ความฝัน ความรัก และคำสัญญา ใน 20 ปีต่อมาของ Siam Secret Service

    นับตั้งแต่ที่เราได้ฟังเพลง แค่นั้น (Only) ของวง Siam Secret Service ทางคลื่นวิทยุครั้งแรก จนถึง สัญญา (Promise) ที่เป็นเพลงล่าสุดของพวกเขาทางมิวสิกสตรีมมิ่งและยูทูบนั้น เป็นระยะเวลาที่ห่างกันถึง 20 ปี

    สำหรับแฟนเพลงอาจจะรู้สึกว่าเนิ่นนานกว่าที่พวกเขาจะกลับมาพบคนฟังอีกครั้ง แต่แท้จริงแล้วทุกคนไม่เคยหายไปจากการทำงานเพลงเลย ช้าง-กฤช ทวีสิน (นักร้องนำ) ยังรับงานเป็นนักร้องอิสระควบคู่ไปกับการช่วยธุรกิจที่บ้าน ปั๊ม-ปิย์นาท โชติกเสถียร กรัดศิริ (กีตาร์) เป็นมือกีตาร์วงอพาร์ตเมนต์คุณป้า มือเบส Paradise Bangkok Molam International Band เป็นดีเจ และโปรดิวเซอร์ทำเพลงให้กับงานโปรดักชัน อีเวนต์ หรือโชว์ต่างๆ อยู่บ้าง บีม-ภากร มุสิกบุญเลิศ (เบส) เคยทำวง Knock the Knock กับน้องชาย ทำวง White Rose กับ พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ควบคู่ไปกับการเป็นโปรดิวเซอร์ ทำเพลงประกอบหนัง มี Audio Service ร่วมกับเพื่อนๆ ชื่อ Viveka and Vehement และถ่ายภาพสารคดี ส่วน ปิ๊บ-อธิชัย โปษยานนท์ (กลอง) มีบริษัทผลิตเพลงโฆษณาและสื่อดนตรี Concrete dB ที่ทำร่วมกับ ตุล ไวฑูรเกียรติ และ พีระพันธุ์ ชาญเศรษฐิกุล เราจึงได้ฟังผลงานของเขาอย่างไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆ

    "คือจริงๆ พวกเราเจอกันอยู่เรื่อยๆ จะมีคำศักดิ์สิทธิ์แบบ กินเนื้อย่าง กินข้าว อะไรอย่างนี้จะเจอกัน แต่พอคิดว่าจะต้องทำเพลงด้วยกัน การทำเพลงสมัยนี้บริบทมันเปลี่ยนไป มันต้องเป็นงานอดิเรก แล้วทุกคนก็มีงานหลัก แต่มาเจอหน้ากัน เล่นดนตรีบ้าๆ บอๆ คุยอะไรกัน มันก็เหมือนได้ทำเพลงแล้ว มันมีความเป็น family get together ไม่ค่อยเป็นแบบ 'เฮ้ย! เราทำเพลงกันเว้ย' ทำไม่ได้ พอถึงเวลาที่ปิ๊บเขียนเพลงขึ้นมา โอ้โห! ชอบมาก" บีมเล่าให้ฟังถึงที่มาของเพลง สัญญา ที่ทำให้พวกเขากลับมารวมตัวกันทำเพลงในนาม Siam Secret Service อีกครั้ง

    ในวันที่ทั้ง 4 มานั่งอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเพลงใหม่ในวาระครบรอบ 20 ปีของวงครั้งนี้ เราจึงชวนพวกเขามาพูดคุยถึงความคิดและความรู้สึกที่มีต่อคำ 3 คำ คือ ความฝัน ความรัก และคำสัญญา ที่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตแล้ววันนี้พวกเขารู้สึกต่อคำเหล่านี้เหมือนหรือต่างไปอย่างไร


คำแรก 'ความฝัน'

ปิ๊บ: อู้หู... เหมาะกับวงเรามากเลยฮะ เพราะว่าถ้าสังเกตเนื้อเพลงเราจะมีเรื่องความฝันเยอะ

ปั๊ม: ความฝันถ้าตอนเริ่มทำวง แน่นอนเหมือนเราใหม่ทุกอย่าง ทุกอย่างมันได้เรียนรู้ ได้รู้จักคนใหม่ๆ รู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ ในวงการ หรือว่ารู้จักการทำงานที่เราคิดว่าเราอยากจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพ ตอนนั้นคือผมเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ประมาณปี 1 พอว่างจากเรียนเสร็จปุ๊บ เราก็ไปเข้าห้องอัด สนุกกับกิจกรรมตรงนี้มากๆ เลย แล้วก็รู้สึกว่าได้ทำตามความฝัน เบสิกคือเราอยากจะทำตรงนี้ให้สำเร็จอย่างที่เราอยากจะได้ยินร่วมกัน แล้วก็หวังว่ามันจะออกไปสู่คนฟัง แล้วก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี อย่างน้อยอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเงิน แต่ว่าการที่มีคนชอบเพลงเรา แน่นอนหัวใจเราก็ชุ่มชื่นหรือว่าดีใจที่มีฟีดแบ็กว่าเพลงเรามันมีความหมายต่อความรู้สึกของผู้ฟังไม่มากก็น้อย

    แล้วเผอิญว่าช่วงที่ทำงานสยามฯ แล้วก็เรียนไปด้วย เป็นยุคที่วงการโฆษณารุ่งเรืองมาก เพราะฉะนั้นตอนผมอยู่ปี 1 ปี 2 ผมมีงานอัดเสียงโฆษณาตลอด บางเดือนนี่ 30 ชิ้นน่ะครับ บางวันนี่อัดกีตาร์วันละ 3 งาน มีเพลงหนังด้วย เราก็ไม่ต้องไปสมัครงานแล้ว คิดว่าอยู่ตรงนี้แหละ

บีม: ปั๊มเป็นคนเดียวในกลุ่มของพวกเรา ซึ่งตอนนั้นเป็นนักดนตรีอาชีพ เลิกเรียนไปอัดเสียง

ปิ๊บ: ทำกับพี่เมย์ Kidnappers (ภควัฒน์ ไววิทยะ) นะ

บีม: เราก็จะตามไปตอนดึกๆ

ปิ๊บ: ผมก็จะร้องเดโมให้

ปั๊ม: เพราะการที่เราทำเพลงหนังโฆษณา มันถึงต่อมาถึงอพาร์ตเมนต์คุณป้าได้อย่างง่ายดาย ไม่มีปัญหา ไม่มีวอรี่ เลยเป็นผมทุกวันนี้ได้ แล้วความฝันส่วนตัวในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับวงสยามฯ อย่างเดียวแล้ว เพราะคิดว่าได้ทำมากกว่าที่ตัวเองเคยคาดหวังที่จะได้ทำอีก ผมได้ไปเล่น Glastonbury Festival แล้วก็ Fuji Rock และได้ทำอีกหลายอย่างมากกว่าที่ตัวเองอยากทำ ได้มาทำอาชีพใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำคือ ดีเจที่ทำมาได้ 2 ปีแล้ว บางครั้งผมได้เป็นมิวสิกคิวเรเตอร์ให้กับเฟสติวัลต่างๆ หรือดีไซน์โชว์ให้กับอีเวนต์อะไรอย่างนี้น่ะครับ มันก็มาได้เรื่อยๆ

    ตอนนี้อยู่ในโหมดที่มีครอบครัวละ ผมเพิ่งมีลูกเล็กประมาณขวบกว่า แน่นอนว่าความฝันของเราก็คงเลี้ยงเขาให้เติบโตขึ้นมาแล้วก็ให้เขาได้เจอตัวเอง เจอสิ่งที่เขามีแพสชั่นที่จะทำ แล้วให้โอกาสเขาเหมือนที่ผมได้รับโอกาสจากพ่อแม่ เหมือนกับที่ผมกับเพื่อนๆ ได้มา จริงๆ พวกเราทุกคนก็โชคดี เมื่อกี้ได้คุยกับบีมว่า เด็กๆ พ่อแม่เราสนับสนุนให้เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ไม่โดนบังคับว่าจะต้องทำอาชีพอะไร ผมก็อยากให้เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกเองได้ เพราะฉะนั้นพอมีลูกแล้ว ความฝันของตัวเองไม่ใช่ว่ามันถูกทอดทิ้งไป มันก็มีสิ่งที่เป็นแพสชั่นว่าเราอยากจะทำงานอยู่ แต่ว่าเราไปโฟกัสเรื่องลูกมากขึ้นเยอะ มากกว่าตัวเอง

ปิ๊บ: ผมก็เหมือนกับปั๊มแหละครับ ความฝันของผมตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วน่าจะเป็นเรื่องเพลงนี่แหละ เพราะว่ามันเหมือนการผลิตงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่งเนอะ โอ้โห...การทำเพลง 10 เพลงมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะผมกับบีมเริ่มเล่นกันตั้งแต่แรกก่อน แล้วปั๊มก็ไปเรียนเมืองนอก ตอนหลังค่อยมาเจอพี่ช้าง มันมีสตอรี่ที่เห็นว่าตั้งแต่เริ่มไปเล่นตาม Pirate Rock เล่นไม่ได้เรื่อง สมัยก่อนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพลงก็ไม่ได้แต่ง บีมเขาก็มีเพลงของเขา ผมมองเป็นสตอรี่ว่ามันก็คือความฝัน จะทำอัลบั้มนึงนี่มันน่าตื่นเต้นดี แต่ไม่นึกว่ามันโหดร้าย มันยาก มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ยุคนั้นเราก็คิดเองทำเอง ซึ่งมันก็ค่อนข้างแปลกแยกกับคนอื่น ชุดแรกใช้เวลาตั้ง 4 ปี รวมอัดด้วย เบ็ดเสร็จใช้เวลาตั้ง 5 ปี จนคนถามว่าไม่ทำออกมาอีกเหรอ เฮ้ย! มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ นะเว้ย ในระบบของพวกเรามันเป็นลักษณะแบบพิถีพิถัน ซึ่งดีละ มันควรจะเป็นอย่างนั้น สุดท้ายความฝันก็สำเร็จ แล้วไม่นึกว่าซิงเกิลที่สองจะห่างตั้ง 20 ปี ฉะนั้นนี่แหละมันเป็นความฝันที่สวยงามจริงๆ คืออย่างพวกผมก็จะมองว่ามันเป็นมาสเตอร์พีซของเรา เป็นงานศิลปะที่สวยงาม

บีม: จบดีว่ะ

ช้าง: ความฝันสมัยก่อนของผมก็คล้ายปิ๊บ เรื่องดนตรีก็อยากให้ออกมาดี แต่ว่าความฝันตอนนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องทำเพลงของวงซะมากกว่า เพราะเดี๋ยวนี้แต่ละคนในวงไม่ค่อยมีเวลา

บีม: ฝันว่าจะว่าง (หัวเราะ) ฝันว่าจะว่างพร้อมกัน

ช้าง: สยามฯ เมื่อก่อนเวลาทำเพลงอาจจะมาจากการแจมกัน จะมีเวลาคิดด้วยกันเยอะ ผมอยากให้เพลงเรามีที่ทางเหมือนสมัยก่อน

บีม: สำหรับผมความฝันแต่ก่อนคืออยากจะทำเพลง เพลงสมัยก่อนมันจะมีความอยากออกจากความเป็นจริง ตอนนั้นมันเป็นเด็กอายุ 18 นิสัยแบบเด็กวัยรุ่นเลย ไม่มีคนเข้าใจเรา เราอยากทำเพลง ทำไมต้องมีคนบอกว่าเป็นนักดนตรีเต้นกินรำกิน ตอนปี 2538 มันเป็นอย่างนั้น ถ้าใครอยากเรียนดนตรี อยากเป็นนักดนตรีคือ โอ้โห... เต้นกินรำกินเหรอ จะไปเล่นตามร้านอาหารเหรอ อย่างนั้นเลย ขณะเดียวกันคนที่พูดนั้นก็จะเป็นคนที่ชอบพี่เบิร์ดมาก ประเทศเรามันจะไม่มีตรงกลางว่า เราเป็นนักดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่มี ทั้งๆ ที่คุณพ่อผมเป็นเพื่อนลุงเต๋อ (เรวัต พุทธินันท์) แม่เรียนห้องเดียวกับลุงเต๋อเลย นึกออกไหมฮะ แล้วมันก็จะเป็นอะไรที่คอนฟลิกต์หมด

    ความฝันคือมันอยากจะออกจากความเป็นจริงนี้มาก เพราะว่ามันไม่มีแบบว่า เฮ้ย ทำไมเราคลานแล้วหัดเดินก่อนที่เราจะวิ่ง ไม่มี คุณคลานปุ๊บ คุณต้องตะกุยขึ้นมาวิ่งเลย ช่วงนั้นก็กดดันมาก ไม่รู้จะออกจากความเป็นจริงยังไง เลยซ้อมดนตรีกันเยอะมาก ผมเลิกเรียนหนังสือเพื่อทำเพลงพิสูจน์ตัวเอง ที่บ้านมีห้องซ้อม ช้างฝึกสอนเสร็จจะมาที่บ้าน ปิ๊บไม่มีเรียนจะมาที่บ้านผม ปั๊มเรียนหนังสือเสร็จก็มา ปั๊มได้ทุนเอแบค คือต้องรักษาเกรดให้ได้ จริงๆ ปั๊มต้องไปเรียนอังกฤษ แต่เพราะพวกเราไปขอคุณยายไว้ว่า 'คุณยายครับ ขอให้ปั๊มเรียนเมืองไทยเถอะครับ' เลยมีข้อแม้แบบไอ้ปั๊มก็ต้องรักษาเกรด ไอ้ปิ๊บก็เรียนอยู่ ช้างก็ฝึกสอนอยู่ ทุกคนก็ต้องดึงกันไปดึงกันมา ผมอยู่บ้านก็จะ เฮ้ย! กูต้องทำให้ได้ กูต้องทำให้ทุกคนเห็นว่ากูทำเพลงได้ กลายเป็นไม่รู้เรื่องว่าจริงๆ แล้วการทำเพลงไปค่ายเพลงก็จะมีคนเขียนเพลงให้ ไม่รู้ มีเครื่อง 4 แทร็ก มีกลอง มีตู้เบส อันนั้นน่ะคือความฝันของเด็กๆ ที่อยากจะออกจากความเป็นจริงให้ได้

ปิ๊บ: ใช่ๆ สมัยก่อนบีมเขาจะจริงจัง ไว้ผมยาว เท่ ต้องทำดนตรี เขาเล่นได้ทุกชิ้นเหมือนกัน ไม่เหมือนกับเราเล่นกันเล่นๆ แกะเพลงเฮฟวีเมทัลเนอะ

บีม: หูย...ซ้อมวันละ 8 ชั่วโมง ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จซ้อม มันก็คือการที่อยากออกจากความจริง มันไม่มีใครยอมรับเลย ทำไมมันจะต้องเป็นคนไม่ดีขนาดนั้น อยากเล่นดนตรี ผู้ใหญ่ในระบบนี้เขามองว่าเราเป็นคนไม่ดีเลยนะเว่ย

ปั๊ม: เศรษฐกิจมันพังด้วย ปี 2540 บรรยากาศบ้านเมืองมันไม่ค่อยดีน่ะครับ เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดีตอนนั้น

ช้าง: เศรษฐกิจตอนนี้ไม่ดีก็จะออกเพลงอีก เวลาดีๆ ไม่ออก

บีม: มันเป็นทางออกเดียวของเรา แล้วเพลงของ Siam Secret Service คือการสร้าง ultimate reality (ความจริงแท้) ของมันเองแทบทุกเพลงเลย และทุกเพลงคือสิ่งที่อยู่ข้างในของเรา ตอนนั้นเรามีปัญหาเรื่องความรักเรื่องอะไร มันจะออกมาเป็นเพลงอย่าง พายุ ซึ่งมันจะมีโลกของมัน สิ่งสำคัญในการทำเพลงมันจะกลายเป็นชีวิต มันคือเรื่องความเป็นความตาย คือการเป็นวงสยามฯ มันยากมาก ทำยาก อย่างเพลงล่าสุด สัญญา มันคือเพลงที่เราทุกคนรู้สึกดีมาก

ปั๊ม: จริงๆ บีมอธิบายได้ดีนะ ตอบคำถามว่าทำไมทำเพลงมันถึงใช้เวลานานมาก ทั้งที่มีกีตาร์ไลน์เดียวเนี่ย เพราะว่าเพลงสยามฯ มันมาจาก ultimate reality ที่บอกใช่ปะ มันคือเรื่องส่วนตัวมากๆ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้จริงสำหรับคนเขียนเพลงคนเดียว ทุกคนมันก็ต้องซึมเข้ามาในเนื้อหาในบรรยากาศ ในมู้ดของเพลงนั้นจริงๆ มันถึงทำออกมาได้ ต่อให้มันจะเป็นกีตาร์ไลน์เดียวก็เถอะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงค้างอยู่ตั้งหลายปี

ตอนนี้ความฝันในการทำเพลงของบีมเปลี่ยนไปอย่างไร

บีม: ตอนนี้มันไม่ใช่ความฝันหรอกครับ แต่ว่าคือเราสามารถเข้าไปอยู่ในความเป็นจริงที่เราสร้างได้ คือเวลาเราเล่นดนตรีก็สนุกแหละ ความฝันตอนนี้คือเจ็บตัวให้น้อยที่สุด แล้วก็สามารถอยู่ในความเป็นจริงที่พวกเราสร้างขึ้นมาในการทำงานนี้ คือเข้าไปอยู่ในเพลงให้สมจริงที่สุด เวลาเล่นดนตรีกันทุกครั้ง จะรู้สึกว่าโลกมันไม่เป็นไร มันอยู่ได้

ปิ๊บ: พวกผมเพิ่งคุยกัน 4 คนว่ากลับมาทำอันนี้คือข้อสำคัญที่สุด อาจจะเป็นความฝันก็ได้นะ คือเล่นแล้วก็แฮปปี้ แค่นั้นเอง คือทุกคนโตแล้วก็ขอให้แฮปปี้นะ

บีม: ใช่ คือทำเต็มที่นะ แล้วก็เหมือนแอบลืมตานิดนึงก็เจ็บตัวน้อยหน่อย ซึ่งจริงๆ เราก็ควักเนื้อเยอะ หมายความว่าเจ็บตัวน้อยหน่อยแต่ว่าต้องทำให้ดีที่สุดไง อย่างอัดเสียง พวกเราก็อัดที่ Studio 28 อัดดีที่สุดเท่าที่ทำได้ mastering เราก็ส่งไปที่ Abbey Road Studios กับ Frank Arkwright คนที่เราชอบผลงานของเขา จริงๆ คือหมายความว่าเราต้องชอบสิ่งที่เราทำจริงๆ มิวสิกวิดีโอเราทำกันเองก็พอถูไถ รู้สึกว่าอย่างต่ำก็คือความทรงจำที่ดี

ปิ๊บ: เอ้อ เป็นความทรงจำที่ดี คือผมจะบอกกับเพื่อนเลย เหมือนเรากลับมาทำแล้วเราต้องแฮปปี้แบบครบรอบ 20 ปี


คำที่สอง 'ความรัก'

ปั๊ม: คือแน่นอน ผมว่าทุกคนแหละครับ ตอนเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นรักครั้งแรกหรืออะไรก็ตาม มาถึงวันนี้มองย้อนกลับไป เราไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วตอนเด็กเราชอบคนแบบไหน มันต้องผ่านการรู้จักคนมาเรื่อยๆ แล้วพอถึงวันหนึ่งเราอาจจะมีคำตอบให้ตัวเองมากขึ้นว่าคนประเภทไหนที่เขารับเราได้ หรือว่าพอนานๆ เข้าแล้วอยู่ด้วยกันได้ครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอาจจะไม่มีสูตรสำเร็จ ของบางคนอาจจะเจอกันตอนอายุ 15 แล้วคบกันมา 7 ปี เรียนจบอายุ 23-24 แล้วแต่งงานกัน อยู่จนตายกันไปข้างหนึ่ง แต่ผมคิดว่าถ้าคนเรามีโอกาสที่จะได้รู้จัก สัมผัสกับตัวเอง ตั้งคำถามให้กับตัวเอง เรียนรู้ แล้วรู้จักเพื่อนมนุษย์ในหลายๆ รูปแบบกันไป รู้ว่าคนประเภทไหนที่รับเราได้ หรืออยู่กันแฮปปี้ได้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีกับตัวเองไม่น้อยครับ

บีม: นึกว่าจะตบท้ายด้วย ผมรักลูก อะไรอย่างนี้

ปั๊ม: อ๋อ อันนั้นอยู่แล้วฮะ

ปิ๊บ: คือผมแต่งงานคนแรกเลย แล้วมันก็ไม่มีอะไรง่ายหรอกครับเรื่องความรัก แต่ว่ามองข้อบวกไว้ดีกว่า หมายถึงว่ามองแบบโพสิทีฟ อะไรที่เนกาทีฟก็พยายามแก้ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันมาก เพราะจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสัมพันธ์ครอบครัวหรือคนรัก มันสำคัญสุดแล้วไง เพราะฉะนั้นในความรัก ถ้าคิดในแง่ดีมันก็ดีเสมอ

ช้าง: ของผมถ้าอย่างวัยรุ่นก็มองความรักแบบชิลล์ๆ คบกันก็จะง่ายๆ สบายๆ พอยิ่งโตก็จะยิ่งรู้สึกว่า เออ กูชิลล์ไม่ได้แล้ว

ปิ๊บ: ยังไง ชิลล์ไม่ได้ยังไง

ช้าง: ก็รู้กันอยู่

ปิ๊บ: คนนี้เขารักแฟน เขาแฮปปี้

บีม: คำว่าความรักใช่มั้ยฮะ คือเราจะมองคุณภาพของความรักไม่เหมือนเดิม อย่างเช่น เรารักศิลปะก็ต้องดูดีๆ หัวปักหัวปำมากไม่ได้ เมื่อมันมีราคาที่เราต้องจับจ่ายถ้าเราทุ่มลงไปมากๆ ใช้ใจมากๆ ราคาจับจ่ายมันก็สูง แต่ว่าจริงๆ มันก็ห้ามลำบาก อย่างเช่นเรารักที่จะเล่นดนตรีมาก ทำสยามฯ แล้วเสียตังค์ล้วนๆ ถ้าเราคิดถึงเรื่องการโอเปอเรชัน มันไม่คุ้มแต่ก็อยากทำ เอาจริงๆ การทำเพลงสยามฯ มันเหมือนครอบครัว เหมือนเพื่อนพี่น้องกัน แล้วเพื่อนอยากทำ ตื๊อมากๆ กูทำก็ได้วะ

    ความรักสมัยนี้ไม่ใช่ว่าต้องกู้หนี้ยืมสิน ถ้าไม่มีเราก็บอกว่า เฮ้ย กูรับผิดชอบอันนี้ได้ คนนี้สามารถรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ มันต้องเป็นยูนิตจริงๆ เราต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะชีวิตเราเป็นแบบนี้ ปั๊มมีลูกมีกิจการ ปิ๊บมีกิจการ ช้างก็มีธุระที่ต้องดูแลที่บ้าน ทุกคนจะมีพื้นที่ของตัวเอง เรารักที่จะรักษาสเปซของกันด้วย ตอนนี้คือความรักที่ได้รักษาบาลานซ์นะ ผมพูดจริงๆ มันไม่ใช่ความรักแบบไม่ลืมหูลืมตาแล้ว


คำสุดท้าย 'สัญญา'

บีม: พอแก่แล้วมันจะรู้สึกว่าคำนี้เป็นคำที่น่ากลัวเนอะ

แล้วเมื่อก่อนเป็นอย่างไร

บีม: โรแมนติกสิ 'สัญญานะ' เราสัญญากันไว้แล้ว

ปิ๊บ: ใช้ประจำ 'พี่สัญญาไว้แล้วนะ' โอ้โห ลืม (หัวเราะ)

บีม: นี่ไง พอมาเรื่องวัยนี้มีประสบการณ์แล้ว มันเป็นคำที่ไม่สวยเหมือนแต่ก่อน

ปั๊ม: จริงๆ ถ้าไม่มีผลต่อการทำงาน ไม่ค่อยอยากจะทำสัญญาอะไรกับใคร เพราะว่าเงื่อนไขในชีวิตมันเปลี่ยนไปตลอดน่ะครับ เวลาเราพูดคุยกันเรื่องของความสัมพันธ์หรือเรื่องอื่นๆ มันมีเป้าหมายในการทำงานอยู่แล้ว ถ้าเราสัญญาเฉพาะเรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นบทบาทหน้าที่ที่เราจำเป็นต้องทำจริงๆ เวลาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเป็นบริษัท มันก็มีหน้าที่หลักที่เราจะต้องทำตรงนั้น เราสัญญา แต่ในเรื่องชีวิตประจำวัน บางครั้งผมคิดว่าปัจจัยรอบๆ ข้างมันเยอะ มันสามารถทำให้เงื่อนไขบางอย่างเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวันนะ

    ผมคิดว่ายิ่งอายุมากขึ้น ก่อนจะสัญญาอะไรต้องคิดให้ดีมากๆ พออายุมากขึ้นเนี่ย ไอ้บทบาทหน้าที่ของเรามันเยอะขึ้นเอง จริงๆ แล้วหลายอย่างเราทำด้วยจิตสำนึกของเราอยู่แล้ว ไม่ต้องสัญญา อาจจะเป็นเพราะเรามีครอบครัวมีลูก ของบางอย่างมันไม่ต้องสัญญากันก็ได้ มันเป็นบทบาทที่เราจะต้องทำด้วยสามัญสำนึกของเราอยู่แล้ว คุณแต่งงานมันมีเรื่องของจริยธรรมว่าคุณต้องซื่อสัตย์ ของพวกนี้เราก็ไม่ต้องพูดว่าเราสัญญาใช่มั้ย ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วสามัญสำนึกสำคัญกว่าเรื่องสัญญา ผมไม่ต้องบอกลูกว่าเดี๋ยวพ่อจะไปซื้อนมให้ นมลูกหมดเราก็ต้องออกไปซื้อนมใช่มั้ยครับ

ช้าง: ปั๊มพูดแล้วมันดูลึกซึ้ง ของผมไม่เปลี่ยนครับ ของผมสัญญาอะไรก็ควรทำให้ได้

ปั๊ม: จริงๆ มันมีหลายมิติเหมือนกัน ถ้าจะพูดไป มันพูดได้หลายแบบ ถ้าสมัยก่อนก็อย่างที่บอกเมื่อกี๊นะฮะ สัญญาไปก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเราไม่เคยพูดมานานแล้ว ปกติทั่วๆ ไปก็คงไม่ได้มาพูดพร่ำเพรื่อ นึกออกมั้ยฮะ นอกจากว่าเซ็นสัญญาเช่าหรือสัญญาในธุรกิจ คือผมมองสัญญาใจมากกว่า

บีม: แต่ก่อนผมชอบสัญญากับคนอื่น ตอนนี้เรียกว่าตั้งเป้าไว้กับตัวเอง ก็เหมือนตั้งเป้าของวันนี้ สัปดาห์นี้เอาไว้ ผมจะวางตารางก่อนว่า ตื่นกี่โมงทำอะไร ช่วงทำงาน ช่วงขับรถ จะพยายามตั้งเป้าง่ายๆ แต่ก็ทำยากมาก เพราะวันหนึ่งต้องทำหลายอย่าง เดินทางหลายที่ แล้วทุกที่มันเหมือนเป็นสัญญาว่าเราจะต้องไปตอนนี้ เวลานี้

ปิ๊บ: ชอบประเด็นนี้นะฮะ ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ทำไม่ได้ 100%

ช้าง: รู้สึกว่าถ้าเกิดสัญญากับคนอื่น กูพยายามทำให้ได้ แต่พอสัญญากับตัวเอง กูทำไม่ได้

ปั๊ม: จริงๆ ผมมีสัญญากับตัวเองที่ทำสำเร็จไปโดยที่ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จได้คือ ผมเลิกสูบบุหรี่ได้ ผมสูบบุหรี่มาเกือบ 30 ปี แต่เลิกได้เพราะมีลูกครับ

ปิ๊บ: ดีมาก เก่งมาก

ปั๊ม: มันคือสิ่งที่ผมชอบมากๆ นะบุหรี่เนี่ย คือไม่คิดว่าตัวเองจะเลิกได้เลย พอมีลูกสักพักเลิกได้เลยครับ

ปิ๊บ: 2 คนนี้เขาเลิกได้ สุดยอดๆ (หมายถึงปั๊มกับบีม)

บีม: ผมคือคนที่เลิกบุหรี่บ่อยที่สุดเลยครับ ชีวิตผมเลิกบุหรี่เป็น 10 ครั้งนะ ตอนนี้กำลังต่อสู้อยู่ครับ ก็โอเค แมเนจได้


เพลง สัญญา (PROMISE)

    ปัจจุบันแม้วิถีชีวิต ภาระหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบของสมาชิกวง Siam Secret Service จะเปลี่ยนไป แต่การทำงานที่พิถีพิถันในแบบฉบับของพวกเขายังคงเดิม แล้วหลักฐานนั้นก็ปรากฏอยู่ในเพลง สัญญา ซึ่งเพลงนี้ปิ๊บแต่งไว้ตั้งแต่ปี 2556 และใช้ระยะเวลากว่า 5 ปีในการทำให้สำเร็จออกมาให้ฟังกัน

    "คือทุกคนจะมีพื้นที่ของตัวเอง ปิ๊บก็คิดกลองคิดอะไรมา แต่มันมีสิ่งที่ท้าทายมากคือเรื่องวิธีคิด อย่างปั๊มเป็นคนที่ถ้าเขาหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น เขาจะเล่นไปได้เรื่อยๆ ทั้งวัน แล้วคิดอะไรใหม่ได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเรามีชาเลนจ์ให้ปั๊มเว้ย ขอกีตาร์ไลน์เดียวให้แม่งหล่อที่สุด ไลน์เดียว"

    บีมพูดถึงวิธีคิดในการทำงานของเพลงนี้ที่คุยกันว่าต้องการให้ดนตรีสามารถเล่าเรื่องในเพลงนี้ได้อย่างชัดเจนในเส้นเดียว เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะต้องอยู่กับตัวเพลงให้ได้ก่อน แล้วส่วนที่เสริมมาก็ผ่านกระบวนความคิดอย่างละเอียดมาแล้วทั้งนั้น ต่างไปจากสมัยก่อนที่พวกเขามักจะใส่ลูกเล่นที่ทำให้เพลงมีความซับซ้อน จนคนอื่นแกะเล่นตามยากมาก แม้จะมีเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ กีตาร์ เบส กลอง เท่านั้น

    "เรารู้สึกว่าเวลาเล่นเพลงสยามฯ พอเริ่มเล่นแล้วมันจะหยุดไม่ได้ หูย ทำไมมันเยอะ หมายถึง 3 ชิ้นของเรามันพิเศษ ส่วนประกอบของดนตรีมันเยอะจริง เล่นสามคนดูเหมือนน้อย แต่จริงๆ less is more" ปิ๊บเสริมด้วยบรรยากาศเฉพาะที่วง Siam Secret Service สร้างขึ้นแบบไม่ซ้ำใครจริงๆ

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพที่เป็นนักเขียนที่เป็นช่างภาพที่ชอบไปเที่ยวที่เป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยวที่เป็นช่างภาพให้หนังสือตัวเองที่เป็นนักเขียนเอาเวลาว่างจากที่เป็นช่างภาพที่เป็นงานประจำไปเป็นนักเขียนพ็อกเก็ตบุ๊กมา 5 เล่มแล้วและช่วงนี้ก็ชอบปลูกต้นไม้ด้วย