ฤดูกาลแห่งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับเหล่าผู้สมัครผู้ว่าฯ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะส่งเสียงถึงนโยบายในด้านต่างๆ ไปสู่ประชาชน ก่อนที่ชาวกรุงเทพมหานครจะมีโอกาสได้เลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมาบริหารและต่อเติมให้เมืองกรุงเทพฯ ก้าวไปสู่เมืองในฝัน ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565
สำหรับทีม happening ที่เป็นสื่อมวลชนด้านศิลปวัฒนธรรมและมองเห็นความเติบโตในด้านศิลปะของเมืองกรุงเทพฯ มาโดยตลอด เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเหล่าผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ถึงมุมมองทางศิลปะและนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมของพวกเขาว่า แต่ละคนนั้นมีความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับแง่มุมด้านศิลปะและแวดวงครีเอทีฟอย่างไรบ้าง
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้สมัครคนที่สี่ที่ตอบรับซีรีส์สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เขาเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ที่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ และยังอีกหนึ่งคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือ โดยมีผลงานออกมาแล้วหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น ปูทางให้ลูกไป สู่เส้นชัยที่ลูกหวัง กลยุทธ์ HR ที่จับต้องได้ (Tangible HR Strategy) ลีนอย่างไรสร้างกำไรให้องค์กร (Profitable Lean Manufacturing) และ หลุดจากกับดัก (Balanced Scorecard)
แล้วเมืองศิลปะในฝันของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นอย่างไร เขาจะต่อเติมภาพฝันของคนรักศิลปะผ่านมุมมองและนโยบายด้านศิลปะในรูปแบบไหน เราจะไปรับฟังจากผู้สมัครคนนี้กัน

ศิลปะมีความสำคัญต่อผู้คนในเมืองอย่างไรบ้าง?
'We are all artists.' เพราะศิลปะเป็นเสรีภาพในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก จินตนาการ หรือการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ผมคิดว่า ศิลปะมีความสำคัญกับชีวิตที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้ชวนคิดแล้ว ศิลปะยังเป็นการพักผ่อนหย่อนอารมณ์ เป็นกิจกรรมยามว่าง เป็นงานอดิเรก แต่ในเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงก็จะมีการใช้ศิลปะเพื่อชีวิตในการขับเคลื่อนสังคม ช่วงที่ผ่านมาก็มักจะมีการต่อสู้และการกีดกันศิลปะบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับรัฐให้เผยแพร่สู่สาธารณะ เช่น ความพยายามแบนเพลงเพลง 'ประเทศกูมี'
เมืองที่ความเหลื่อมล้ำแบบนี้นี่แหละที่ทำให้คนนึกถึงคุณค่าของศิลปะน้อยลง ลองนึกดูนะครับ คนกรุงเทพส่วนใหญ่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ออกจากบ้านหกโมงเช้า ทำงานแปดโมงเลิกห้าโมงเย็น เลิกงานแล้วก็เสียเวลาเดินทางสองชั่วโมง แป๊บๆ ก็หมดไปแล้วหนึ่งวัน แล้วเราจะเอาเวลาไหนมาเสพสุนทรีย์ ความงาม และความหมายที่ลึกซึ้งของศิลปะกัน นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องลดความเหลื่อมล้ำในเมืองเพื่อให้คนได้มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผมก็มองว่าศิลปะสร้างสรรค์เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับคนที่อาศัยในเมืองนี้ สามารถนำศิลปะการออกแบบไปยกระดับชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์ได้ ที่ผ่านมามีการร่วมมือจัดงานแสดงผลงานหลายอีเวนต์ไม่ว่าจะเป็นงาน Awakening Bangkok งาน Bangkok Art Biennale ซึ่งช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและความคึกครื้นของย่านที่จัดงานได้ อย่างงาน Bangkok Design Week ก็มีการนำเอา Light Engineer มาตกแต่งภูมิทัศน์บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมอย่างน่าสนใจ แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องการเดินทาง เนื่องจากไม่มี shuttle bus จากสถานีรถไฟฟ้ามายังสถานที่จัดงานโดยตรง ซึ่งผมคิดว่ากรุงเทพมหานครสามารถใช้งบประมาณจัดหา shuttle bus และห้องสุขาเคลื่อนที่สำหรับงานแสดงศิลปะได้

พื้นที่ศิลปะในกรุงเทพมีเพียงพอหรือยัง?
ผมคิดว่าพื้นที่ศิลปะในกรุงเทพมีน้อยมากๆ และไม่เพียงพอ ผลงานศิลปะส่วนมักจัดแสดงอยู่ในที่รโหฐาน เช่น วัด โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ ห้าง warehouse แต่ยังขาดศิลปะในที่โล่งแจ้ง เช่น กราฟฟิตี้ เรามักจะคิดถึงแต่ศิลปะในเชิงวัฒนธรรมยุคเก่า ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัยหรือยุคใหม่มากนัก อีกทั้งเมืองไม่โอบรับการอนุรักษ์หรืออยู่ร่วมกับศิลปะ อย่างเช่น อาคารโรงหนังสกาล่า ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ที่มีการขอคืนพื้นที่แล้วเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ทั้งที่หลายคนมองว่าเป็นศิลปะหรือสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่า แต่กระบวนการของเมือง (Urban Process) ที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ได้เลย
คุณมีนโยบายด้านการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมอย่างไร?
กรุงเทพเป็นเมืองที่มีภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ เยอะมาก เรามีนโยบาย "งบที่คนกรุงเทพเลือกเองได้" ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณแบบมีส่วนร่วมหรือ Participatory Budgeting ที่เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในภาคีหรือสนใจศิลปวัฒนธรรมสามารถเสนอโครงการแล้วให้คนในชุมชนหรือเขตเลือกเองว่าจะนำงบประมาณไปทำอะไร ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับเราหลอกให้ภาคีทำงานฟรี
นอกจากนั้นเรายังมีนโยบายที่จะเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเราจะทำงานร่วมกับ TCDC TK Park และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ในการหาพื้นที่ทำ Public Space สำหรับการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ หรือ co-working space ที่จะมีการสอดแทรกศิลปะการออกแบบเข้าไป โดย กทม. สามารถอุดหนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการได้ รวมไปถึงการส่งเสริมอีเวนต์ต่างๆ ที่เรามีนโยบายอำนวยความสะดวกผู้ที่มางาน โดยจะจัดหาชัตเติลบัสรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้า

ส่วนตัวคุณชอบศิลปะแขนงใดบ้าง?
ผมชอบศิลปะของสามัญชนคนธรรมดา สมัยเป็นนิสิตผมกับเพื่อนก็ชอบไปเดินเที่ยวชุมชนย่านฝั่งธน ดูวัด ดูโบสถ์ มัสยิด แล้วเห็นวิถีชีวิตและความโอบอ้อมอารีของผู้คนแล้วมันทำให้ชอบความรู้สึกแบบนั้น ทุกวันนี้ผมยังจินตนาการการอยู่ร่วมกันระหว่างศิลปะกับผู้คน เพราะมันทำให้ศิลปะมีลมหายใจ มีชีวิตชีวา และสะท้อนความเป็นจริงได้ไม่มากก็น้อย
2201 VIEWS |
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา