เงินตรา: อดีตกาลในงานออกแบบ

    'ทำไมนักท่องเที่ยวจึงรักวัดพระแก้วและชอบมาเที่ยวที่อยุธยา?'

    คำถามนี้ผุดขึ้นในใจของ ปุ้น-เงินตรา ขันทอง ขณะทำหน้าที่เป็นไกด์พานักท่องเที่ยวไปทำความรู้จักเรื่องราวประวัติศาสตร์ตามโบราณสถานในเมืองอยุธยา เธอมุ่งหาคำตอบอยู่นานก่อนจะพบว่า สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยน่าหลงใหล คือ เรื่องราวความเชื่อและงานศิลปะที่ส่งต่อความประณีตงดงามจากอดีตมาถึงปัจจุบัน

    จากโบราณสถานอันงดงามกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ปุ้นสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องประดับร่วมสมัยทำมือคุณภาพดีที่มีชื่อเป็นเอกลักษณ์ว่า 'เงินตรา'

    "คำว่า เงินตรา มาจากชื่อจริงของปุ้นเอง ชื่อนี้คุณตาและคุณยายเป็นคนตั้งให้เรา ตอนแรกไม่อยากใช้ชื่อตัวเองเลย เขิน แต่มีอาจารย์แนะนำว่าชื่อเราค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แล้วงานนี้เราก็ตั้งใจทำให้มันเป็นตัวตนของเราจริงๆ เราก็เลยคิดว่าถ้าใช้ชื่อเราเองเป็นชื่อแบรนด์เลย ก็น่าจะดีเหมือนกัน"

    แบรนด์เงินตรานำเสนอเครื่องประดับเงินเป็นหลัก โดยผสมผสานความงามของงานออกแบบและวิถีชีวิตในอดีตไว้ด้วยกัน คอลเลกชั่นแรกนี้ ปุ้นได้แรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะในยุคอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์

    ตัวอย่างเช่น ซุ้มแก้ว คือชิ้นงานแรกที่เธอนำเอกลักษณ์ของบัวหัวเสาประดับกระจกของพระมณฑปภายในวัดพระแก้ว มาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นแหวน หรือ มณฑารพ แหวนและสร้อยเข้าเซ็ตซึ่งเป็นสินค้าขายดีของแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกมณฑารพ ดอกไม้จากสรวงสวรรค์ที่มักปรากฎอยู่บนจิตกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ

    "เอกลักษณ์ของแบรนด์เราคือ เรามีการสอดแทรกเรื่องราวประวัติศาสตรไว้ภายในชิ้นงาน ส่วนตัวเราเป็นคนแพ้ทองเหลืองและทองแดง เลยอยากทำเครื่องประดับที่ลูกค้าใส่แล้วไม่แพ้ จึงเลือกเป็นเครื่องเงิน โดยเราจะทดลองใส่ด้วยตัวเองก่อนว่าแพ้ไหม อีกอย่างคือ ราคาชิ้นงานของเราค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้คน เพราะเราอยากให้คนได้งานเครื่องประดับที่มีคุณภาพและราคาไม่สูงมากนัก"

    แม้แบรนด์เงินตราจะพึ่งเริ่มวางขายสินค้าเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 แต่แท้จริงแล้ว ปุ้นใช้เวลานานกว่า 8 ปีในการสะสมประสบการณ์ทั้งด้านการออกแบบ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการหาทีมช่างคู่ใจที่ช่วยรังสรรค์ให้ชิ้นงานของเธอออกมาสวยงามตามที่คิดไว้

    ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว หลังจากที่ปุ้นเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาเครื่องประดับ เธอกับเพื่อนตัดสินใจทำแบรนด์ดีไซน์เล็กๆ ของตัวเอง จำหน่ายเคสโทรศัพท์และของตกแต่งน่ารักๆ ให้กับนักท่องเที่ยวในเอเชียทีค ควบคู่กับการเรียนรู้งานภายในโรงงานรับประดิษฐ์เครื่องประดับของเพื่อน

    "ตอนนั้นเอเชียทีคพึ่งจะเปิด เรากับเพื่อนก็ทำแบรนด์ดีไซน์ของตัวเองกัน พอดีเราอยากได้ความรู้เรื่องเครื่องประดับเพิ่มเติม เลยไปทำงานที่บ้านเพื่อน แล้วได้ศึกษาวิธีการดูเพชร ดูทอง และเบื้องหลังธุรกิจงานเครื่องประดับว่า มันต้องมีกระบวนการอะไรบ้างในการทำธุรกิจ"

    ปุ้นเล่าว่า การทำแบรนด์ครั้งแรกของเธอไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก เนื่องจากสินค้าไม่เหมาะกับความต้องการของท้องตลาด "ตรงจุดที่เราไปเปิดร้านมันเป็นตลาดนักท่องเที่ยว แต่เราเอางานที่เป็นสไตล์สวนจตุจักรไปเปิด เราควรจะขายของที่ระลึกมากกว่า แต่เรายังไม่มีประสบการณ์ด้วยเลยดูตลาดไม่ออกก็เลยต้องพับไป แล้วเปลี่ยนไปทำงานเป็นไกด์ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่ช่วงหนึ่ง พอเราได้เรียนเจาะลึกเรื่องประวัติศาสตร์ ได้เห็นผลงาน ความประณีต และวิธีคิด วิธีการออกแบบของคนในยุคโบราณ เราคิดว่ามันมีเสน่ห์มากๆ มันทำให้เราชอบประวัติศาสตร์มากขึ้น"

    การทำงานเป็นไกด์ทำให้ปุ้นได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษและได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการผู้คน เธอเข้าใจถึงความชอบความสนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ เธอยังเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และส่งผลงานการประกวด DMARK (Design Excellent Award) เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในการสร้างแบรนด์ดีไซน์อีกด้วย

    ระหว่างนั้นปุ้นยังใช้เวลาว่างในวันหยุดสุดสัปดาห์เปิดคอร์สสอนวาดรูปสำหรับเด็ก เธอบอกว่าการได้ทำงานกับเด็ก ทำให้เธอได้ขยายจินตนาการของตัวเองไปด้วย "เวลาเด็กๆ วาดภาพ เขาจะไม่มานั่งคิดว่ามันจะต้องเป็นแบบไหน เขาวาดในสิ่งที่เขาอยากวาด เขาอยากได้แจกันสีชมพู เขาก็ระบายสีชมพู อยากได้แจกันรูปอะไร เขาก็วาดรูปนั้น พอเราคลุกคลีอยู่กับพวกเขา มันก็ช่วยให้เราขยายความคิดของตัวเองออก เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากเลย"

    ฟังดูแล้วชีวิตของปุ้นก็เหมือนกับการเล่นเกมที่ค่อยๆ เก็บค่าประสบการณ์ในแต่ละด่าน มาเพิ่มพลังให้ตัวเองพร้อมสำหรับการสร้างแบรนด์ในอนาคต

    "เราคิดมาตลอดว่าอยากมีแบรนด์เครื่องประดับเป็นของตัวเอง ระหว่างที่เป็นไกด์เราก็ยังรับทำเครื่องประดับให้คนอื่นบ้าง ส่วนตัวเราเป็นคนชอบวางแผนและประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงมือทำ เราก็เลยพยายามเก็บประสบการณ์จากงานอื่นๆ เสริมทักษะที่มันจำเป็นสำหรับการสร้างแบรนด์นี้ เราพยายามวางแผนให้ดี เพื่อให้มันสามารถทำต่อเนื่องได้ ต่อให้มีเป็น 20 คอลเลกชั่นในงานสไตล์เดิม มันก็สามารถอยู่ได้และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราไม่ได้ชอบเปลี่ยนงานบ่อย เราอยากทำมันไปจนสุดบั้นปลายของชีวิต"

    นอกจากปุ้นจะเก็บประสบการณ์มาใช้ในงานออกแบบของแบรนด์ตัวเองแล้ว เธอยังมองหาทีมคู่ใจมาร่วมพิชิตภารกิจในครั้งนี้อีกด้วย ปุ้นเล่าว่า เธอใช้เวลาเกือบ 4-5 ปีในการเฟ้นหาช่างฝีมือดีที่จะมาสร้างสรรค์ชิ้นงานให้มีเอกลักษณ์และคนอื่นเลียนแบบได้ยาก

    "ปกติแล้ว เราจะหล่อต้นแบบแล้วนำเข้ากระบวนการอุตสาหกรรมไปเลย แต่ชิ้นงานในแบรนด์เงินตรานี้ เราเปิดโอกาสให้ช่างทองมีส่วนช่วยในการสร้างเทกเจอร์ของพื้นผิวขึ้นมาใหม่ เราอยากให้ช่างทองได้แสดงฝีมือ ได้ใช้เทคนิคของเขามากขึ้น ช่วงแรกมันมีปัญหาเหมือนกันนะ เพราะช่างเขาเป็นคนที่ทำงานแบบสุโขทัย พอเราพยายามใส่ดีไซน์เข้าไป เขาจะไม่ค่อยยอมเปลี่ยนให้ แต่เขามาใจอ่อนก็ช่วงที่เล่นเกมออนไลน์ด้วยกันจนสนิทกันนี่แหละ"

    เธอหยุดหัวเราะก่อนพูดต่อว่า "พอเราทำ OEM (Original Equipment Manufacturer) เสร็จ ช่างอีกคนจะเป็นคนสร้างพื้นผิวเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจนและแตกต่างมากขึ้น เราให้มันมีความรู้สึกเหมือนงานกึ่งแฮนด์เมด สาเหตุที่เราไม่ทำเป็นงานแฮนด์เมด 100% เพราะต้นทุนค่อนข้างสูง แล้วช่างที่ทำก็อายุเยอะแล้ว เขาไม่สามารถอยู่กับแบรนด์เราตลอดไปได้ เราต้องวางแผนเผื่อในส่วนนี้ด้วย"

    ด้วยชิ้นงานที่ประณีตและมีราคาจับต้องได้ งานของปุ้นจึงเป็นที่สนใจของเหล่านักสะสมและกลุ่มคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น เงินตรายังมีลูกค้าเป็นผู้ชายหลายคนที่แวะเข้ามาทดลองใส่และซื้อติดมือกลับไป

    "ตอนแรกเรากลัวมากเลย กลัวว่าเขาจะมองว่ามันเชยหรือเปล่า การนำงานไทยๆ มาประยุกต์เป็นแบบโมเดิร์น มันทำค่อนข้างยาก มันเหมือนคุณอยู่ตรงกลางระหว่างงานโอท็อปกับงานดีไซน์ เราต้องทำให้งานออกมาแตกต่างมากๆ แต่ยังต้องคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อยู่ พอดีว่าเราได้ไปออกบูธกับ happening แล้วได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าดีมาก ทุกคนชอบคอนเสปต์ ชอบชิ้นงาน โดยไม่ได้รู้จักเรามาก่อน เขาเดินเข้ามาลองใส่ พอชอบเขาก็ซื้อเพิ่มเรื่อยๆ อย่างลูกค้าที่เคยซื้อไป แล้วกลับมาสั่งออนไลน์ใหม่ เขาบอกว่าเขาชอบงานของแบรนด์นี้มากๆ มีอีกไหม เขาอยากซื้อสะสม ถ้ามีคอลเลกชั่นใหม่ให้บอกเขาเลยนะ เขาจะซื้อเก็บไว้ทุกชิ้นเลย"

    คำพูดของลูกค้ารายนั้นเปรียบเสมือนกำลังใจให้ปุ้นยังคงสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ๆ อยู่เสมอ เธอตั้งเป้าหมายไว้ว่า เธอจะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีรายได้คืนทุนภายในระยะเวลา 2 ปี นอกจากจะวางขายตามร้านดีไซน์ต่างๆ แล้ว ช่วงนี้เธอเริ่มขยับมาใช้พื้นที่โซเชียลเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างงานของเธอและกลุ่มลูกค้า ถ้าใครเข้าไปดูที่หน้าเพจสินค้าของแบรนด์เงินตรา จะเห็นภาพถ่ายสวยๆ และข้อความที่เธอตั้งใจเล่าเรื่องราวของแต่ละชิ้นงานอีกด้วย

    "เรารู้จุดอ่อนตัวเองว่าเราทำออนไลน์ไม่เก่ง มันไม่เหมือนการออกบูทที่ลูกค้าได้พูดคุยกับเรา ได้ทดลองสินค้า แต่ในโลกออนไลน์เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เราก็พยายามอธิบายผ่านตัวอักษรให้เขาเข้าใจถึงความเป็นมา พยายามสร้างแฮชแท็ก สร้างกลุ่มทาร์เก็ต ซื้อโฆษณา แต่เราทำไม่เคยตรงเลย ก็เริ่มคิดว่าถ้าเราทำไม่ได้ก็จ้างผู้เชี่ยวชาญดีกว่า" เธอพูดไปหัวเราะไป

    ตลอดการสนทนากับปุ้น เราเห็นถึงความตั้งใจและความทุ่มเทที่เธอมีให้แก่แบรนด์เงินตรา เริ่มตั้งแต่การวางแผนภาพรวมของแบรนด์ การออกแบบชิ้นงาน การทำงานเป็นทีมเวิร์คระหว่างเธอและทีมช่าง ที่สำคัญคือเธอไม่เคยปิดกั้นตัวเองและยังหมั่นหาความรู้ ประสบการณ์ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มอยู่เสมอ เพื่อให้เงินตรากลายเป็นผลงานที่มีคุณค่า ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยไปสู่สายตาโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา