The Playlist of Her Life : ชีวิตและเสียงเพลงของ บีน นภสร

    การสนทนากับ บีน-นภสร ชัยพรเรืองเดช ชวนให้เรานึกถึงเรื่องราวของ ร็อบ กอร์ดอน เจ้าของร้านแผ่นเสียงผู้ชื่นชอบการจัดอันดับ ในภาพยนตร์เรื่อง High Fidelity (2000) เราทำความรู้จักกับเรื่องราวความรักของเขา ผ่าน 5 อันดับแฟนเก่าสาวตัวแสบ และ 5 อันดับเพลงรักสุดเศร้าที่เขาเปิดฟังเมื่อยามอกหัก

    เช่นเดียวกัน บีนก็มีเพลย์ลิสต์ส่วนตัว ที่ใช้เก็บบันทึกเรื่องราวในชีวิตไว้ไม่ต่างกับร็อบ เราจึงขอให้บีนเลือกเพลงมาทั้งหมด 9 เพลง เพื่อเป็นตัวแทนบอกเล่าช่วงเวลาทั้งดีและร้ายในแต่ละช่วงชีวิตของเธอ

    แต่ก่อนที่จะถึงเพลย์ลิสต์ที่อยู่ในชีวิตของเธอนั้น เราลองไปทำความรู้จักกับเส้นทางและมุมมองในการทำงานเพลงของบีนกันซักนิดนึงก่อน

    บีนเป็นนักร้องสาววัย 24 ปี ที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตคลุกคลีอยู่กับเสียงเพลง เธอปรากฎตัวครั้งแรกในเวทีประกวด The Voice Season 2 ด้วยเสียงนุ่มๆ และรอยยิ้มมีเอกลักษณ์ ทำให้บีนได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างมาก หลังจบการประกวด เธอห่างหายจากวงการเพลงไปพักใหญ่ ก่อนกลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว ประจำค่ายบ็อกซ์มิวสิก (Boxx Music) ในเครือมิวสิกมูฟ (Muzik Move) โดยเธอเป็นเจ้าของเพลงช้า ฟังสบาย อย่าง 'คนสุดท้าย' 'รอฟังคำนั้น' 'คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม' เพื่อเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา

    เราสังเกตเห็นว่า บีนมักร้องเพลงช้าเป็นส่วนใหญ่ หญิงสาวพูดติดตลกว่า... เธอไม่สันทัดเพลงเร็วนัก เพราะเต้นไม่เป็น เธอจึงชอบร้องเพลงช้าและเพลงมีเดียม โดยเฉพาะแนวเพลงป๊อป โซล อาร์แอนด์บี ที่มีจังหวะฟังสบาย สามารถส่งผ่านความรู้สึกไปสู่ผู้ฟังได้ง่าย

    ล่าสุด บีนเพิ่งจบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา ม.เกษตรศาสตร์ เรานึกสงสัยว่า ทำไมเธอจึงเลือกเรียนด้านนี้

     บีนให้คำตอบกับเราว่า "บีนรู้ตัวว่าเราอยากเรียนดนตรี แต่ไม่รู้เรื่องทฤษฎีเลย และเราเริ่มตอน ม.6 ไม่ทันแล้ว บีนเลยมองว่า มันมีอะไรที่ช่วยเสริมกันได้บ้าง ซึ่งบีนรู้สึกว่าความเป็นปรัชญา เราต้องอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน การร้องเพลงก็คล้ายๆ กัน มันเป็นการเล่าเรื่อง มันเหมือนการอ่านหนังสือ มันต้องอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน ต้องอธิบายให้เห็นภาพ เราก็คิดว่า มันเอามาเสริมกันได้นะ"

    นอกเหนือจากการเรียนปรัชญาแล้ว เธอยังชอบหยิบจับประเด็นเล็กๆ จากเรื่องราวความรักของคนรอบตัว มาเป็นไอเดียใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในเพลงของเธออยู่เสมอ

    "เราเป็นคนชอบฟังคนอื่นเล่าเรื่อง บีนรู้สึกว่า บีนจะเก็บประสบการณ์ของเพื่อนมากกว่า เพราะเราไม่ได้โชกโชนเรื่องความรัก แล้วเพื่อนเราเป็นเหมือนสาวเปรี้ยวที่สนุกกับความรัก เวลาฟังเขาเล่าเรื่อง เรามักจะหยิบประเด็นเล็กๆ มาลองคิดต่อเป็นเพลง อย่างเวลามีไอเดียใหม่ๆ เราก็มักจะไปคุยกับมาร์ค (ธัชพล จุลเกษม ศิลปินในค่ายบ็อกซ์มิวสิก) แชร์ความคิดเห็นกันว่า อันไหนมันเวิร์กหรือไม่เวิร์ก เพราะเรายังทำเพลงคนเดียวไม่ได้"

    แม้ว่าตอนนี้บีนจะยังไม่สามารถแต่งเพลงเองได้ แต่เธอยังคงพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ บีนใช้เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการเล่นกีต้าร์ ฝึกคีย์บอร์ด และเรียนรู้เรื่องทฤษฎีด้านดนตรีต่างๆ เพื่อให้เพลงของเธอมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    "เวลาคุยกับคนดนตรีด้วยกัน เขาจะมีภาษาเฉพาะทาง เพื่อให้การทำงานมันง่ายขึ้น เราก็ต้องเริ่มศึกษาเกี่ยวกับดนตรีไว้เหมือนกัน แต่เอาจริงๆ บีนเป็นคนเรียนรู้ช้ามากเลยนะ เราเป็นคนขี้ลืม แถมยังเบื่อง่ายอีก" เธอหัวเราะเสียงดัง ก่อนพูดต่อว่า.. "แต่เราก็พยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ค่ะ"

    ถึงบีนจะบอกว่า เธอเป็นคนเบื่อง่าย แต่การที่เธอยังคงเดินตามความฝัน ในเส้นทางสายดนตรีมานานกว่า 10 ปี ก็เป็นตัวการันตีแล้วว่า เธอรักในการร้องเพลงจริงๆ

    เราถามถึงเป้าหมายของบีนในอนาคตข้างหน้า บีนบอกว่า เธออยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง และอยากจัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่พาแฟนคลับมาพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความชอบกัน นอกจากนี้ เธอยังอยากลองทำเพลงกับคนอื่นดูสักครั้งเหมือนกัน

    "จริงๆ เราก็ยังไม่เคยฟีทเจอริ่งกับใครเลย ก็อยากจะลองทำเพลงกับคนอื่นเหมือนกันนะ แล้วก็อยากจะลองร้องกับพี่ๆ วง The Pakinson ดูเหมือนกันนะ แต่.. เขินจัง!"

BEAN's Playlist

1. นอกสายตา - แคทรียา อิงลิช

    อยู่นอกสายตา ของเธอตั้งไกล ฉันนั้นก็ทำได้ แค่มองจากตรงนี้

    ชีวิตวัยเด็กของบีน เติบโตมาในบ้านที่เปิดเป็นร้านอาหาร เธอมักใช้เวลาส่วนใหญ่ หมดไปกับการร้องเพลงกับคุณพ่อ ซึ่งรับหน้าที่เป็นคนคีย์เพลงคาราโอเกะ ในระหว่างที่แม่ของเธอทำอาหารอยู่ในครัว

    "เพลงแรกที่บีนร้องคือเพลง นอกสายตา บีนจำได้ว่าเพลงนี้ บีนร้องสมัยที่บ้านเปิดร้านอาหาร แล้วคุณพ่อจะเป็นคนคีย์เพลงคาราโอเกะ ตอนนั้นน่าจะประมาณ 5-6 ขวบ แล้วเพลงของพี่แคทดังมากๆ เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงนี้ ตอนนั้นเรายังร้องเล่นๆ อยู่เลย พอประมาณ 10 ขวบ ก็มีไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมบ้าง"

2. ลูกอม - วัชราวลี

    ฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ท้องฟ้าจะเป็นเช่นไร แต่ฉันก็รู้หัวใจของฉัน

    บีนเริ่มต้นร้องเพลงอย่างสนุกสนาน จนเมื่อตอนที่เธออายุ 16 ปี บีนมีโอกาสได้รู้จักกับกลุ่มรุ่นพี่จากวง TU Folk Song ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเขาชักชวนเธอไปทำเพลงคัฟเวอร์ร่วมกัน ภายใต้ชื่อวงว่า Mrs.Bean เป็นครั้งแรกที่เสียงเพลงของบีนเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ฟัง ด้วยเนื้อเสียงนุ่มทุ้ม และจังหวะดนตรีอะคูสติกฟังสบาย ทำให้วีดีโอเพลง ลูกอม - วัชราวลี ของพวกเธอ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี เธอจึงมีผลงานเพลงคัฟเวอร์อื่นๆ ออกมาให้เราฟังอีกหลายเพลง

3. ผิดที่ไว้ใจ - Silly Fools

    อยากให้เสียงหัวใจสุดท้าย ได้หยุดไปในตอนนี้

    เราขยับมาคุยกันถึงการประกวดร้องเพลงครั้งแรกของบีน หลังจากที่วง Mrs.Bean เริ่มมีผลงานเพลงโคพเวอร์มากขึ้น พวกเธอตัดสินใจลงแข่งขันในโครงการ Cornetto โคนค้นคน ปีที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ บีนและวงได้มีโอกาสแสดงสดต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากเป็นครั้งแรก

    "ตอนที่ประกวด เราต้องไปร้องสดที่ห้างแห่งหนึ่ง แล้ววงบีนเลือกเพลง ผิดที่ไว้ใจ ของ Silly Fools จำได้ว่าวันนั้นมีคนยืนดูเต็มเลยทั้งข้างหน้าเวทีและชั้นบน พอเราร้องจบเพลงปุ๊บ มันเหมือนในหนังเลย ทุกคนสตั้นท์ไปประมาณ 3 วินาที แล้วก็มีเสียงเฮขึ้นมา ในใจคิดว่า 'เฮ้ย เราร้องเพราะขนาดนั้นเลยหรอ' 'โห ใช้ได้นะเนี่ย นี่เราก็เจ๋งเหมือนกันนะ' มันเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า การที่มีคนชื่นชม มันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง"

4. คุณเก็บความลับได้ไหม - อาร์มแชร์

    เมื่อมองรอบกายที่มีคนมากมาย มีคุณคนเดียวที่ผมมองเห็นในสายตา

    ความประทับใจระหว่างการแข่งขันยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อวง Mrs.Bean ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ทำให้เธอได้มีโอกาสร้องเพลงคู่กับศิลปินตัวจริง อย่าง โย่ง อาร์มแชร์ (อนุสรณ์ มณีเทศ) ในเพลง คุณเก็บความลับได้ไหม

    "ในรอบชิงชนะเลิศ ทุกวงจะได้ร้องเพลงคู่กับศิลปินที่สกาล่า มันเป็นสิ่งที่น่าจดจำเพราะว่า ตอนที่เราร้องเพลง จำได้ว่าพี่โย่งยื่นมือมาให้เราจับ เราก็ยื่นมือกลับไป มันเป็นโมเมนต์ที่เราทั้งตื่นเต้น ตกใจ เขิน มีหลายความรู้สึกมาก แต่ก็ประทับใจมือของพี่โย่งมากเหมือนกันค่ะ" เธอพูดไปหัวเราะ

5. วอน - The Peaceband

    ยามเธอ จากไปคราวนั้น รู้ไหม..ว่าเป็นเช่นไร

    แม้ว่าบีนจะมีผลงานการร้องเพลงมาบ้างแล้ว แต่รายการที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในคนหมู่มาก คือ The Voice Season 2 ตอนนั้นเธออายุประมาณ 17 ปี ด้วยความเป็นเด็กขี้อาย เธอจึงชักชวนเพื่อนสนิทอย่าง พิน-พินทุสร งามพรวิภา ไปร่วมการแข่งขันด้วยกัน

    "ปกติเวลาอยู่ในโรงเรียน เราจะไม่ใช่นักร้องประจำโรงเรียน แต่จะมีเพื่อนอีก 1 คนที่ครูให้ไปร้องเพลงเป็นประจำ ก็คือพิน ตอนนั้นอายุประมาณ 17 ปี เราไม่กล้าไปคนเดียว เราเลยชวนพินไปประกวดด้วยกัน"

    แม้ว่าตอนนั้น ทั้งคู่จะไปถึงแค่รอบที่สอง แต่เสียงเพลงของเธอและพิณในเพลง วอน ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมในวันนั้นเป็นอย่างมาก

6. กุญแจที่หายไป - ปาล์มมี่

    เธอเหมือนเป็นกุญแจที่หาย เป็นเหมือนคนที่ไขประตูให้ฉัน

    บีนบอกกับเราว่า ช่วงที่ประกวดรายการ The Voice เธอไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองมากนัก ประกอบกับเธอได้มีโอกาสได้ไปแข่งขันร้องเพลงอีกครั้ง ในรายการ The Winner Is ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการนั้น ทำให้เธอเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่

    "รอบนี้บีนไปประกวดคนเดียว เราได้โจทย์เป็นเพลง กุญแจที่หายไป หลังจากร้องจบ ทางรายการเขาจะให้ผู้แข่งขันเลือกว่า จะเอาเงินหรือจะลุ้นผู้ชนะ ตอนนั้นบีนคิดว่าตัวเองคงแพ้ เลยกดเอาเงินกลับไป แต่ปรากฎว่าเราเป็นผู้ชนะ เท่านั้นแหล่ะ.. ร้องไห้ยับเยินเลย มันทำให้เรารู้เลยว่า เราต้องมั่นใจตัวเองมากกว่านี้นะ"

7. ครั้งสุดท้าย - bean napason

    เพราะรักเธอมากเกินที่จะรั้งเธอเอาไว้ จะขอทำเพื่อเธอครั้งสุดท้าย

    หลังจากบีนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เธอก็ห่างหายจากการร้องเพลงไปพักใหญ่ จนเมื่อ พล-คชภัค ผลธนโชติ โปรดิวเซอร์ฝ่ายบริหาร (Executive producer) ของค่ายบ็อกซ์มิวสิก ชวนให้เธอมาทำโปรเจกต์ New Kid In The Boxx ร่วมกัน นั่นจึงเป็นก้าวแรกของการเป็นนักร้องอย่างเต็มตัวของเธอ

    "เรารู้จักพี่พลตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ค่ายดั๊กบาร์ (Duck Bar) เราเคยเข้าไปคุยเรื่องสัญญา แต่ตอนนั้นหลายๆ อย่างยังไม่พร้อมจึงต้องพับโปรเจกต์ไป พอพี่เขามาทำค่ายบ็อกซ์มิวสิกแล้ว เขาก็โทรหาเราบอกว่า มีโปรเจกต์จะให้ทำ เป็นการออกเพลงของศิลปินใหม่ 5-6 คน เขาอยากให้เราลองไปทำด้วยกันซักเพลงหนึ่ง มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ร่วมงานกับค่ายบ็อกซ์มิวสิก"

    ด้วยดนตรีแบบโซลป๊อป ผสมผสานกับเสียงของบีนที่มีพลัง จึงทำให้เพลง 'ครั้งสุดท้าย' กลายเป็นประตูบานแรกที่เปิดให้ผู้คนได้ทำความรู้จักกับบีน ในฐานะนักร้องที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อนที่เธอจะปล่อยเพลง 'รอฟังคำนั้น' และ 'คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม' ตามมา

8. เขียนถึงคนบนฟ้า - พิง ลำพะเพลิง

    เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง ตั้งแต่เธอจากไป

    เราคุยกันถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตของบีน เธอเลือกเพลง เขียนถึงคนบนฟ้า เป็นตัวแทนให้กับคุณพ่อที่จากไป ตอนที่เธอยังเด็ก

    "มันเป็นเพลงที่แม่บีนชอบพูดถึง เวลาที่นึกถึงพ่อ มันเป็นตัวแทนของความยากลำบากของบีนหลังจากพ่อเสีย บีนอยู่กับแม่และพี่น้อง ตอนนั้นแม่บีนก็ป่วยด้วย มันค่อนข้างลำบาก เพราะเราต้องดูแลกันเอง เลี้ยงกันเอง มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากอยู่เหมือนกัน พอพูดถึงเพลงนี้ มันก็จะมีความเศร้าเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว"

    เช่นเดียวกัน บีนให้เพลงนี้เป็นตัวแทนของความผิดหวังที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอเอง

    "ในตอนนี้ที่มีคนเก่งเยอะมาก เรามักจะถามตัวเองว่า เราจะทำมันได้ไหม เวลาคิดแบบนี้ เราท้อทุกทีเลย เราจะเผลอคิดไปก่อนว่า เราทำไม่ได้ เราตั้งกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เราก็มีความคิดนั้นอยู่นะ แต่เราก็พยายามสู้ต่อไป มันอาจจะไม่สำเร็จหรอก แต่ก็ดีกว่ามานึกเสียใจทีหลัง เรากลัวว่าอีก 2 ปี เราแก่ขึ้น จะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ทำอะไรได้ เราก็อยากทำให้มันดีที่สุด"

9. อยากกอด - Bean Napason

    อยากจะเฟซไทม์ แชตไลน์ บอกเธอให้รู้ว่าคนคนนี้ มันคิดถึง อยากกอดเธอแค่ไหน

    ล่าสุด บีนเพิ่งปล่อยเพลง 'อยากกอด' มาให้แฟนๆ หายคิดถึง โดยเพลงนี้ เธอเปลี่ยนลุคจากหญิงสาวผู้ไม่สมหวังในความรัก มาเล่าเรื่องราวความคิดถึงของคนไกล ผ่านเพลงมีเดียมฟังสบาย ชวนให้ผู้ฟังโยกตามไปตามจังหวะและเสียงนุ่มๆ ของเธอ นอกจากนี้ เธอยังได้มาร์ค-ธัชพล จุลเกษม และคูณ-ธรรมธร มัคคสมัน นักร้องนำจากวง The Kastle มาช่วยในการทำเพลงครั้งนี้ด้วย

    "สามเพลงที่ผ่านมา บีนมีแต่เพลงช้าหมดเลย เลยอยากทำเพลงที่เร็วขึ้นมาหน่อย เราหยิบจับคอนเทนต์ของคนมีความรัก อย่างเวลาเรามีแฟนหรือชอบใครสักคนหนึ่ง เราจะรู้สึกอยากเจอ อยากเห็นหน้าคนที่เรารัก เราเลยหยิบเรื่องนี้มาใส่ในเพลง บวกกับคำที่คนสมัยนี้ใช้กัน อย่างเฟซไทม์ แชต ไลน์ มันเป็นกิมมิกเล็กๆ เหมือนกับบันทึกเวลาว่า ในยุคนี้ เราใช้วิธีการแบบนี้ในการสื่อสารนะ"

    เหมือนกับยุคหนึ่งที่เพลงบางเพลง ใช้คำว่า ส่งจดหมาย ส่งเมสเสจ ในการสื่อสาร บีนจึงอยากใช้เพลงนี้เป็นเหมือนบันทึกเวลาการสื่อสารของผู้คนในยุคสมัยนี้ เผื่อว่าอีก 20 ปี มีใครกลับมาฟังเพลงของเธอ ก็อาจทำให้เรานึกย้อนถึงบรรยากาศเก่าๆ ก็เป็นได้

    แล้ว 9 อันดับเพลงที่ส่งผลต่อชีวิตของคุณล่ะ มีเพลงอะไรบ้าง?

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

สุชาวดี ชูพูล

ชื่อเล่นน้ำใส นักศึกษาฝึกงานปี 3 จากเพาะช่าง ที่เรียนถ่ายภาพแต่ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ รักการเที่ยวแต่เกลียดการจัดกระเป๋า มีความเชื่อว่าความสุขสามารถถูกเติมเต็มได้จากของอร่อยโดยเฉพาะ ไข่ดาวและขาหมู