ชิน-ชินวุฒ และ เอเลน อินทรคูสิน: เต้นไปตามใจปรารถนา

    ชิน ชินวุฒ เคยผ่านการสัมภาษณ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นไม่กี่หนที่เขาสัมภาษณ์พร้อมแม่!

    ตลอดการสัมภาษณ์ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน และ เอเลน อินทรคูสิน เต็มไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา หลายช่วงต่างคนต่างกรอกตาและมองแรงใส่กัน แต่เมื่อถึงจังหวะหนึ่งของการพูดคุยบรรยากาศพลันเปลี่ยน ความอบอุ่นห่มคลุม แล้วสายตาที่เหลือบมองอีกฝ่ายก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความชื่นชม และภาคภูมิใจในกันและกัน

    ครั้งแรกที่เราเห็นพวกเขาในรายการ Dance Dance Dance Thailand ทาง LINE TV ที่นำเหล่านักร้อง นักแสดง เซเลบ คู่เพื่อน คนรัก และแม่ลูก มาร่วมแข่งขันในรายการ ชินวุฒและเอเลนเต้นเพลง Uptown Funk ของ Mark Ronson ft. Bruno Mars ด้วยกันอย่างสนุกสนาน แล้วพลังของคุณแม่วัย 54 ปี และลูกชายที่คอยสนับสนุนตลอดการแสดงบนเวที ที่ส่งออกมาในระยะเวลาไม่กี่นาทีนั้น ก็ทำให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ และกรรมการน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน

    นี่คือการแสดงของคนสองคน แม่-ลูก ที่ผูกพันกับศิลปะการเต้นอย่างแท้จริง

    แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้การเต้นของพวกเขาสามารถส่งความรู้สึกไปถึงหัวใจของผู้ชมได้ขนาดนี้


การเต้นของชินกับคุณแม่มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน

ชิน: ผมเต้นเพราะอยากให้สาวกรี๊ดครับ ง่ายมากเลย เพราะว่าตอนเด็กๆ ผมเรียนอยู่โรงเรียนอินเตอร์ที่ภูเก็ต แล้วเราก็อยากเป็นที่สนใจเพราะตอนเด็กๆ ผมตัวเล็กๆ ดำๆ เพราะเล่นกีฬาเยอะมาก อยู่กลางแดดตลอด ไม่ได้เป็นเด็กป๊อป แล้วเห็นรุ่นพี่คนนึงชื่อริคาร์โด เป็นคนผิวสีที่เต้นได้เท่มาก ผู้หญิงกรี๊ด อย่างนี้แหละใช่เลย มันจุดประกายแบบตลกๆ ครับ แต่ตอนเด็กแม่บอกว่าผมเป็นคนชอบร้องเพลงเต้นตามเพลงอยู่แล้ว ปีนขึ้นไปบนหลังคารถแล้วไปเต้นเพลงพี่ติ๊ก ชีโร่ บนรถ 'ออกมาเต้น' แต่ว่าไม่เคยเรียนครับ ครูคนแรกคือริคาร์โดนี่แหละที่สอนเราเต้นเบรคแดนซ์ยุคนั้น จนมาเข้าโครงการ G-Junior ของแกรมมี่ตอนอายุ 12 ซึ่งเราก็รู้สึกว่าสนุก

เอเลน: จริงๆ แม่เองก็เป็นคนที่ชอบดนตรี ชอบเต้นตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือเต้นบัลเล่ต์ ความใฝ่ฝันของคุณแม่ตอนเด็กๆ คืออยากเป็นนักบัลเล่ต์ค่ะ ชอบมาก แล้วก็ชอบดนตรีเกือบทุกแนว

ชิน: แต่ตอนเด็กๆ แม่อ้วน

เอเลน: ตอนเริ่มต้นไม่ได้อ้วนนะ พอวัยรุ่นฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงปุ๊บแม่น้ำหนักขึ้น 10 กิโลกรัมภายใน 3 เดือนเลยค่ะ

ชิน: ก็เลยไม่ได้เป็นนักบัลเล่ต์ตอนนั้น

เอเลน: แต่ไม่เป็นไร เพราะว่าแม่ยังฝึกอยู่ทุกวันจนอายุ 18-19 นะคะ แต่ว่าความฝันของเราว่าจะไปเข้าโรงเรียนสำหรับสอนเต้นอย่างเดียวก็ไม่ได้ แล้วตอนอายุประมาณ 13-14 แม่ไปฟังดนตรีของคนผิวสีที่มาจากอเมริกาเยอะมาก คือฟังวิทยุนะ สมัยก่อนมีวิทยุเครื่องใหญ่ๆ

ชิน: แม่ผมฟังบูมบอกซ์ครับ

เอเลน: เมื่อก่อนฟังคลาสสิกตลอด พอตอนนั้นต้องแอบฟังด้วย เพราะที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไร แม่ก็ฟังแจ๊สมากขึ้น แล้วตอนคุณแม่ท้องชินวุฒนะ แม่ฟังตลอด ไม่ว่าจะเป็นเพลงแจ๊ส คลาสสิก ฟังก์

ชิน: แล้วผมก็เต้นอยู่ในท้องแม่

เอเลน: ใช่ จริงๆ นะ ยูชอบจังหวะ อันนี้แม่เชื่อเลย

พอโตขึ้นจุดมุ่งหมายในการเต้นของชินเปลี่ยนจากเดิมไปอย่างไร

ชิน: เรารู้สึกว่ามันคือสิ่งที่เรารักจนกลายเป็นอาชีพเรา มากกว่าที่จะไปเรียนสิ่งนี้เพื่อเอามาเสริมอาชีพ มันเป็นการที่ผมเป็นอย่างนี้ แล้วเขาดึงสิ่งนั้นออกมาเพื่อให้คนเห็นว่า นี่คือ ชิน ชินวุฒ ทุกครั้งที่ผมเต้น หรือเรียนเต้น หรือฝึกเต้น มันคือการเสริมผม แต่ไม่ได้เสริมอาชีพ มันเป็นผมทุกครั้งที่อยู่บนเวที เหมือนผมไปออก The Mask Singer แล้วพอเต้นทุกคนรู้เลยว่านี่คือชิน ไม่มีใครดึงสิ่งนี้ออกไปจากตัวเราได้

คุณแม่คิดว่าสิ่งที่ชินทำเป็นการสานฝันที่เคยอยากเป็นนักบัลเล่ต์หรือเปล่า

เอเลน: แน่นอน คือเหมือนกับว่าความฝันของแม่เกิดอีกครั้งนึง อันนี้จริงๆ นะ ไม่ใช่เฉพาะของชิน แต่ของโซฟี่ (อัปสรสิริ อินทรคูสิน) เหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่า โอเคเราก็ทำงานอย่างอื่นไม่เป็นไร เขาก็ทำความฝันให้เกิดอยู่แล้ว เวลาเห็นชินขึ้นเวทีแม่รู้สึกว่า โห แฮปปี้มากเลย

ชิน: เหมือนโซฟี่ได้อิทธิพลทั้งจากแม่และผม จนตอนนี้ถ้าถามผมนะ โซฟี่เต้นเก่งกว่าผมไปแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่เขาโฟกัสอย่างเดียว ณ ตอนนี้ เขาไม่เคยทำมันเป็นงาน แต่ผมทำมันเป็นงาน โอเคมันคือสิ่งที่ผมรัก แต่มันคืออาชีพผม ผมถูกฝึกมา 'โอเค แค่นี้พอนะ' 'แค่นี้น้อยไป' ของโซฟีมันไม่เคยมีลิมิตอย่างนั้นเลย มันเป็นศิลปะเป็นจิตวิญญาณล้วนๆ สิ่งที่เขาทำเลยออกมาด้วยพลังที่ใหญ่กว่าผม เวลาดูเราเลยมีความสุข มันมาเติมเต็มเรา ทำให้เราได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เขาทำด้วย เพราะรู้สึกว่านี่แหละคือการเต้น ต้องไม่มีลิมิต ไม่มีกฎเกณฑ์ เป็นสิ่งที่เราทำมันออกมาได้อย่างเต็มที่ แล้วตอนนี้ที่ผมเป็นฟรีแลนซ์ เราอยากได้แบบนี้

ถ้าไม่ได้ร่วมรายการนี้จะได้เต้นด้วยกันไหม

เอลเลน: น้อยนะ บางทีเล่นๆ

ชิน: เต้นเล่นๆ แต่ไม่ได้เป็นการเต้นคู่ หรือซ้อมเพื่อเต้นคู่ ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าเป็นกิจกรรมที่ดี น่ารักและสนุก เพราะถ้าคิดจะทำกิจกรรมด้วยกันก็จะเป็นกินข้าว ดูหนัง หรือเราเคยมีทำอาหารด้วยกันบ้าง แต่ไม่เคยมีอยู่ในหัวว่ามาเต้นด้วยกันไหม ซึ่งควรจะมีนะ เหมือนลูกกับแม่บางคนชอบไปเดินออกกำลังกายด้วยกัน อะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันสามารถสร้างความสุขได้ แล้วผมว่าเราได้เรียนรู้มุมอื่นของอีกคนด้วย สิ่งที่เราทำด้วยกันบนความผิวเผิน อันนี้ต้องลงลึกในการซ้อมและการเต้นด้วยกัน

เวลาที่เต้นด้วยกันแตกต่างจากตอนเต้นปกติอย่างไร

ชิน: พอมารายการนี้เราซ้อมกันหนักมาก คนแรงน้อยมารายการนี้ตายตั้งแต่ซ้อมครั้งแรกเลย แล้วนี่ (ชี้ไปทางแม่) ฟิตที่สุดในรายการนะ เพราะกลับบ้านไปเขาซ้อมต่อครับ ซ้อมเองวันละ 2-3 ชั่วโมง เพราะการเต้นกับผมแม่กดดันมาก ด้วยความเป็นแม่ก็ไม่อยากให้ลูกผิดหวัง ไม่อยากให้คนดูผิดหวัง แล้วมีความไม่อยากแพ้ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นแม่ฝึกเยอะมากๆ หน้าห้องนอนผมเป็นห้องซ้อม คือเป็นกระจกซ้อมเต้นครับ แล้วกระจกนั้นจะมีประตูบานกลางที่เปิดออกมาเพื่อเข้าห้องผม บางทีผมตื่นเปิดประตูออกมาแม่ซ้อมอยู่ ก่อนนอนผมได้ยินเสียงเพลง เปิดออกมาดูแม่ก็ซ้อมอยู่ ผมบอกเลยครับคนนี้มีความไม่ยอมแพ้สูงมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะความที่เราขี้เกียจ จะขี้เกียจไม่ได้แล้วนี่หว่า เลยเป็นข้อดีที่ทำให้เราพยายามที่จะเก่งขึ้นด้วย

เอเลน: เรื่องเต้นแม่รู้สึกว่ากดดันมาก เพราะสไตล์ที่เราจะเต้นในรายการส่วนใหญ่เป็นสไตล์ที่แม่ยังไม่เคยเต้น แต่ชินฝึกเบสิกมาหมดแล้ว ดังนั้นในเวลาไม่กี่สัปดาห์แม่ต้องสามารถขึ้นในระดับที่ ไม่ถึงกับสู้กับชินได้ แต่อย่างน้อยไม่ทำให้เขาลดระดับลงในสายตาของกรรมการ คนดูโชว์ หรือว่ารายการใช่ไหมคะ ก็เลยหนักนิดนึง แต่ชินดีตรงที่เขาให้ความเชื่อกับแม่มาก ถ้ามาวัดตรงนี้เขาเป็นคนที่...

ชิน: ชินดุ

เอเลน: เขาดุนะ ดุมากเลยค่ะ ไม่เคยรู้ว่าดุขนาดนี้ แต่เขาให้กำลังใจเหมือนกัน แล้วบางท่าที่แม่อยากทำได้แต่ไม่เข้าใจเทคนิค เขาจะมานั่งอธิบาย เขาจะแกะออกมา เขาจะอธิบายถึงกล้ามเนื้อส่วนไหนที่ต้องใช้ ซึ่งแม่คิดว่าตรงนี้มันดี ได้ความรู้เยอะ เพราะบางทีเราแค่มองแต่ไม่รู้ว่าข้างในต้องใช้กล้ามเนื้อยังไง แม่รู้กำลังของตัวเองเพราะว่าเล่นโยคะ เต้นบัลเล่ต์ก็รู้ ถ้าเขาอธิบายแม่จะเข้าใจ

ชิน: ผมรู้ว่าแม่เป็นคนที่ออกกำลังกายเล่นโยคะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะเข้าใจกล้ามเนื้อ จริงๆ การเต้นไม่มีอะไรเลยครับ การเต้นคือการรู้กล้ามเนื้อตัวเองว่าขยับยังไง แล้วขยับมันบ่อยจนไม่ต้องคิดว่าเราขยับ เหมือนเวลาเดินครับ ตอนเด็กๆ เราก็เดินไม่เป็น แต่พอเราเดินไปเรื่อยๆ อ๋อ มันคือการยกแล้วปัดปลายเท้าอย่างนี้เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้านะ มันคือเรื่องเดียวกับการเต้น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วทุกคนเต้นได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เต้นเก่งหรือว่ามีพรสวรรค์

เอเลน: อายุเท่าไหร่ก็เต้นได้

ชิน: เนี่ยแม่อายุ 54 พอดี

อะไรคือความสนุกที่ได้รับจากการเต้นด้วยกัน

เอเลน: ภูมิใจมาก ถ้าขึ้นเวทีไปแล้วทำได้เป็นความสุขจริงๆ แล้วเวลาซ้อมมันก็สนุก มีตลก มีเจ็บ

ชิน: ผมว่าความสนุกที่สุดคือ ทั้งผลลัพธ์และการเดินทางไปถึง การเดินทางมันมีอารมณ์ขึ้นลงเยอะมาก เพราะในความเป็นแม่เป็นลูก มันมีความสนิทสนมในระดับที่พูดตรงได้ ผมก็เลยดุแม่บ้างบางที เพราะผมรู้ว่าแม่

เอเลน: เอาแล้ว รู้ว่าเธอจะพูดอะไร

ชิน: แม่เป็นคนไม่แน่ใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่แล้วเขาไม่ถนัด เขาคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ซึ่งมันคือวิธีเข้าไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ผิดมาก เพราะเราจะล็อคตัวเองอยู่ในเกราะเลยทันทีว่า 'กูทำไม่ได้' พอเต้นไปแล้วพลาด 'นี่ไง กูบอกแล้ว กูทำไม่ได้' ซึ่งมันไม่ใช่ไง เพราะการที่เราจะไปทำอะไรใหม่ๆ มันต้องแบบ 'นี่มันทำยังไงวะ' 'เฮ้ย มันต้องได้สิวะ' พอคิดอย่างนี้ปุ๊บสมองมันจะเปิดรับทุกอย่างเลย สิ่งเดียวที่ผมดุแม่คือเรื่องนี้ เลิกพูดว่าตัวเองทำไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่ทำ แม่ทำได้ทุกรอบ แม่เต้นได้ทุกรอบ อย่างที่เราเต้นเทปแรกด้วยกัน โอ้โห โคตรว้าวเลย จริงๆ นะ ผมเต้นอยู่บนเวทียังรู้สึกว่าร่างที่อยู่ข้างๆ ผมบนเวทีจัดเต็มจนแบบ โอ้โห มีปัดเสื้อ มีฟีล โอ้ว ฟีลกว่ากูอีก ผมรู้สึกว่าผมเต้นผมฟีลแล้วนะ แต่วันนั้นแม่มาจริงว่ะ หมุนตัว อุ้ยอะไรก็ไม่รู้ เขามี ซึ่งเขาลืมมันไปแล้วว่าเขามี ผมก็เลยดุเขาว่าเลิกเป็นอย่างนี้ได้แล้ว แต่พอเขานอยด์จริงๆ เราก็ไปคุยกับเขา

เอเลน: มันอยู่ที่เพลงด้วย บางเพลง

ชิน: มันไม่เกี่ยว

เอเลน: แต่บางเพลงเนี่ย…

ชิน: มันไม่เกี่ยวขนาด Uptown Funk เนี่ยตอนแรกยูไม่ชอบไม่เอา ท้ายสุดมันก็ทำออกมาได้ดี

ในการเต้นที่ต้องมีการรับส่งอารมณ์กัน ความสัมพันธ์ของความเป็นแม่ลูกส่งผลต่อการเต้นอย่างไรบ้าง

ชิน: ในเชิงของอารมณ์หรือการเชื่อมโยงกัน ผมกับแม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ดีอยู่แล้วฮะ มันเป็นความสัมพันธ์ที่เปิดเผยต่อกันอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก มันเลยทำให้การเต้นด้วยกันง่ายขึ้นมากกว่า

เอเลน: มีนิดหน่อย เช่นตอนแรกมีบางท่าที่เราอายกันนิดนึง เพราะเวลาเราเต้นคู่เป็นผู้ชายผู้หญิงใช่ไหม แต่แม่เป็นแม่ มันต้อง 'เฮ้ย ไม่เป็นไรเธอ' แค่เต็มที่ไปเลย

ชิน: มีความเขินที่ต้องเต้นท่าคู่กันตอนแรก เพราะมันจะต้องใกล้ชิดมาก แล้วความเป็นแม่กับลูกมันรู้สึกจึ๊กกะดึ๋ยมาก ก่อนหน้านี้คือแม่ลูก แต่พอเราเต้นด้วยกันตรงนี้คือคนเต้นด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันเหมือนเราได้ปลดล็อคตรงนั้นไปด้วย แต่จริงๆ ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่คุยกันอยู่แล้ว เวลาเรามีอะไรก็ปรึกษาแม่ หรือแม่มีอะไรก็ปรึกษาเรา

เอเลน: แม่ถือว่าตอนนี้ชินโตแล้ว มีหลายเรื่องที่เราคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไว้ใจกัน ซึ่งแม่ปรึกษาชินหลายเรื่องมาก จำได้ไหมครั้งแรกที่หม่ามี้ไปถ่ายรูปแฟชั่น ก่อนเข้าเซตแม่โทรเลย 'เฮ้ยเธอมี last minute advice หรือเปล่า ฉันต้องทำยังไง' เขาก็จะเป็นคนให้คำปรึกษา แล้วชินมีประสบการณ์มากกว่าแม่ในเรื่องนี้ แน่นอนคุณแม่ก็ต้องขอคำปรึกษา ไม่ใช่ว่าคุณแม่เป็นแม่แล้วต้องรู้มากกว่าเขานะ ไม่ใช่เลย

ชิน: เหมือนแม่ไม่ได้คิดว่าแม่เป็นแม่ แม่คิดว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วก็เป็นคนที่หวังดีต่อกัน สิ่งที่แม่พูดหรือสิ่งที่ผมพูด มันคือความหวังดีต่อกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะพูดตรงหรือพูดแรงก็จะรู้ว่ามันมาจากความตั้งใจดี ไม่ใช่ตั้งใจทำร้าย

เอเลน: แล้วต้องไว้ใจกันมากเพราะว่ามีตีลังกาบ้าง ถ้าไม่ไว้ใจกันทำไม่ได้ ชินก็เห็น แม่แค่มองเขารู้เลยว่า เธอกลัว หยุดก่อน ไปเดินเล่นเดี๋ยวค่อยกลับมา เขาจะเห็นทันที

ชิน: มันมีท่าที่แม่จะต้องหมุนบนตัวผมด้วย ท่าพวกนี้ถ้ากลัวไปก่อนจะบาดเจ็บทันที ผมการันตีเลย 99% บาดเจ็บแน่นอน ฉะนั้นเห็นแม่แล้ว หยุด พอ พักก่อน ปล่อยความคิด เชื่อใจก่อน แล้วค่อยกลับมาเต้นกัน เพราะไม่งั้นแม่จะเจ็บ

อะไรคือเหตุผลที่เลือกมาเต้นคู่กันในรายการนี้

เอเลน: บอกได้เลย เหตุผลเดียวคือไม่ได้คิดก่อน

ชิน: ตอบตกลงไปก่อนอย่างนี้เหรอ

เอเลน: ใช่ จริงๆ อะ จำได้ไหมวันนั้นยูโทรมาบอก แล้วแม่ก็บอกว่า 'เฮ้ย! เอาเลย'

ชิน: แม่พูด 'เอาสิๆ บอกเขาไปเลยว่าได้'

เอเลน: พูดแบบไม่ได้คิด ถ้าคิดก็ไม่มา ถ้าแม่คิดว่าต้องซ้อมอาทิตย์ละกี่ชั่วโมง โอ้โหยากเกินไป ไม่ทำ

ชิน: ไม่จริงหรอก ถ้าแม่ทำตามความรู้สึกแล้วเลิกตามความคิดนะ...

เอเลน: จะเก่งมาก (หัวเราะ)

ชิน: จริงๆ ผมบอกเลยทุกการเต้นของแม่มันจะจบ จะดีมาก แม่อยากเต้นอยู่แล้ว แม่พูดกับผมว่าสักครั้งนึงในชีวิต ถ้ากูตายบนเวทีก็ยอม เนี่ยมันคือความรู้สึก ตอนแรกเขาจะให้ผมเป็นหนึ่งในกรรมการ ผมบอกว่าไม่เอา ผมพอแล้วกับการเป็นกรรมการ ผมเป็นมาหลายที่แล้วผมเบื่อกับการดูคนอื่นเต้น ผมอยากเต้นบ้าง เราห่างหายจากการซ้อมเต้นในสตูดิโอมาหลายปีมาก แล้วรู้สึกว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ใช้เวลากับแม่มากขึ้นด้วย การมาตรงนี้ทำให้เรามีข้ออ้างในการกลับบ้านไปแล้วได้ซ้อมเต้นกันมากขึ้น และเราก็อยากให้เขาได้ทำตามความฝันของตัวเองสักครั้งนึง ต่อให้มันไม่ใช่บัลเล่ต์ที่เขาฝันตั้งแต่เด็ก แต่ผมเชื่อว่าการเต้นคือเราได้เต้นแล้วทำตามความรู้สึกของตัวเอง ผมว่ามันเป็นอย่างหนึ่งที่แม่ต้องการในชีวิต ณ ตอนนี้ นี่คือโอกาสที่แม่ได้ทำอะไรสนุกๆ แล้วออกมาจากสิ่งที่น่าเบื่อ

เอเลน: ซึ่งดีมากเลย แล้วครูที่เขาเลือกมาไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องเต้น เราต้องทำเต็มโชว์ ต้องแสดงด้วย เพราะฉะนั้นมันต้องมีแอ็คติ้ง ถ้าคนที่ไม่เคยจะอะไรใหม่ๆ เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เลยค่ะ

ชิน: แล้วผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็รู้จักกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบรรยากาศหลังเวทีมันสนุกมากเลย

เอเลน: ใช่ สนุกค่ะ แม่อายุมากที่สุดแต่รู้สึกเหมือนกลับมาเป็นเด็กอีกรอบเลย เวลาคุยกับพวกเขาเนี่ยสนุก

    สิ่งที่ทำให้การแสดงของพวกเขาประทับอยู่ในใจผู้ชมได้นั้น มาจากความสุข ความปรารถนา และความฝันที่มีต่อการเต้น ซึ่งฝังแน่นอยู่ในตัวและตนของพวกเขามาตลอดเท่านั้นเอง

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ