M>O>V>E ก้าวแรกในความเคลื่อนไหวสู่อนาคตของดีไซเนอร์ไทย

    สมัยก่อนหากพูดถึงอนาคต อาจจะดูเหมือนว่าวิวัฒนาการและความก้าวหน้าของสิ่งต่างๆ ใช้ระยะเวลาเดินทางค่อนข้างยาวนานกว่าจะมาถึง เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราสามารถดื่มด่ำรับรู้กับยุคสมัยของศิลปะ ดนตรี เทคโนโลยี และแฟชั่น ด้วยการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ เพื่อไล่ตามความทันสมัยแบบไม่ไกลห่างกันนัก ต่างกับปัจจุบันที่เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการผลัดเปลี่ยนในอัตราเร่งอย่างรวดเร็ว โดยมีพาหนะของการติดตามข่าวสารอันทันสมัยที่ไม่คอยใครนั่นคืออินเทอร์เน็ตนั่นเอง 

    ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทีม happening มีโอกาสนั่งฟังการเสวนาเชิงแลกเปลี่ยนทางความคิด 1st M>O>V>E> 2018 Design Conference ที่ TCDC Commons IDEO Q Chula-Samyan ซึ่งจัดขึ้นโดย M>O>V>E> เครือข่ายที่สร้างขึ้นสำหรับผู้คนในวงการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และภาคเอกชน โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ ความเคลื่อนไหว ก่อนที่จะค้นหาแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะของผู้ที่เรียกตัวเองว่านักออกแบบในสาขาต่างๆ ให้มีจุดยืนในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปในอนาคต การพูดคุยแลกเปลี่ยนนั้นแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ Design & Future, Innovation & Technology และ Design Education

    การเสวนาในช่วงแรกเป็นเรื่องของ Design & Future โดยเริ่มที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ชวนคุยถึงการออกแบบชีวิตเพื่อความสะดวกสบายด้านการเดินทางมายังสถานที่เสวนาด้วยการจองที่พักใกล้ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ รวมถึงปรากฏการณ์ของที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในราคาต่อตารางเมตรที่แพงระยับตามทำเลทอง จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการมีพื้นที่ใช้สอยอย่างไม่จำกัดกลายเป็นลักษณะของการใช้ชีวิตที่หรูหราอย่างหนึ่งของคนเมืองไปแล้ว จากนั้นเขาจึงเล่าถึงหนังสือซึ่งเป็นปาฐกถาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทยโดย อาจารย์นิจ หิญชีระนันทน์ ปูชนียบุคคลด้านสถาปัตยกรรมของไทยที่ตั้งคำถามต่อผู้ร่วมประชุม ซึ่งเป็นคำถามร่วมสมัยที่ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักออกแบบต้องร่วมกันตอบว่า 'อะไรคือองค์ประกอบหรือหัวใจที่สำคัญที่สุดของงานสถาปัตยกรรม'

    ขณะที่มีคนตอบว่า เสา หลังคา อีกไม่นานก็คงจะมีฝาผนังและเรื่องอื่นๆ ตามมา อาจารย์นิจจึงยกคำตอบของ แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ เมื่อมีคนถามคำถามเดียวกันนี้กับเขาว่า ความว่าง แน่นอนว่าองค์ประกอบอื่นในอาคารมีความสำคัญหมด แต่สถาปัตยกรรมนั้นทำหน้าที่สร้างความว่าง คือคำตอบที่ แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ พาทุกคนกลับไปสู่หัวใจสูงสุดของวิชาชีพตัวเอง หรือหัวใจของสิ่งสำคัญที่สุดที่ตัวเองกำลังนำเสนอ นั่นทำให้อาจารย์นิจนึกย้อนกลับไปถึงปรัชญาของท่านเหลาจื่อที่เขียนไว้ในตำรา เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง ไว้ตั้งแต่ 2,000 กว่าปีที่แล้ว มีบทหนึ่งกล่าวถึงการปั้นถ้วยชาหรือภาชนะสำหรับบรรจุสิ่งต่างๆ ไว้ว่า ประโยชน์ของภาชนะจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เกิดจากเนื้อดินที่เป็นถ้วยชาม แต่ประโยชน์สูงสุดของมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันมีความว่าง เมื่อมีความว่างเท่านั้นจึงจะสามารถรับน้ำชาหรือรับสิ่งต่างๆ ที่จะมาอยู่ในภาชนะได้ สิ่งที่เป็นหัวใจสูงสุดของถ้วยชาคือความว่าง ดังนั้นจะมีประโยชน์อะไรหากก้อนดินอัดแน่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ที่ใช้รินชาลงไปไม่ได้ ก้อนดินนั้นก็จะเป็นเพียงแค่ที่ทับกระดาษเท่านั้น

    ภิญโญนำทุกคนในห้องกลับมาสู่คำถามสำคัญของนักออกแบบทุกคนในที่นี้ว่า 'หัวใจสูงสุดของการออกแบบคืออะไร' ในวันที่เครื่องจักร เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถทำหน้าที่หลายอย่างได้ดีกว่ามนุษย์ โดยยกตัวอย่าง AlphaGo ที่เล่นหมากล้อมชนะเซียนโกะที่เก่งที่สุดในโลก ก่อนที่ AlphaGo Zero จะพัฒนาขึ้นมาโค่น AlphaGo ในระยะเวลาต่อมา นี่เป็นตัวอย่างที่บอกว่ามนุษย์พ่ายแพ้ต่อเทคโนโลยีแล้ว และในอนาคตอาจจะมีอีกหลายสิ่งที่เราจะพ่ายแพ้ต่อเทคโนโลยีโดยสมบูรณ์ แต่หากนักออกแบบสามารถหาคำตอบว่าอะไรคือหัวใจสูงสุดของการออกแบบ และรักษาหัวใจสูงสุดของวิชาชีพของตัวเองไว้ได้ จะสามารถเห็นทิศทางของการ M>O>V>E> ไปข้างหน้าในอนาคตที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนั่นเอง

    สันติ ลอรัชวี นักออกแบบ อาจารย์ และนักวิชาการด้านการออกแบบ เริ่มการพูดคุยต่อในช่วง Design & Future ด้วยการออกแบบที่เป็นลักษณะทางธรรมชาติของมนุษย์ว่ามีกระบวนการเดียวกันที่เริ่มมาจาก การสังเกตคิดค้น แก้ปัญหา ปรับปรุง และพัฒนาขึ้นจากสิ่งเดิม นับตั้งแต่บรรพบุรุษสร้างเครื่องมือหิน การใช้ไฟ และมีเครื่องมือในกิจวัตรประจำวันที่พัฒนามาเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง เฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน การออกแบบผังเมือง การออกแบบจึงเป็นพัฒนาการสำคัญของมนุษย์ที่วิวัฒน์มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่างกับศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยีทันสมัย วันนี้เขาจึงจะมาบอกเล่าถึงเรื่องราวที่รับรู้มา

    เริ่มต้นที่ความท้าทายของนักออกแบบทุกสาขาที่ต้องเจอร่วมกัน 10 ประการ จาก The MIT Press ที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

    กลุ่มแรก ความท้าทายด้านการปฏิบัติ ที่ทุกอาชีพที่เกี่ยวกับการออกแบบน่าจะต้องเจอความท้าทายร่วมกัน มี 3 ประการคือ การออกแบบล้วนเป็นการกระทำต่อโลกทางวัตถุที่เราเป็นอยู่ สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคืองานดีไซน์เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และการสร้างสภาพแวดล้อมด้วยมือมนุษย์ทั้งสิ้น

    กลุ่มที่สอง ความท้าทายต่อตัวงาน ซึ่งเป็นชิ้นงานและผลงานที่มี 4 ประการด้วยกัน เริ่มจากนักออกแบบจะพบกับขอบเขตอันคลุมเครือระหว่างกระบวนการ สิ่งที่เขาออกแบบ และโครงสร้างที่เพิ่มมากขึ้น ประการถัดมาคือ โครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ข้อ 3 คือ เกิดสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนตามความต้องการมากขึ้น สุดท้ายคือ การผลิตเนื้อหาที่ไปไกลกว่างานออกแบบเอง

    กลุ่มสุดท้ายคือ ความท้าทายเรื่องบริบท มี 3 ประการ ได้แก่ ตัวบริบทที่ซับซ้อนขึ้น ความคาดหวังที่มากขึ้น และความต้องการในทุกระดับ

    ความท้าทายที่นักออกแบบทุกคนต้องเผชิญเหล่านี้จึงนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการออกแบบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามานั่งพูดคุยกับภิญโญถึงเรื่องอนาคตในวันนี้ เขาพูดถึงหัวข้อเกี่ยวกับ Designer 2025 ในการประชุม AIGA Design Educators Community (DEC) โดยสรุปว่า

    "นักออกแบบ 2025 จะสำนึกถึงความซับซ้อนของความร่วมสมัย การออกแบบท้าทายลำดับชั้นและระบบของสิ่งต่างๆ เพราะว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีกระบวนการทำงานที่เป็นสหวิชาชีพมากขึ้น เพราะว่าปัจจุบันผู้คนไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคต่อข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นผู้กระตือรือร้นที่จะสร้างเนื้อหาด้วยคุณภาพและประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับ หนำซ้ำยังคอยดูแลข้อตกลงของเราหรือของงานออกแบบที่เข้ามาในชีวิตและพร้อมเติบโตไปกับความเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นจุดสนใจศูนย์กลางจะอยู่ที่คนมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทคโนโลยีจะเล่นบทใหญ่กับเรานะครับ และเทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงของคน คนเข้าถึงข้อมูลที่ใดเวลาใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสร้างรูปแบบของการสนทนาที่มีพลัง มีการแบ่งปัน และร่วมกันพัฒนา ดังนั้นการศึกษาด้านการออกแบบในอนาคตจึงไม่มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ แต่ต้องเป็นการตระหนักถึงแลนด์สเคปหรือรูปแบบของข้อมูล ที่จะตอบสนองสิ่งที่เราทำ งานออกแบบที่มีเนื้อหาในอดีตจะเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณค่าและความสำคัญลงไปหากมหาวิทยาลัยไม่ปรับตัวนะครับ"

    และปิดท้ายด้วยหัวข้อ Designer 2030 ในงานเสวนา Fikra Graphic Design Biennial, Sharjah ที่ UAE ซึ่งมีคำหนึ่งเกิดขึ้นในการประชุมคือ Slasher ซึ่งหมายความว่า นักออกแบบในอนาคตจะเป็นสแลชเชอร์ คือเป็นนักออกแบบที่มีคุณสมบัติหลากหลายในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ / ความคล่องตัว / ความเชี่ยวชาญ เป็นต้น เพราะฉะนั้นนักออกแบบในอนาคตที่กำลังพูดถึงกันอยู่อาจจะต้องตั้งคำถามว่า คุณจะมีวิธีในการเรียนรู้อย่างไร / คุณมีความคล่องตัวมากแค่ไหน / คุณมีความเชี่ยวชาญด้านใด ซึ่งเขาไม่ได้บอกว่าเชื่อสิ่งที่ฟังมาจากการประชุมทั้งหมด แต่เป็นประเด็นที่น่าคิดสำหรับการสำรวจอดีตเพื่อนำมาวิเคราะห์ปัจจุบัน เพราะเขาเชื่อว่าการออกแบบมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับอนาคตอย่างแยกไม่ออก

    สิ่งที่ทั้งคู่พูดถึงเรื่อง Design & Future นั้นปูทางไปสู่การพูดคุยในหัวข้อ Innovation & Technology โดย ขวัญชัย อัครธรรมกุล นักออกแบบผู้ร่วมก่อตั้งคราฟส์แมนชิพและเดลต้าไทป์ และ กัลยา โกวิทวิสิทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง FabCafe Bangkok ที่มาบอกเล่าถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำงานด้านการออกแบบ รวมถึงพื้นที่ของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีข้อจำกัด แล้วส่งต่อไปยังหัวข้อสุดท้าย Design Education โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร Co-founder กลุ่มบริษัท คัดสรร ดีมาก, ผศ.ดร.จุฑามาศ ตั้งสันติกุล หัวหน้าโครงการหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ (หลักสูตรนานาชาติ) (CommMA) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มาแลกเปลี่ยนบทบาทของการเรียนการสอน และหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนรู้ด้านการออกแบบในระดับมหาวิทยาลัยในอนาคต แล้วปิดงานในวันนี้ไปแบบที่ทุกคนไม่มีใครอยากแยกย้ายกลับบ้าน เพราะยังอยากพูดคุยและขบคิดกันไม่จบหลังจากฟังทุกหัวข้อแล้ว

    กิจกรรมแรกของ M>O>V>E ที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวในแต่ละภาคส่วนในวงการออกแบบของประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงพูดถึงอนาคตของนักออกแบบหรือนักศึกษาที่เรียนด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของทิศทางในวิชาชีพวงการอื่นๆ ที่กำลังเดินไปด้วยวิธีการจากองค์ความรู้เก่า ที่อาจจะไม่สามารถให้คำตอบกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังดำเนินไปในอนาคตได้อีกแล้ว ซึ่งทำให้เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า 'อะไรคือหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่ของเรา' แล้วค้นหาคำตอบเพื่อสร้างจุดยืนให้เราสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางการหมุนอย่างไม่หยุดนิ่งของโลกใบนี้ได้เช่นกัน


นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ผู้สนใจสามารถติดตามก้าวต่อไปของเครือข่ายนี้ได้ทาง M>O>V>E