โรงละครกลางแจ้งหัวหิน พื้นที่สำหรับตัวละครและผู้ชมที่ทุกคนจะต้องคิดถึง

    บรรยากาศยามบ่าย ใต้ร่มไม้ใหญ่ ท่ามกลางเสียงจักจั่น และเสียงวูดรถไฟที่ลอยมาตามลมอยู่เป็นระยะๆ ผมกำลังนั่งอยู่กับ คุณเล็ก-วศิน สุขเกษม และคุณหม่อง-วสันต์ สุขเกษม ชายสองคนที่มีบทบาทสำคัญต่อโรงละครกลางแจ้งของเมืองหัวหินที่มีชื่อว่า Cicada Amphitheatre ที่ทำการจัดแสดงละครเวทีคุณภาพอย่างต่อเนื่องมายาวนานหลายปี

    และในค่ำคืนนี้ก็จะเป็นการแสดงรอบสุดท้ายของละครเวทีที่ผ่านการกลั่นกรองความเป็นตัวตน แนวคิด และจิตวิญญาณของผู้คนในโรงละครแห่งนี้ออกมาได้อย่างเข้มข้นที่สุด ในละครเพลงที่ชื่อ

    'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ The Musical'

...

"เพราะว่าเวลา ไม่อาจย้อนคืนกลับมา สิ่งใดที่ได้ทำมา จึงไม่อาจย้อนคืนกลับไปแก้ไข

บางช่วงเวลา อยากจดจำไว้จนจับใจ เมื่อเวลานั้นผ่านไป กลับหลับใหลหลงลืมยากเกินจดจำ

บางช่วงเวลา อยากลืมเลือน ลบจากใจ กลับยังฝังแน่นติดใน จนหวั่นไหวยากเกินที่ใจจะทน

หากวันนี้ฟ้ากำหนดชะตา กาลเวลานำพาเวทมนตร์ ให้เดินทางมาพบใครอีกคน ที่เหมือนจน แม้ทุกช่วงลม หายใจ"

...

หากมหัศจรรย์แห่งกาลเวลา นำพาให้วันนี้มาพบตัวเองในอดีตอีกครั้ง คุณจะทำอย่างไร?

...

    ท่วงทำนองและบทเพลงแรกของละครเวที 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ The Musical' ขับร้องโดยขุนวิจิตร ผู้นิมิตมนตร์กาลเวลา รับบทโดยคุณเล็ก วศิน สุขเกษม ที่เป็นทั้งผู้เขียนบทและกำกับการแสดง นั้นแฝงไปด้วยแนวคิดและแก่นแท้ของเรื่องราวละครไว้อย่างน่าสนใจ

    ก่อนที่จะพาทุกคนไปพบกับปัจจุบันและอนาคตของโรงละครแห่งนี้ ผมอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโรงละครแห่งนี้ และพื้นที่แห่งนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร?

...

"ทุกสิ่งในโลกนี้มันถูกกำหนดไว้หมดแล้วด้วยผลแห่งการกระทำ"

...

ความเป็นมาของ ซิเคด้ามาร์เก็ต

หม่อง : ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นต้องย้อนไปมากกว่า 10 ปี เมื่อก่อนแถวนี้เป็นป่าเป็นสวน มีบางคนไม่รู้ว่าเมืองหัวหินเริ่มจากชุมชนเขาตะเกียบบริเวณนี้ ซิเคด้ามาร์เก็ตจึงใช้เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่ง Communities ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของเมืองหัวหิน

เล็ก : ย้อนไปก่อนหน้านั้น เราเคยเป็น Theatre Restuarant มาก่อน เป็นร้านอาหารที่จัดแสดงโชว์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่พอถึงช่วงที่เศรษฐกิจแย่ ทีมผู้บริหารและพวกเราจึงได้นั่งคุยกันว่าจะเอายังไงต่อไปดี เพื่อให้สิ่งที่เราทำอยู่ยังดำเนินต่อไปได้ จึงเกิดเป็นซิเคด้ามาร์เก็ตขึ้นมา เกิดจากการมองสภาพเมืองหัวหิน ว่าตอนนั้นเมืองขาดอะไรบ้าง และโรงละครแห่งนี้ก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับตลาดซิเคด้าตอนนั้นเลย

หม่อง : Cicada แปลว่า จักจั่น นั่นคือที่มาของชื่อตลาดซิเคด้า ที่เรากำลังได้ยินเสียงร้องอยู่นี่แหละครับ แนวทางการดำเนินงานของที่นี่ก็มาจากคำคำนี้ ได้แก่ Community Identity Culture Art Dynamic & Activity ซึ่งโรงละคร CICADA Amphitheatre แห่งนี้ก็เป็นส่วนดำเนินงานของ Activity

ละครเวทีที่ไม่เก็บค่าเข้าชมมีกลไกการตั้งอยู่อย่างไร

เล็ก : เป้าหมายของพื้นที่ตรงนี้ เราอยากทำให้เป็นพื้นที่ของอาชีพจริงๆ แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เราอาจจะยังทำไม่ได้ขนาดนั้น แต่เรามองเสมอว่าจะทำอย่างไรถึงจะสร้างพื้นที่แบบนั้นได้ การเก็บค่าเข้าชมหรือไม่เก็บจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่าเราจะทำสิ่งที่คิดออกมาได้หรือเปล่า แล้วสิ่งที่เราทำออกมาจะมีคนยอมรับมากน้อยแค่ไหน นั่นคือจุดเริ่มต้น

หม่อง : นั่นก็เป็นช่วงเริ่มต้นที่เรารีเสิร์ช และรวบรวมข้อมูล ว่าหัวหินถิ่นมนตร์ขลังนี้จะเป็นอย่างไร จากพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย หากแต่เราได้พบวิถีแห่งชุมชน เราจะเอาอะไรมานำเสนอเพื่อให้เกิดการยอมรับอย่างยั่งยืน เราจึงไม่ได้เริ่มจากความคิดเรื่องกำไรขาดทุน

การทำละครแต่ละเรื่องที่ผ่านมามีแนวคิดอย่างไรบ้าง

เล็ก : แนวคิดในการเลือกเรื่องมาแสดงก็เป็นแนวคิดเดียวกับการก่อตั้งโรงละครแห่งนี้ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเราต้องทำอะไรสักหนึ่งอย่าง ถ้าเราทำแล้วไม่ได้รับการยอมรับก็จะไม่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่ต้น จึงเริ่มจากคำถามว่าเราคิดว่าผู้ชมน่าจะชอบอะไร แต่จริงๆ ในช่วงแรก ผู้รับสารของเราไม่ใช่ผู้ชมนะครับ แต่คือนักท่องเที่ยว แต่เราจะเปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นผู้ชมได้อย่างไร? นี่คือคำถามใหญ่ที่จะขับเคลื่อนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นโรงละครได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในตอนนี้เรา คิดว่ามันสำเร็จในระดับนึง มีคนที่ผ่านมาแล้วอยากเข้ามาชม และคนที่มาเพื่อชมจริงๆ

หม่อง : เราคิดเสมอว่าอยากให้เขาเป็นมากกว่าผู้ชม ในฐานะพิธีกร เราตั้งใจมากที่จะนำเสนอให้เขารู้สึกมีส่วนร่วม ได้รับรู้วิถีแห่งวัฒนธรรมการเข้าชมโรงละครแห่งนี้ เป็นการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันระหว่างนักท่องเที่ยวกับทีมงาน

ละครเพลงเรื่องนี้ ดูเหมือนจะตอบโจทย์สิ่งที่โรงละครแห่งนี้อยากนำเสนอมากที่สุดตั้งแต่เคยทำมา

เล็ก : จริงๆ เราเคยทำ 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ' มาแล้วรอบนึง ตอนนั้นเรากำลังทดลองอะไรหลายอย่าง ซึ่งตอนนั้นก็มีเรื่องที่เราอยากพูดแล้ว แต่ทำได้ระดับนึงเท่าที่บริบทตอนนั้นจะอำนวย แต่ในครั้งนี้ด้วยบริบทใหม่ หลายๆ องค์ประกอบที่ทำให้เราอยู่ในจุดที่สามารถผลิตงานชิ้นนึงที่น่าจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ ความคิดที่เคยตกหล่นในครั้งที่แล้วจึงกลับมานำเสนอใหม่ ภายใต้โครงเรื่องใหม่ วิธีใหม่ ที่คิดว่าผู้ชมน่าจะชอบมันมากขึ้น

...

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดในเรื่องก่อนๆ ได้ทำให้ละครเพลงเรื่องนี้สมบูรณ์ที่สุดในเวลานี้เท่าที่มันจะเป็นได้ ทั้งวัฒนธรรมการชมที่สะสมมา เทคนิคและความชำนาญ รูปแบบการสื่อสาร ทำให้ละครเพลงเรื่องนี้เป็นส่วนผสมที่พอดีที่สุด

...

กลไกของการใช้คนในพื้นที่เป็นหลัก รวมถึงนักแสดงหลักส่วนใหญ่ที่เป็นเด็กๆ ที่เติบโตไปพร้อมๆ กับโรงละคร และเมื่อถึงเวลาหนึ่งเขาก็ต้องก้าวออกไป ความสม่ำเสมอของการพัฒนาละครอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างไร เมื่อเราต้องเปลี่ยนและฝึกซ้อมนักแสดงหลักชุดใหม่ๆ ทุกๆ ปี

เล็ก : คำถามนี้เป็นคำถามใหญ่ ที่ผมตอบได้หลายเรื่องเลย อย่างแรกมันไม่ใช่การเปิดโอกาสให้น้องๆ แต่น้องๆ ก็ให้โอกาสเรา มันเป็นศิลปะเชิงทดลองอย่างนึงที่คิดว่าน่าจะดีต่อผู้ชม การที่ได้ร่วมงานกับน้องๆ ในพื้นที่ มันมีสิ่งที่เรามองไปไกลกว่านั้น เช่นสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ สามารถต่อยอดความรู้ความสามารถบางอย่างที่น้องสนใจแต่ไม่มีสอนในโรงเรียน เช่น ศิลปะการแสดง เบื้องหลัง การกำกับ การออกแบบ

    พอมองย้อนกลับไปที่ระบบการศึกษาในโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เราจะเห็นได้ว่าสายเรียนวิชาเรียนต่างๆ มีจำกัด แล้วน้องๆ ที่สนใจเรื่องการแสดงล่ะ เขาจะศึกษาเรื่องแบบนี้ได้ที่ไหน ที่นี่ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯ ที่มีแหล่งความรู้มากมายให้เด็กๆ ได้เลือกเรียน แต่ในพื้นที่นี้ ไม่ได้มีทางเลือกมากมายแบบนั้น เด็กบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคณะที่เปิดสอนวิชานี้โดยเฉพาะอยู่ เด็กหลายๆ รุ่นที่ผ่านมา เราได้พูดคุยได้คลุกคลีกันตลอด ทำให้เรารู้ว่า เขาไม่รู้จริงๆ นะว่าในโลกนี้มันมีอาชีพการแสดงแบบนี้อยู่ด้วย เราอยู่ตรงนี้เพื่อบอกเขาว่ามันมีอยู่จริงนะ และถ้าเขาชอบ เขาจะเดินต่อไปยังไง บางทีการไม่รู้มันเท่ากับการตัดโอกาส อย่างน้อยเขาชอบหรือไม่ชอบก็ให้เขาได้รู้ก่อนแล้วค่อยเลือก ไม่ใช่ต้องเลือกจากข้อจำกัดหรือกรอบที่ถูกกำหนดเอาไว้ พื้นที่ตรงนี้จึงเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์นี้ด้วย

หรือนี่คือพื้นที่ที่เปิดไว้ให้เสมอสำหรับน้องๆ ที่จะได้เข้ามาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโรงละครแห่งนี้

เล็ก : อย่างที่บอกว่าถ้าพูดเรื่องโอกาส เราไม่ได้ให้โอกาส แต่น้องๆ ก็ให้โอกาสเราด้วย ทุกคนมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน เติบโตมาต่างกัน พื้นฐานต่างกัน มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในการทำงาน เรารู้สึกว่านั่นคือโอกาสในการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วย ว่าเราจะแก้ไขเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างไร น้องๆ แต่ละคนอยู่ในวัยที่ใกล้ๆ กันพอสมควร เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีแรงขับเคลื่อนสูง ความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจ การที่เรารู้ว่าหน้าที่ของเราไปสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจุดนึง อาจส่งผลในภาพใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น เราจะเรียนรู้และเติบโตจากปัญหา

ทุกวันหลังจบการแสดง จะมีการนั่งคุยกันเพื่อวัดผลการแสดงในแต่ละวัน เพื่อพัฒนาต่อใช่ไหม

หม่อง : เวลาเกิดปัญหาเราไม่ได้หาคนผิด แต่เราหาสาเหตุแห่งปัญหา เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นในครั้งต่อไป เราอยู่กันแบบไม่โกรธกัน ช่วยเหลือกัน ขอบคุณกัน เป็นบรรยากาศที่ผู้คนต่างวัย ต่างความคิด มาอยู่ร่วมกัน

เล็ก : แต่ไม้โหดก็มีนะครับ เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องความเป็นความตาย เราต้องเรียนรู้ว่าต้องระมัดระวังบางสิ่งมากแค่ไหน

ในการทำธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมองค์กร ดูเหมือนว่าที่นี่ก็มีอย่างเข้มข้นมากเลยทีเดียว

หม่อง : เยอะมากๆๆๆ เลยครับ เพราะเรารู้ว่าระดับของผู้คนที่เข้ามาอยู่ร่วมกันที่นี่มีความแตกต่างกันมาก เราจะต้องมีวิธีที่ทำอย่างไรให้เราอยู่ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

...

ผู้คนในโรงละครแห่งนี้ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข และเติบโตไปพร้อมๆ กัน อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว หัวใจของการอยู่ร่วมกันคือการยอมรับในความแตกต่าง เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่จมอยู่กับปัญหา แต่ใช้ปัญหาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน และใช้เป็นบันไดก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้

...

"ไม่ใช่กติกา แต่เป็นวิญญาณของผู้คนในโรงละครแห่งนี้"

...

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าโรงละครแห่งนี้เกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร แล้วทิศทางต่อไปในอนาคตของโรงละครแห่งนี้เป็นอย่างไร

เล็ก : เป้าหมายคือการพัฒนาที่นี่ให้เป็นแหล่งอาชีพของคนในพื้นที่ เป็นพื้นที่ให้คนเติบโตและก้าวออกไป และเมื่อมีโอกาสก็ได้กลับมาช่วยกันพัฒนา ผมดีใจมากที่มีเด็กพูดว่า "ถ้าผมเรียนจบ ผมอยากกลับมาช่วยครูนะ" เขาอยากกลับมาทำให้น้องๆ เก่งขึ้นนะ เขาอยากกลับมาทำอะไรให้มากกว่านี้นะ เราฟังแล้วรู้สึกว่าเรามีหวัง ถึงเราจะไม่ได้คาดหวัง เพราะเราคิดเสมอว่าพื้นที่ตรงนี้เกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเติบโตและเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราจะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ มันจึงเป็นเรื่องปกติของเรา เรารู้ว่าวงจรของมันหมดแล้ว เราจึงไม่เคยคิดว่าการเริ่มต้นใหม่เป็นปัญหา เพราะนี่คือวงจรของการดำรงอยู่ของเรา ส่วนมันจะยั่งยืนยังไงไม่ใช่แค่เรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องของชุมชน และนักท่องเที่ยว รวมถึงทีมงานต่างหากที่มองเห็นร่วมกันว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์จริงๆ แล้วทุกคนช่วยกันทำให้มันยั่งยืน มากกว่าที่ผมจะบอกว่าผมจะยั่งยืนยังไง

...

การจะปลูกต้นไม้ ก็ต้องมีดิน มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ที่นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบที่เหมาะแก่การเจริญเติบโต โดยต้นไม้ที่เติบโตที่นี่ก็จะสูงใหญ่ออกดอกออกผลและตกเป็นเมล็ดให้กับพื้นที่นี้เพื่อการเติบโตในรุ่นต่อๆ ไป

...

พูดถึงละครที่สะท้อนชีวิตคน อย่างละครเรื่องนี้ก็สะท้อนความเป็นตัวตนของคนหัวหินออกมาเยอะมาก

หม่อง : งานที่ทำในแต่ละเรื่อง มันมีสิ่งที่เราอยากสื่อออกไปมากกว่าเนื้อเรื่อง เราอยากให้สัมผัสได้ถึงบทพูด บทร้อง ทุกรายละเอียดที่เราได้กำหนดไว้ มีความหมายที่อยากจะสื่อสารแง่คิดดีๆ กับท่านผู้ชม มันสะท้อนตัวตนในระดับที่บางคนได้แง่มุมที่จะนำพาชีวิตตนเองให้อยู่ต่อไปได้ ในบางฉากบทพูดของตัวละครมันส่งผลต่อชีวิตคนได้

เล็ก : คำถามนี้ ผมได้คำตอบระหว่างการแสดงตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา ว่าละครมันคือเรื่องจริงที่สะท้อนชีวิตมนุษย์ ในช่วงที่เรากำลังดำเนินการแสดง ประมาณช่วง มีนา เมษา หลังจากที่เราแสดงจบ มีคน inbox เข้ามาบอกว่า ขอบคุณที่ทำละครดีๆ แบบนี้ออกมา เขารู้สึกว่าชีวิตเขามีกำลังจะเดินต่อ แสดงว่าสารที่เราส่งออกไปมันกระทบใจเขา มันไปบอกเรื่องราวบางอย่าง ที่ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตมันต้องเดินต่อไป เราเจอชาวจีนที่ inbox มาขอบทสุดท้ายที่ตัวละครพูด เขารู้สึกว่ามันมีความหมายและอยากขอไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับชีวิตของเขา พอเราฟังเรารู้สึกว่า เราอิ่มใจ มันมากกว่ามูลค่า มากกว่าสิ่งที่เราลงทุนลงไป นี่คือพลังที่ทำให้เราเดินต่อไปได้ในทุกๆ วัน และผมไม่เชื่อว่าศาสตร์แห่งละครมันเป็นเรื่องของมายา มันเป็นเรื่องของการเชื่อมใจคนเข้าหากัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมกับทีมงาน การเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เราคิดว่าละครมีประโยชน์ต่อชีวิตจริงๆ เราไม่ได้ตอบในฐานะที่เราหลงรักมันนะ แต่เราตอบในฐานะที่เรามีประสบการณ์ต่อมัน และเห็นคุณค่าในตัวละครจริงๆ

หม่อง : ปกติเวลาแสดงจบ เราจะเจอคนเข้ามาทักทาย เราจะได้ยินคำพูดที่มากกว่าเสียงปรบมือ เขากล้าที่จะเข้ามาบอกเราว่า ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปจากละครเรื่องนี้

เล็ก : มีครูละครเคยบอกไว้ว่า ละครทำให้โลกเปลี่ยน มันจริง ละครเปลี่ยนคน มันเป็นเรื่องจริง ก่อนหน้านี้เคยมีคนมาบอกว่าเขาไม่เคยดูละครเวทีเลย แต่พอเขาดูจบ เขาบอกว่าเขาหลงรักละครเวทีขึ้นมาเลย เรารู้สึกว่ามันมีพลังมากเลย เลยอยากให้สิ่งนี้มันมีอยู่ แล้วมีประโยชน์ต่อภาพรวมของสังคมจริงๆ ถ้ามีอะไรที่จะส่งเสริม และพัฒนาให้ก้อนความคิดนี้มันเติบโตขึ้นอีก มันน่าจะโอเค

พูดถึงเรื่องกระบวนการสร้างสรรค์ละครเพลงเรื่องนี้กันบ้างว่ามีการคัดเลือกนักแสดงให้เข้ากับบท มีวิธีการคิดอย่างไร

เล็ก : ในช่วงที่เราแคสติ้ง เรายังบอกไม่ได้เต็มปากว่าคนนี้เหมาะกับบทไหน เรามีโครงคร่าวๆ แต่พอเราเห็นน้องๆ แต่ละคน เราถึงจะเอาคาแรกเตอร์ของเขาออกมารวมเข้ากับบทที่เราเตรียมไว้ เราจะพัฒนาตัวละครไปพร้อมๆ กัน ว่าบทและนักแสดงจะรวมกันได้อย่างไร หน้าที่นึงของเราคือการขุดคุ้ยตัวเขาออกมา

...

"ตัวละครจะสมบูรณ์ เมื่อบทและตัวละครผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน มันจึงเป็นการแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดง"

...

โรงละครแห่งนี้ทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ถ้ามีโอกาสที่จะพัฒนาต่อไปโดยไม่มีข้อจำกัด อยากจะพัฒนามันไปอย่างไรต่อไป

เล็ก : ในแง่ของโปรดักชัน เรารู้ว่ามันทำได้ดีมากกว่านี้ แต่เราก็รู้ว่าเราทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหานะ เพราะหลังจากที่ละครจบลง เราแก้ไขปัญหาเสร็จ เราเห็นว่าเราโตขึ้น เราเห็นว่าผ่านมันมาได้ เราทำสิ่งที่ไม่มีให้มันมีขึ้นได้ สิ่งที่ไม่น่าจะสำเร็จแต่เราทำให้มันสำเร็จได้ วันนี้เราพูดได้เต็มปากว่า ข้อจำกัดทำให้เราเก่งขึ้น บางทีการไม่มีข้อจำกัดอาจจะทำให้เราขี้เกียจก็ได้ เราไม่ขยันคิด เราไม่ขยันแก้ปัญหา สมองเราอาจจะคิดว่ามันโอเคแล้ว มันจบแล้ว มันดีแล้ว เราไม่ต้องทำอะไร วันนี้เราเห็นข้อดีของการมีข้อจำกัดมากกว่าข้อเสีย ข้อจำกัดทำให้เราเห็นน้ำใจ ข้อจำกัดทำให้เราเห็นว่าความสามัคคีมันมีอยู่จริงในโรงละครแห่งนี้ เราจึงขอบคุณข้อจำกัดที่ทำให้เราเดินมาถึงจุดนี้

หม่อง : เราวางแผนและทำงานบนข้อจำกัด ด้วยแรงปรารถนาที่จะสร้างผลงานให้มากกว่าข้อจำกัดที่มี

การทำงานบนข้อจำกัดมันทำให้ความธรรมดาดูพิเศษขึ้นมา

เล็ก : มันเริ่มต้นมาจากข้อจำกัด เราเลยคิดว่าจะเริ่มต้นจากสิ่งธรรมดา สิ่งที่เรามี ผมคิดว่าผู้ชมก็เอ็นดูในความธรรมดาของเรานะ แบบบางฉากมีคนเดินออกมาเข็นกันโต้งๆ ด้วยข้อจำกัดของเรา ที่ดูเหมือนเป็นข้อผิดพลาด แต่นี่คือความจริงใจภายใต้ข้อจำกัดที่เรายินดีที่จะแสดงออกมา

อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้จะเป็นการแสดงรอบสุดท้ายของละครเพลงเรื่องนี้แล้ว จากวันแรกที่เริ่มแสดงจนถึงวันนี้มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

หม่อง : รู้สึกเสียดายแทนผู้ชมที่ยังไม่ได้ชม การแสดงสดๆ แบบนี้ อยากจะให้ความรู้สึกดีๆ แบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป ถึงแม้ละครจะจบแต่ความทรงจำยังไม่จบ ในฐานะพิธีกรที่ในค่ำคืนนี้จะต้องร้องเพลง หัวหินเป็นถิ่นมีหอย เป็นครั้งสุดท้าย ก็จะขอสร้างความทรงจำให้กับผู้ชมทุกคน ให้ 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ The Musical' อยู่ในใจของท่านผู้ชมทุกคนไปจนหมดลมหายใจ ให้สมกับคำว่า 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ'

เล็ก : สำหรับผมมี 2 ความรู้สึกสำหรับค่ำคืนนี้ ความรู้สึกแรกรู้สึกว่า นิ่ง รู้สึกว่ามันกำลังจะจบลงอย่างอิ่มเอม มันนิ่งไม่ใช่เพราะเราไม่รู้สึกอะไร แต่เราอยู่กับมันจนมันอุ่น มันสุกงอมเต็มที่แล้ว มันโอเคแล้วสำหรับละครเพลงเรื่องนี้ อุ่นในความรู้สึกของคนดูที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ อุ่นที่ท่านผู้ชมบอกเราผ่านสายตา ผ่าน inbox ผ่านการเข้ามาชมหลายๆ รอบ อุ่นจริงๆ ที่ละครเพลงเรื่องนี้ทำให้เราได้มาเจอกัน มันอุ่นแบบเงียบๆ

    แต่อีกฟากฝั่งนึงของหัวใจกำลังเต้นแรงมากเพราะรู้ว่าก้าวใหม่กำลังจะมา ความตื่นเต้นกำลังมา ใจเรากำลังแล่น ทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เหมือนดอกไม้ดอกใหม่ที่กำลังจะเบ่งบาน ที่กำลังจะออกมาเผชิญโลกในบรรยากาศใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ ที่จะมาร่วมกันในซีซันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความคิดใหม่ๆ หรือปัญหาและอุปสรรคใหม่ๆ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ใจเราเต้น

    บนเส้นทางของโรงละครโรงนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีความสุขและมีชีวิตอยู่กับมันทุกวัน มันสอนอะไรกับพวกเราเยอะมาก ทุกวันที่ละครจบลง ไม่ว่าจะปัญหาเบื้องหน้า หรือเบื้องหลัง มันมีคำตอบบางอย่างให้กับเราเสมอ มันเป็นคำตอบของการอยู่ร่วมกันของ 20 กว่าชีวิตในโรงละคร มันจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าเราไม่ได้เรียนรู้กับสิ่งที่เราอยู่กับมัน มันจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าเราไม่ได้เดินเข้ามาแล้วเราไม่ได้มาตอบใจเราเองว่าเราเป็นอะไร เราชอบอะไร เราจะอยู่แบบไหน เราจะอยู่ต่อไปอย่างไร โรงละครบอกเราแบบนั้น มันคือชีวิตชีวิตนึง และหลายๆ คนที่อยู่ในโรงละคร สิ่งที่ผมพูดอาจเป็นเหมือนความฝัน เป็นคำพูดสวยๆ เก๋ๆ แต่ในความจริง เราอยู่กับความจริงแบบนั้นจริงๆ และเรายอมรับความจริงแบบนั้นจริงๆ

    ท้ายที่สุดเราอยากให้โรงละครแห่งนี้เป็นเหมือนจุดนัดพบที่เราได้มาแลกเปลี่ยนความรู้สึก มาบอกกัน มาส่งเสริมกัน ให้ที่ตรงนี้เป็นที่ของทุกคนจริงๆ แล้วในอนาคตต่อไป ผมอยากให้สิ่งที่เราทำอยู่ ได้ขับเคลื่อนต่อไปและเป็นประโยชน์ตามที่ได้พูดไว้ตั้งแต่ตอนต้น ถึงแม้กำลังเรามีเท่านี้ ทุนเรามีเท่านี้ เราก็ทำเต็มที่เท่าที่เราทำได้ คนเรามีเท่านี้เราก็ทำตามกำลังที่มีเท่านี้ จะดีแค่ไหนถ้าเราได้รับการส่งเสริมและได้รับการสนับสนุนมากขึ้นไปอีก จากทุกคนที่คิดว่ามันดี ผมว่ามันน่าจะดีกับคนที่นี่และพื้นที่ตรงนี้ มันเป็นความฝันที่อยากให้เป็นจริง และอยากให้ทุกคนที่ไม่เคยมา ได้มาลองสัมผัสได้นะครับ

...

"อดีตเหมือนดัง ภาพถ่ายแห่งความทรงจำ อดีตเหล่านั้น มีทั้งอยากจำ และภาพจำที่เราอยากลืม

จงเรียนรู้มัน มองภาพนั้นแค่บทเรียน อย่าตอกย้ำซ้ำวนเวียน ผูกมัดวนเวียน ปล่อยให้มันกล้ำกลืนกัดกิน

ความผิดพลั้งที่มันพลาดไป ปล่อยมันไปกับกาลเวลา จงหยุดมันก้าวไปข้างหน้า ใช้เวลาสร้างคุณค่ากับปัจจุบัน"

...

    แม้ว่าละครเพลง 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ The Musical' จะกลายเป็นอดีตไปหลังการแสดงรอบสุดท้ายจบลง แต่เชื่อว่าภาพถ่ายแห่งความทรงจำภาพนี้จะยังปรากฏชัดในใจของผู้ชม และทีมงานทุกคน ที่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันในโรงละครแห่งนี้ และคงเป็นภาพจำที่ไม่มีใครอยากลืม

    เรื่องราวของ 'หัวหิน ฉันคิดถึงเธอ The Musical' จึงจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร เมื่อใดที่มนตร์กาลเวลาจะหมุนเวียนนำพาให้ทุกคนกลับมาพบกันที่โรงละครกลางแจ้งของเมืองหัวหินแห่งนี้อีกครั้ง คุณจะทำอย่างไร?

อรรฆพงศ์ ผลประเสริฐ

คุณพ่อนักออกแบบ และอาจารย์พิเศษ ผู้กำลังเรียนรู้โลกกว้างอีกครั้งไปพร้อมๆ กับลูกสาวตัวน้อย