้ได้ เราจะถ่ายวัดไทยให้ดูสวยให้ได้ เป็นโจทย์ที่จะทำทุกอย่างที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ถ่ายออกมาให้ดีให้ได้ แล้วเวลาทำแบบนี้เราจะได้สิ่งที่เหนือความคาดหมายค่ะ
    ส่วนที่เลือกไป 12 วัน เพราะปั๋นมีถ่ายซีรีส์ปิดหัวปิดท้าย เลยไปได้แค่ตรงนั้น แล้วก็มีโจทย์คืออยากไปเหนือจรดใต้ประเทศ แต่ว่าช่วงกลางทริปมีงานแฟชั่นโชว์ที่ภูเก็ต ที่ปั๋นรับไปแล้วจะต้องไป ดังนั้นภูเก็ตจึงอยู่นอกเส้นทาง ต้องนั่งรถบัสเพราะไม่มีรถไฟไป เลยเกิดการเดินทางจากตรงนี้ไปตรงนั้นบ้าง พอปั๋นได้เส้นทางการเดินทางทั้งหมดแล้ว ค่อยมาแบ่งเป็นอีพีต่างๆ
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมล้านนา วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง
การเดินทางครั้งนี้มีอะไรที่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของปั๋นบ้าง?
    เป็นครั้งแรกที่นอนบนรถไฟชั้น 3 เป็นครั้งแรกที่กินอาหารหลายอย่าง แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ลองไหว้พระค่ะ 
    สิ่งหนึ่งที่เข้าใจคือ คำว่าตู้รถไฟชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 มันคือการแบ่งชนชั้น และในสังคมเราก็มีการแบ่งชนชั้นอย่างนั้นอย่างชัดเจน คือคนอย่างเราๆ อาจจะเป็นคนตู้รถไฟชั้น 2 เราไม่ใช่คนที่อยู่บนตู้รถไฟชั้น 1 เราไม่ได้เป็นอิลิท แต่เราเลือกที่จะไปเที่ยวตู้รถไฟชั้น 3 ก็ได้ เป็นการพักร้อนสั้นๆ ที่ลองสัมผัสชีวิตความลำบากของเขาว่าเป็นยังไง แล้วเราก็รู้สึกว่าสนุกจัง แต่สำหรับคนบางคน มันคือความจริงทุกวันที่เขาต้องเจอ แล้วเขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่สามารถไปนั่งรถไฟชั้น 1 ได้ ไม่สามารถไปนั่งชั้น 2 ได้ ก็รู้สึกว่ามองโลกกลมมากขึ้น
    ส่วนครั้งแรกที่ลองไหว้พระอาจจะแปลกนิดนึง เพราะเป็นสิ่งที่คนอื่นทำทั่วไปใช่ไหมคะ แต่เดิมปั๋นเป็นคริสเตียน จากนั้นปั๋นก็เป็น atheist (แนวคิดไม่เชื่อในพระเจ้า) แล้วรู้สึกว่าเราจะไม่เชื่ออะไรเหมือนเมื่อก่อน ทีนี้พอไปทริปครั้งนี้ ปั๋นก็ได้เจอคนที่เขามีศรัทธาจริงๆ พอเห็นความเป็นอยู่ของเขาก็เริ่มเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงต้องศรัทธา เราอยากเข้าใจเลยลองไหว้ดู ทีนี้ด้วยความที่ปั๋นบินโดรนด้วยแหละ มีอยู่ครั้งนึงไปป่าแล้วมีคนบอกว่า "ลองไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาก่อนบินโดรนดูสิ" ก็เลยลองไหว้ มันก็แปลกดีเนอะ รู้สึกว่าทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่ได้ลองไหว้ก่อนบิน
เหมือนการไปทำคอนเทนต์ครั้งนี้ ได้เห็นอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากแผนที่วางไว้ด้วยใช่ไหม?

    เรามีวิธีแก้ปัญหาที่มองจากตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนคนรอบตัวบางทีบอกว่า ทำไมเธอพูดกับคนอื่นแล้วเหมือนเธอออกคำสั่งตลอดเวลา ปั๋นไม่เข้าใจ เพราะรู้สึกว่าเราก็ปกติ จนพอไปเหนือจรดใต้ 12 วัน รู้สึกเลยว่าเราเข้าใจใจเขาใจเรามากขึ้น คือเมื่อก่อนสมมุติเราเจอปัญหาเราก็จะเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า "ขอโทษนะคะ ตั๋วหนูใช้ไม่ได้ ทำไมตั๋วหนูถึงใช้ไม่ได้คะ" ตอนนี้จะเปลี่ยนเป็น "ขอโทษนะคะคุณลุง หนูไม่รู้ว่าหนูทำอะไรผิดรึเปล่า แต่ว่าตั๋วหนูใช้ไม่ได้เลย พอจะช่วยหนูได้ไหมคะ" เข้าใจคนมากขึ้นแหละ

การเดินทางครั้งนี้น่าจะได้เจอองค์ประกอบอะไรที่เป็นศิลปะเยอะ มีวิธีการเลือกนำมาใช้ในเนื้อหาอย่างไร?

    ปั๋นจะเลือกของท้องถิ่นที่เด่นที่สุดของที่นั่น เช่น ล้านนาเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ปั๋นก็จะพยายามมองหากาแล หรือ ตัวประดับกระจก ตามหาวัดที่เก่า หรือ ได้รับการบูรณะน้อย อย่างตัววัดที่ไปล่าสุดต่อให้เป็นพระธาตุลำปางหลวง แต่จริงๆ ก็ยังจะมีองค์ประกอบช่อฟ้าที่เป็นของภาคกลางไม่ใช่ของล้านนา ก็ห้ามไม่ได้ที่วัฒนธรรมมันจะไหลไป หรือตอนที่ไปอีสานซึ่งเป็นศิลปะล้านช้าง ก็จะมองหางานแกะสลักไม้แบบแท้ๆ จนไปเจอหอไตรกลางน้ำหลังนึงซึ่งเก่าแล้ว ลายแกะสลักเลือนๆ หน่อย อย่างภาพเขียนผนังวัดของภาคอีสานเขาได้อิทธิพลของภาคกลางเยอะแล้ว เพราะว่าตอนหลังเขาตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาใช่ไหมคะ หลังจากที่ศิลปินวาดภาพเทพธิดาหรืออะไรเสร็จแล้ว เขาจะวาดคนเป่าแคน คนเล่นควาย คนเมาเหล้าอะไรอย่างนี้

เป็นอารมณ์ขันของศิลปินใช่ไหม?

    ใช่ๆ แล้วเราก็เจอ ปั๋นพยายามเข้าใจบริบทของศิลปะภาคนั้นก่อน ว่าเดิมเขาเป็นอาณาจักรอะไร เขาโดนใครยึด เขามารวมเป็นรัฐไทยได้ยังไง แล้วหลังจากมารวมเป็นรัฐไทยแล้วเขาโดนเปลี่ยนอะไรบ้าง เราพยายามมองหาสิ่งเก่าให้เจอ

มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกไว้ด้วย มีการหาข้อมูลมาอ้างอิงอย่างไร?

    เวลาอ่านหนังสือเราจะเป็นคนจำได้ แล้วก็เอามาเชื่อมโยงว่า เอ๊ะ! สองอันนี้มันมาจบกันยังไงนะ แล้วด้วยความที่เนเจอร์ของประวัติศาสตร์ไทยจะไม่ค่อยมีการจดบันทึกที่ชัดเจน เรามักจะต้องเลี่ยงไปใช้คำว่าตำนานหรือพงศาวดาร ปั๋นจะกลัวมากว่า ต่อให้ปั๋นให้ข้อมูลด้านไหนไป มันจะขัดกับตำราหนึ่งเสมอ ปั๋นเลยไปปรึกษาอาจารย์ไปเลย ปั๋นจะได้อ้างอิงได้ว่าข้อมูลมาจากอาจารย์คนนี้ (ซึ่งเธอให้เครดิตข้อมูล อ.วงษ์ศวัส วงษ์ประเสริฐ ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา และวิกิพีเดีย ไว้ในตอนแรกด้วย)

หลังจากกลับมาแล้ว ปั๋นได้รับประสบการณ์อะไรจากทริปนี้บ้าง?
    เรื่องการมองโลกกลมขึ้นก็สำคัญ แต่นอกจากนั้น หนึ่ง ได้รู้สึกว่าตาของตัวเองมีประโยชน์เป็นครั้งแรก จากสิ่งที่เรามอง สิ่งที่เราชอบ เรื่องที่เราอ่าน อย่างเมื่อก่อนจะชอบโดนบอกว่าเป็นอีประหลาด จะรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม ทำให้เรารู้สึกว่าเรารู้เรื่องที่มันไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตู้เย็นถอดมาล้างได้ แต่เรารู้ว่าตัวนี้เรียกว่า ตัวเหงา เมื่อก่อนคงมีคนถามว่า รู้ไปทำไม แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าตาเรามีประโยชน์ ก็รู้สึกดี
    สอง รู้สึกว่าประเทศไทยจริงๆ แล้วอายุสั้นมาก ถ้าเราไม่จำกัดความไทยแบบไทย หรือ ไทยแบบสยาม บริเวณนี้ก็มีเรื่องให้เล่าอีกเยอะ ซึ่งเราอยากจะเล่าเรื่องที่ไม่อยู่ในหนังสือในบทเรียน แต่เราก็ไม่อยากเล่าเรื่องให้ไปขัดกับใคร เพราะพอเราอ่านประวัติศาสตร์เยอะๆ เข้า เราก็เข้าใจว่าทุกการกระทำมีเหตุผล 
    สามคือ เรื่องการเคารพความเชื่อของคนอื่นมากขึ้น เมื่อก่อนถ้าคนบอกให้ไหว้ก่อนที่จะบินโดรนสิ จะด่าให้ "ไหว้ทำไมวะ" มาตอนนี้ก็รู้สึกว่า ถ้าเราไหว้แล้วทีมเราสบายใจก็ดี
    สุดท้ายเป็นประสบการณ์ส่วนตัวมากเลย คือมีช่วงนึงที่ปั๋นอยู่ที่ พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน แล้วปั๋นเจอเรื่องที่เสียใจมากๆ พอดี วิธีการไหว้พระธาตุหริภุญชัยคือ เราต้องเดินวนรอบพระธาตุ 3 รอบ ก่อนที่จะไหว้ได้ ตอนนั้นเป็นตอนเที่ยงวัน พื้นกระเบื้องเป็นพื้นร้อนฉ่าเลย แดดตรงหัว ทุกคนคือใส่รองเท้าแตะเดินกางร่ม คนก็เดินไม่ครบรอบเพราะมันร้อนจริงๆ ตอนนั้นปั๋นรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมาก ก็เลยเดินเท้าเปล่า แล้วถามตัวเองไปว่า "นี่เราเจ็บที่เท้าหรือเจ็บที่ใจมากกว่ากัน" แล้วรอบแรกก็รู้สึกว่าเจ็บที่ใจ จนไม่รู้สึกเจ็บที่เท้าเลย รอบที่สอง เท้ากูเริ่มเจ็บแล้ว รอบสามคือสปีดแล้ว เลยได้ความรู้สึกที่ว่า ทุกๆ ปัญหา ในตอนแรกมันจะเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ระหว่างเดินทางบางทีก็เจอปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าเยอะ ปฏิกิริยาแรกคือเสียใจ เจ็บปวด พอมาคิดดูดีๆ ร่างกายเรายังอยู่ดี เราเดินทางขนาดนี้เรายังไม่เจ็บไม่ป่วย เราทำงาน เรามีชีวิตอยู่มาจนอายุขนาดนี้ ร่างกายเรายังครบ สติเรายังสมบูรณ์ เรายังไปต่อได้อีก ก็เลยรู้สึกเห็นคุณค่าของร่างกายตัวเอง ชีวิตตัวเอง มากขึ้น
สีสันสดใสที่เธอมองเห็นอยู่ทั่วไปในพระนครศรีอยุธยา ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่สีน้ำตาลจากซากปรักหักพังของโบราณสถานอย่างที่ใครๆ คิด
การเดินทาง 12 วัน เห็นข้อดีข้อเสียอะไรของการเดินทางโดยรถไฟบ้าง?
    พนักงานการรถไฟดีหมด ดีมาก ปั๋นรู้สึกว่าเขาพยายามมากจริงๆ รถไฟสถานีต้นทางเขาจะออกตรงเวลาเสมอถ้าทำได้ แล้วสถานีปลายทาง ปั๋นยังไม่เคยเจอรถที่เลทเกินหนึ่งชั่วโมง แค่ว่าภาคเหนือพนักงานและผู้คนจะนุ่มนิ่มกว่าภาคใต้ คนภาคใต้ลักษณะเขาคือคนภาคใต้ ไม่ต้องตกใจ จะพูดเร็วกว่านิดนึง 
    และเวลาเรานั่งรถไฟระยะสั้นมันไม่มีรถแอร์ค่ะ จริงๆ มีรถแอร์แต่มันไม่ใช่รถนอนสบาย เป็นรถชั้น 2 ชั้น 3 ซึ่งถ้าเกิดคนเป็นภูมิแพ้ง่ายๆ แพ้ฝุ่นอะไรอย่างนี้ ปั๋นแนะนำให้นั่งชั้น 3 ไปเลย ดีกว่านั่งชั้น 2 ที่เป็นแอร์ อาจจะด้วยอากาศที่ไม่หมุนเวียน เพราะปั๋นไปนั่งแล้วปั๋นเป็นผื่นตรงชั้น 2 มากกว่าชั้น 3 อีก 
    ในคลิปปั๋นอาจจะดูเหมือนเฮฮาไม่ระวังตัว แต่ทุกคืนตอนนอนพวกปั๋นมีโซ่ล่ามกระเป๋า ล่ามอุปกรณ์ทุกอย่างติดกับตัวเอง นอนกอดอุปกรณ์ คือเราไม่ได้คิดว่ามันจะไม่ปลอดภัย แต่ว่าถ้ามันเกิดอะไรไม่คาดคิดของหายขึ้นมา ทั้งทริปเราบรรลัยไปเลย ถ้าเป็นผู้หญิงยังไงก็ต้องระวังตัวตลอดเวลา มันมีตู้รถไฟสำหรับผู้หญิงล้วน แต่ปั๋นจองไม่ทันก็นอนตู้รวมแหละ ปั๋นจะมองรอบข้างตัวเองตลอดว่าคนที่นอนรอบข้างเราเป็นใครเตียงสองข้างเป็นยังไง พนักงานการรถไฟพักอยู่ตรงไหน ถ้าเราต้องการความช่วยเหลือเราไปตรงไหนได้ ทางหนีทีไล่ทุกอย่างคืออะไร เหมือนตอนเราขึ้นเครื่องบินแล้วเรามองทางออกที่ใกล้เราที่สุดอยู่ตรงไหน 
    แล้วก็อย่าประมาท สนุกได้ คือปั๋นเคยขับรถเร็วนิดนึง แล้วรถไปฟาดชนอะไรเข้า ทำให้ทั้งทริปมันไม่สนุกเลย มันคือความประมาทแค่เสี้ยวเดียวของเรา ทำให้วันที่ควรจะสนุก กลายเป็นวันที่ไม่สนุก 
    และคนพื้นที่คือคนที่ช่วยเราได้ดีที่สุด ข้อมูล มีปัญหาอะไรอย่างนี้ คนไทยใจดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว มีปัญหาอะไรก็บอกคนพื้นที่
การเดินทางจากเหนือจรดใต้ มองเห็นอะไรที่แตกต่างในสถานที่แต่ละแห่งบ้าง?
    ภูมิอากาศประเทศเรามันเหมือนจะคล้ายกันหมดใช่ไหมคะ แต่พอดูจริงๆ ลักษณะทิวเขาไม่เหมือนกัน ทิวเขาภาคเหนือกับต้นไม้เป็นอีกแบบ พอมาถึงภาคอีสาน ภูเขาจะเป็นลักษณะเทือกเขาสูงเป็นหินตัดอีกแบบนึง พอเริ่มเข้าภาคใต้ภูเขาจะเป็นอีกแบบนึง มีต้นมะพร้าว อันนี้คือเรื่องวิวข้างทาง
    สอง คือเรื่องของภาษา ถึงในคลิปปั๋นจะพูดภาษากลาง แต่ทุกภาคที่ปั๋นไป ปั๋นจะพยายามพูดภาษาถิ่นกับเขาให้ได้มากที่สุด รู้แหละว่าพูดไม่ได้ดีหรอก แต่ว่าอยากเข้าใจ อยากเป็นส่วนหนึ่งของเขา อยากให้เขารู้ว่าเราสนใจสิ่งที่เขาเป็น แล้วก็สแลงต่างๆ บางทีมันมาจากความคิดพื้นฐานของแต่ละภาคก็มีค่ะ อย่างพอไปถึงอีสานเขาจะมีสแลงที่เกี่ยวกับเรื่องผีเยอะเหมือนกัน 
    แล้วก็เรื่องของอาหารชัดเจนค่ะ ปั๋นเป็นคนที่ซีเรียสมาก ถ้าเราไปภาคไหนเราต้องไปกินอาหารของภาคนั้น แม้ว่ารสชาติจะเผ็ดเกินกินเท่าไรก็ตาม บางทีปั๋นก็เซอร์ไพรส์ เช่น ตอนที่ปั๋นไปภาคเหนือ อาหารเหนือเผ็ดเฉย ตอนแรกคิดว่าจะไม่เผ็ด ไปถึงอุบลราชธานีตอนแรกคิดว่าจะต้องเจอเผ็ดสุดแน่ ปรากฏว่าอาหารที่เด่นคือก๋วยจั๊บญวน เพราะคนญวนอยู่เยอะ พอไปถึงภาคใต้ อันนี้เผ็ดจริง เผ็ดแบบไปสูดไม่มีหยุดยั้ง ขนาดจะพยายามพักกินคุกกี้แล้ว ก็เป็นคุกกี้ใส่พริกไทย คือปกติปั๋นเป็นคนไม่กินเผ็ด แล้วพอไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะเป็นเรื่องของอาหารอินโดที่หวานเลี่ยน ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นรสชาติที่ไม่ถูกปากปั๋น แต่ก็พยายามกินเพราะว่าเขากินกันแบบนี้ เรากินได้
    การตามปั๋นไปสำรวจศิลปะที่อยู่ในวัดวาอาราม สถานที่ทางธรรมชาติ เดินดูผู้คนในเมือง นั่งรถออกไปนอกเมือง ขึ้นเขา ลงน้ำพุร้อน ชิมอาหารอร่อย และสัมผัสกับวัฒนธรรมที่น่าทึ่งในแต่ละท้องถิ่น อาจจะเป็นโปรเจกต์ที่กระตุ้นให้หลายคนอยากออกเดินทางตามรอยเธอบ้าง แต่ด้วยสายตาคู่นั้นของปั๋นทำให้เรามองเห็น งานศิลปะชิ้นเยี่ยมจากช่างฝีมือท้องถิ่น องค์ประกอบศิลป์และสีสันใหม่ๆ ในสิ่งที่คุ้นตา พร้อมไปกับการตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป 
    การเดินทางครั้งนี้เหมือนเป็นการปูเส้นทางการสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ของเธอ ซึ่งเธอเล่าว่าทริปต่อไปจะเป็นการเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตก และหยิบยกเรื่องราวของภาษา 14 ภาษาที่กำลังสาบสูญไปจากประเทศไทย มาบอกเล่าให้ฟังกันบ้าง "จริงๆ เราสนใจมานานแล้ว ความสนใจของปั๋นมีทั้งวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แต่เมื่อก่อนปั๋นไม่รู้ว่าปั๋นจะเอาทุกอย่างมารวมกันได้ยังไง จนตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าเราสามารถถ่ายแบบนี้ได้นะ ประสบการณ์ที่มากขึ้น ทำให้เราเอาสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้มากขึ้น"
    ซึ่งนั่นจะทำให้เราได้ชมอะไรสนุกๆ จากมุมมองของเธอมากขึ้นอีกด้วย

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ