ในบรรดานักแสดงหญิงรุ่นใหม่ของเมืองไทย รายชื่อที่ปรากฏในหัวคุณคงมีเป็นสิบๆ แต่หากจำกัดวงให้แคบอีกนิด ด้วยการบอกว่าเป็นนักแสดงหญิงรุ่นใหม่ที่มีงานต่อเนื่อง เป็นนักเขียน และไลฟ์สไตล์ค่อนไปทางสายศิลปะ รายชื่อคงเหลือน้อยเต็มที และถ้าหากติดตามโซเชียลมีเดียของเธอเสียหน่อย จะพบว่าเธอชอบออกกำลังกายมากๆ ถึงขนาดตั้งแฮชแท็กของตัวเองว่า #ออกกำลังอาย
คุณคงอ๋อ…แล้วสินะ
อาย-กมลเนตร เรืองศรี คือเจ้าของแฮชแท็กนั้น เธอทำงานในฐานะนักแสดงมานานกว่า 8 ปี มีผลงานทั้งละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ ร้องเพลงประกอบละคร และพิธีกร เรียกว่าครบเครื่องทุกบทบาทในวงการบันเทิง ขณะเดียวกัน อายยังมีอีกหนึ่งบทบาทเป็นนักเขียนที่ออกผลงานมาแล้วอย่าง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หนังสือรวมคอลัมน์ 'มุมมองเห็น' ที่เธอเขียนในนิตยสาร a day เป็นเวลา 2 ปี และ Eyes on Narita ที่รับหน้าที่เป็นนางแบบและนักเขียน บอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น
เราเองเคยร่วมงานกับอายหลายครั้ง และติดตามชีวิตของเธอผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เรื่อยๆ เธอชอบดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ และไปเที่ยวตามอีเวนต์หรือสถานที่เชิงศิลปะบ่อยๆ ซึ่งช่วง 3-4 ปีมานี้ อายเริ่มโพสต์ภาพตอนเธอออกกำลังกายบ่อยขึ้น แม้หน้าตาร่างกายอาบไปด้วยเหงื่อ ทว่ารอยยิ้มและดวงตาในภาพบ่งบอกว่าเธอมีความสุขมาก
ทุกครั้งเราเก็บงำความสงสัยว่าทำไมเธอถึงยังต้องออกกำลังกายทั้งๆ ที่หุ่นดีอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะหน้าที่การงานที่บังคับให้เธอต้องดูแลร่างกายตัวเองตลอดเวลา
ในความเป็นจริง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่หลักใหญ่ใจความสำคัญคือ เธอเชื่อว่ากายกับใจเชื่อมโยงกัน เธออยากทำงานโดยมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

เนื่องจากอายเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้เธอผจญชีวิตที่แทบแยกงานกับการเรียนไม่ออก ถึงขนาดลังเลว่าจะถอนตัวจากวงการบันเทิงหรือดรอปเรียนเลยด้วยซ้ำ
พออายเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน เธอเริ่มมีเวลาว่างและหันมาสนใจการออกกำลังกาย มีช่วงที่ทำบ้าง ทิ้งไปบ้าง ไม่ปะติดปะต่อกัน ในที่สุดเธอก็ค้นพบว่าถ้าหยุดออกกำลังกายไป พอเริ่มใหม่ก็ต้องนับหนึ่งอีกรอบ เธอจึงฮึดกับตัวเองให้จริงจังมากขึ้น ถึงขนาดสร้างอัลบั้มบันทึกการออกกำลังกายในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีชื่อว่า 'หยุดไปพอเริ่มใหม่ก็นับหนึ่ง' เป็นเหมือนสัญญาที่สร้างไว้กับตัวเอง
"ข้อหนึ่ง มันเป็นอัลบั้มเพื่ออัพเดตการออกกำลังกายของเราทุกสัปดาห์ จะได้รู้ว่าล่าสุดฉันโพสต์เมื่อสองเดือนที่แล้วเหรอ หายไปสองเดือนแล้ว ไม่ได้! ต้องกลับไปออกกำลังกาย แล้วเราจะได้รู้ถึงรูปร่างหรือตัวเราเองที่เปลี่ยนไปด้วย อย่างเมื่อก่อนบางทีเรายกง้องแง้งมากเลย มันเป็นการได้เปรียบเทียบตัวเองไปเรื่อยๆ กับข้อสอง คนอื่นที่เห็นเหมือนเป็นสักขีพยานในการรับรู้ครั้งนี้ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเราหยุดไม่ได้เว้ย พอมีคนรู้ เราก็ต้องทำ จริงๆ อันนี้มันคือทฤษฎีเชิงจิตวิทยา ที่บอกใครว่าทำอะไรแล้วจะต้องทำ มันสามารถใช้ได้กับเรา และเราก็ใช้มาเรื่อยๆ ทำให้มีความต่อเนื่องในการออกกำลังกาย"
แม้ว่าเมื่อก่อนเธอจะมีความคิดที่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนออกกำลังกายต้องโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อเธอลองทำก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่การโพสต์เพื่ออวดใคร แต่เป็นการโพสต์เพื่อผลักดันตัวเอง
ช่วงประถมศึกษา อายคือเด็กหญิงตัวผอมๆ คนหนึ่งที่เกลียดการเล่นกีฬาทุกชนิด แต่เธอในตอนนี้กลับออกกำลังกายถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนเหตุผลที่ทำให้เธอหันมาออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างจริงจังก็คือ ความผอมของตัวเอง
"เรารู้สึกว่าเราผอมเกินไป เราไม่ได้ป่วยบ่อย แต่พอป่วยทีต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งต้องหันมามองแล้วว่ามันเกิดจากอะไร ตอนแรกเริ่มจากอยากตัวใหญ่กว่านี้ก่อน เพราะใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่สวย ใส่อะไรก็ไม่เต็ม นั่นก็ต้องยัด นี่ก็ต้องยัด ไซส์ XS ก็ต้องเย็บเข้า เวลาต้องโชว์ไหล่จะไม่ชอบเลย เพราะว่าผอมมาก ใส่อะไรก็ได้ที่เลเยอร์เยอะๆ"
เหตุนี้เองที่หญิงสาวพยายามแต่งตัวหนาๆ เพื่อปกปิดความผอมของตัวเอง ส่งผลไปถึงสรีระและติดเดินห่อไหล่ ดูเป็นคนไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่กล้าพรีเซนต์ร่างกายตัวเอง นับว่าเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับคนทำงานในแวดวงอาชีพที่ต้องใช้ความมั่นใจและภาพลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก
แต่เมื่อได้ออกกำลังกายแล้ว เธอพบว่าผลลัพธ์มีอะไรนอกเหนือจากการเอวคอด มีก้น เดินตรง เพราะมันเชื่อมโยงไปถึงข้างในเลยทีเดียว
"อาชีพเราหรือทุกอาชีพไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีร่างกายและใจที่ดี ดังนั้นอะไรที่สำคัญที่สุด แล้วมนุษย์กำลังมองข้ามไป ถ้าไม่ป่วยเราจะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของร่างกาย ถ้าเราไม่โดนมีดบาดตรงนิ้วก้อยก็จะไม่รับรู้การมีอยู่ของนิ้วก้อย เราลืมเลือนเขาไป ไม่เห็นความสำคัญจนถ้าวันหนึ่งเราต้องตัดมัน ทำไมทุกวันนี้เรามีอยู่ครบมากๆ แต่เราไม่ดูแลเขา ทุกวันนี้เราดูแลเขาดีหรือเปล่า เพราะเราอยากมีบ้านใหญ่โต อยากมีเงิน อยากมีรถ เราต้องทำงาน แต่เราจะทำงานได้ไหมถ้าเราไม่มีร่างกายและจิตใจที่ดี มันโคตรสำคัญแต่เรามองข้าม"
ในฐานะที่อายทำงานในวงการบันเทิง มีผู้ติดตามจำนวนมาก สามารถส่งเสียงสื่อสารได้ดังและไกลขึ้น ซึ่งเรื่องการออกกำลังกายก็นับเป็นสารหนึ่ง

"เราอยากเป็นกระบอกเสียงให้คนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ที่เขาอาจไม่ได้ใช้ร่างกายทำงาน จริงๆ เขาใช้แต่ไม่รู้ตัว เขาต้องนั่งอยู่เป็นกี่ชั่วโมง ดังนั้นคนเป็น Office Syndrome กันเยอะมาก แล้วโยคะหรือการออกกำลังกายทุกอย่างช่วยได้ ลองไปศึกษาหาข้อมูลดู มันเหมือนการให้มาอธิบายว่าสับปะรดอร่อยยังไง คำตอบคือบอกไม่ได้ ต้องไปลองเอง การออกกำลังกายก็เหมือนกัน มันอธิบายไม่ได้จริงๆ ว่าดียังไง พูดไปปากเปียกปากแฉะไม่มีวันรู้ เพราะมีคนพูดกับเราเยอะมากว่าจะออกกำลังกายจริงๆ ต้องใช้เวลาด้วยตัวเอง สำคัญคือต้องมีใจและอยากลุกไปออกกำลังกาย"
อายเริ่มต้นออกกำลังกายด้วย 'โยคะฟลาย (Yoga Fly หรือ Aerial Hammock)' ที่เป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์ โยคะเสื่อ การเต้น/กายกรรม และพิลาทีส ซึ่งอุปกรณ์สำคัญในการเล่นโยคะฟลายคือ ผ้าแฮมมอค (Hammock) ผ้าทอพิเศษขนาดยาวเพื่อใช้เล่นโยคะฟลายได้อย่างปลอดภัย
การออกกำลังกายประเภทนี้มีความสนุก และท้าทายความสามารถด้วยการเล่นท่ากลับหัวต่างๆ ทั้งยังช่วยลดการกดทับกระดูกสันหลังจากการทำงานเป็นเวลานาน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยคลายเครียดจากการทำงาน ถือเป็นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) ประเภทหนึ่งคือ การสร้างกล้ามเนื้อ
หลังจากนั้นอายได้ทำเวทเทรนนิ่งประเภทอื่นๆ ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบ 'โยคะแมท (Yoga Mat)' ที่เน้นการยืดเหยียด (Stretching) ซึ่งสำคัญต่อร่างกายเธอมาก โดยยกตัวอย่างของคนที่ยกน้ำหนัก 50 กิโลกรัมได้ แต่ยืดร่างกายไม่ได้เลย เพราะกล้ามเนื้อทำงานเครียดเกินไป ในความเป็นจริงต้องเริ่มจากการเผาผลาญไขมันก่อน เพื่อที่ชั้นกล้ามเนื้อจะได้ทำงาน พอได้ยืดเหยียดเกิดการฉีกขาด กินโปรตีนเข้าไปซ่อมแซมแล้วกลายเป็นกล้ามเนื้อ เมื่อเธอเริ่มออกกำลังกายและได้เรียนรู้เรื่องนี้ จึงทำให้เธอเลือกไม่ออกกำลังกายแบบวิ่งหรือคาร์ดิโอ (Cardio) เพราะตัวเองผอมมากอยู่แล้ว
การออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายมี 3 ประเภท ได้แก่ การออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiorespiratory Exercise), การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) และการออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility Exercise) โดยใช้การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น อย่างโยคะเองถือเป็นการออกกำลังกายที่ตรงกับข้อนี้ที่สุด เนื่องจากช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นอ่อนตัว เคลื่อนไหวได้องศาเพิ่มขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ลดโอกาสบาดเจ็บที่เกิดกับกล้ามเนื้อและข้อต่อ ทั้งยังช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ ลดการปวดหลัง บ่า ไหล่ และคอ เหมาะกับคนที่ต้องนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน ถ้าทำได้ทุกวันจะดีต่อร่างกายมากๆ
"กล้ามเนื้อของมนุษย์ฉลาดมาก ดังนั้นโปรแกรมการออกกำลังกายของคนอ้วนกับคนผอมจึงแตกต่างกัน ถ้าศึกษาหรือได้รับการแนะนำอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าความถี่ การเพิ่มน้ำหนัก หรือองศาการขยับร่างกาย กล้ามเนื้อสามารถตอบสนองได้ทั้งสิ้น
ถ้าเราไม่มีความรู้ตรงนี้ การออกกำลังกายของเราก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นพอมีเทรนเนอร์หรือศึกษาจริงจัง เราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ รวมไปถึงการกินด้วย จริงๆ บางคนที่อยากลดความอ้วน มาจากการออกกำลัง 50 กิน 50 หรือบางคนเลือกวิธีงดอาหารแล้วได้ผลมากกว่า เพราะอาหารที่คุณกินเข้าไปมีผลมากๆ กับการเจริญเติบโตของร่างกาย และร่างกายของคนเราก็ไม่เหมือนกันอีก เมตาบอลิซึ่มทำงานต่างกัน ซึ่งถ้าเราไม่ได้ออกกำลังกาย จะไม่มีทางรู้ว่าเมตาบอลิซึ่มของเราทำงานดีมาก และยิ่งดีมากขึ้นหลังจากออกกำลังกาย ไขมันดีของเราเยอะมาก ขณะที่ไขมันเลวมีปริมาณน้อย ข้อมูลแบบนี้ทำให้เราสนใจร่างกายมากขึ้น" อายอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
จากในอดีตที่อายไม่ชอบออกกำลังกายเลย จนมาออกกำลังกายบ้างหยุดไปบ้าง กระทั่งปัจจุบันที่เธอกำหนดเวลาในการออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1.30-2 ชั่วโมง และเวลาที่เธออยู่ในห้องดูซีรีส์ ไม่ได้ไปไหน ก็จะหยิบฮูลาฮูปมาเล่นบริหารเอวไปด้วย
ความยากของการออกกำลังกายไม่ใช่ตอนทำ แต่เป็นการทำอย่างสม่ำเสมอ เธอพยายามเพิ่มการออกกำลังกายให้กลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันอย่างการกิน นอน หรืออาบน้ำ เพราะอาชีพนักแสดงทำให้เธอมีเวลาว่างจริงๆ น้อยมาก ดังนั้น ทุกที่ทุกเวลา หญิงสาวสามารถออกกำลังกายได้หมด แค่มีเก้าอี้หนึ่งตัวก็ยืดเหยียดได้แล้ว
"ถ้าเราอินและรู้สึกว่ามันสำคัญจริงๆ เราทำมันเมื่อไหร่ก็ได้ เรามียางยืดออกกำลังกาย มีหลายความยืดหยุ่น เราก็เอาอันที่มีความยืดหยุ่นมากๆ พกไปกองถ่าย ใส่ที่ขาแล้วเดินให้มีแรงต้าน หรือจริงๆ มันมีไว้สำหรับเวลาจะสควอช (Squat) ก็เดินฉีกขาออกไป เราไม่มีปัญญายกเวทไปทำงานด้วยตลอดเวลา แต่ตัวนี้บางมาก เราก็พกไว้ ทำบ้างไม่ทำบ้าง อย่างน้อยพอรู้สึกว่าถ้าจะทำมันมีของ อย่างแพลงกิ้งก็ดีมาก ได้กล้ามเนื้อหลัก หรือเรามีเสื่อโยคะอยู่แล้ว ทำอะไรก็ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือเปล่าแค่นั้นเอง อย่างท่าเกาะกระจก เอาขาขึ้นมาเตะ ทำได้หมด เกร็งได้ทั้งน่อง ขาด้านข้าง และหน้าท้องด้วย จะทำหรือเปล่าแค่นั้นแหละ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย ใช้แค่ร่างกายเรา" หญิงสาวอธิบายพร้อมกับลุกยืนเหยียดขาออกกำลังกายให้เราดู
อีกองค์ประกอบสำคัญในการดูแลร่างกายคือ อาหาร อายไม่ถึงขนาดที่ควบคุมอาหาร เพียงแต่พยายามไม่รับประทานอาหารมันและไม่รับประทานดึก รวมถึงเธอเองก็ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกินคลีน แต่เน้นไปที่การออกกำลังกาย และดูแลพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม

หลังจากอายสาธิตการออกกำลังกายโดยใช้เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ให้เราดู หญิงสาวก็นั่งลงแล้วหัวเราะสนุก ฉันรู้สึกถึงไอความสุขที่เธอปล่อยออกมาผ่านน้ำเสียงและท่าทาง เธอดูเป็นคนที่ชอบทบทวนกับตัวเองและสิ่งรอบตัว เราจึงถามถึงความเปลี่ยนแปลงในด้านอาชีพการงานหลังจากออกกำลังกาย
"เรารักร่างกายเรามากขึ้น รู้สึกภูมิใจในร่างกายมากขึ้น แม้ว่ามันอาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่มันดีขึ้นกว่าอายเมื่อสามปีที่แล้ว เราเป็นคนชอบเปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อก่อนว่าเป็นคนยังไง ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้หรอก เพราะต้นทุนต่างกัน ระยะเวลาในการบ่มเพาะต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน เปรียบเทียบกับตัวเองในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ตอนนี้เราภูมิใจกับร่างกายเรามากขึ้น และมันอาจจะไปได้ดีกว่านี้ก็ได้ แต่ ณ วันนี้เราแฮปปี้กว่าตอนนั้น ตอนทำงานก็รู้สึกว่าเราอึด ถึก ทน มากขึ้น เราชอบงานที่มีการไปเดินป่า มันมีงานที่เราต้องไปแบบไม่ได้สบายมาก ร่างกายเราก็ไหว การเดินเยอะๆ ไม่ได้ทำให้เราเหนื่อยมาก พอร่างกายพร้อม เราก็ทำอะไรได้มากกว่าตอนที่ร่างกายไม่พร้อม"
ขณะเดียวกัน ร่างกายที่แข็งแรงก็ส่งผลถึงจิตใจของเธอด้วย
"ถ้าตัวเราดีอยู่แล้ว มันจะไปด้วยกัน ร่างกายเราดี ใจก็ดี มองๆ แล้วเหมือนใจสำคัญกว่ากายอีกนะ รู้สึกว่าบางคนร่างกายอาจไม่พร้อม ป่วยหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าใจแข็งแรง มันก็เหมือนจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว เพราะบางทีร่างกายไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่ใจเราไปรับรู้อะไรแย่ๆ ก็มีผลทำให้ร่างกายเราไปเหมือนกันนะ
แต่ถ้าพิจารณาดีๆ เรามองว่าร่างกายกับใจก็อำนวยซึ่งกันและกัน วันหนึ่งที่ร่างกายเราดีแล้วใจก็ดี แต่การที่ร่างกายดีเป็นเพราะใจเราดีมาก่อนหรือเปล่า ตอบไม่ได้ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน รู้สึกว่ามันไปด้วยกัน ต้องดูแลทั้งสองอย่าง เราอาบน้ำให้ร่างกาย แต่เราอาบน้ำให้จิตใจหรือเปล่า จิตใจต้องการการชำระเหมือนกันนะ บางทีเราเจอสิ่งที่ไม่ดี เราก็ควรจัดการมัน"
ฉันพยักหน้ารับเห็นด้วย เพราะหลายครั้งที่ฉันมัวแต่สนใจร่างกายจนละเลยสุขภาพจิต รู้ตัวอีกทีฉันก็จมในภาวะเครียดจนกระทบทุกอย่างไปหมด
ชีวิตของอายมีหลายการตัดสินใจสำคัญ ไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ การงาน การเรียน หรือการดำเนินชีวิตต่อไป แต่หนึ่งในการตัดสินใจที่เธอรู้สึกว่าถูกต้องและอยากขอบคุณตัวเองที่สุดคือ การตัดสินใจออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพราะนั่นไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องสุขภาพและภาวะภายใน แต่ยังรวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เจอคนใหม่ๆ
"เราได้สังคมอีกสังคมหนึ่ง ถ้าไม่ได้มายิม ไม่ได้มาออกกำลังกาย เราจะไม่ได้สังคมนี้ ไม่สามารถคุยกับคนในเรื่องนี้ได้ พอเรามีเรื่องนี้ปุ๊บ มันเหมือนเป็นตัวกลางเชื่อมในการคุยกับคนแปลกหน้าสักคนในยิมหรือที่ไหนก็ได้ ซึ่งดีมาก กลายเป็นว่าเรารู้จักคนเยอะขึ้นจากการออกกำลังกาย คนร่วมวงการก็มี ถ้าเราไม่ได้อินเรื่องนี้ ก็จะตัดคนเหล่านี้ไปโดยปริยาย ถ้าไม่ได้มีงานมาคุยกัน แล้วเราเป็นลูกคนเดียว ดังนั้นเราจะคุยเก่งมาก เหงาไง เล่นคนเดียว ดังนั้น โตขึ้นมาเราเลยเป็นคนชอบสร้างความสัมพันธ์มาก ซึ่งความสัมพันธ์ก็จะอยู่ในรูปแบบคนรู้จักทั่วไป ชอบคุยกับคน ไม่งั้นเราไม่มีหนังสือเล่มนั้นหรอก หนังสือเล่มนั้นเกิดมาจากการคุยกับคนทั้งนั้นเลย"

ไม่แน่ว่าวันหนึ่ง เมื่อคุณมองย้อนกลับมาในชีวิต การตัดสินใจออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเอง อาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตคุณก็เป็นได้
สำหรับผู้อ่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ อาย กมลเนตร แล้วอยากลองใช้การออกกำลังกายมาเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตและการทำงานในแบบของตัวเอง สามารถเริ่มจากคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชีวิตดีเริ่มที่เรา
4766 VIEWS |
นักเขียนและกองบรรณาธิการที่พบเจอตัวได้ตามหอศิลป์และร้านหนังสือ ชอบกินแซลมอนและชาบู อยากแก่ไปเป็นคุณป้าใจดีและมีฝูงแมวห้อมล้อม