เช่นเดียวกับแวดวงอื่นๆ เหล่าศิลปินและผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงศิลปะเองก็มีเรื่องราวที่อยากสื่อสารถึงอนาคตผู้ว่าฯ คนต่อไปเช่นกัน จึงเกิดเป็นเวทีเสวนา Bangkok Active Forum 5:- Creative City เมืองสร้างสรรค์ ที่ทางหอศิลป์กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ เครือข่ายปลุกกรุงเทพฯ และ Thai PBS จัดขึ้นเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากฝั่งประชาชน คนรักศิลปะ และผู้เชี่ยวชาญด้านงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายอยากนำเสนอแนวทางการสนับสนุนแวดวงศิลปะไทยไปสู่ผู้ว่า กทม. คนต่อไป
รสนา โตสิตระกูล เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ เพียงคนเดียวที่เข้าร่วมในงานครั้งนี้ (อีกสองท่านคือ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ อัศวิน ขวัญเมือง ส่งทีมงานมาร่วมรับฟัง) หลายคนรู้จักรสนาในฐานะนักรณรงค์ด้านสุขภาพและสิทธิผู้บริโภค ผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร (เธอเป็น สว. จากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 ที่ได้คะแนนสูงที่สุด), ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, กรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภานิติบัญญัติ ขณะเดียวกัน เธอยังเป็นนักเขียนและแปลที่มีผลงานหนังสือมาแล้วหลายเล่มไม่ว่าจะเป็น ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว, คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่, เดิน : วิถีแห่งสติ และอีกหลายเล่ม
ทีม happening มีโอกาสได้รับฟังนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมและพูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมด้านศิลปะจากรสนาในงานนี้ และเรายังได้สัมภาษณ์เธอเพิ่มเติมอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ทีมเราได้สัมผัสแง่มุมทางศิลปะของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนอื่นๆ อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ สกลธี ภัททิยกุล ไปแล้ว รสนาจึงถือเป็นผู้สมัครคนที่สามที่มาร่วมพูดคุยถึงนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมในซีรีส์สัมภาษณ์ครั้งนี้
ในวันนั้น รสนาปรากฎตัวด้วยท่าทีสบายๆ แต่ทุกคำตอบของเธอภายในงานเสวนานั้นเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ท่ามกลางผู้คนและพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนศิลปะในเมือง กทม. ผู้สมัครหญิงเพียงคนเดียวที่ดูจะรับความสนใจจากสาธารณชนท่านนี้จะมีมุมมองด้านศิลปะ และนโยบายที่จะต่อยอดความฝันให้คนรักศิลปะอย่างไรบ้าง

คุณคิดว่า ศิลปะมีความสำคัญอย่างไร?
ศิลปะเป็นเรื่องของจินตนาการที่เกิดขึ้นจากความประทับใจ ความชอบของแต่ละคน และแสดงออกตามการรับรู้ของตัวเอง บางคนอาจจะชอบวาดภาพแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) หรือสื่อสารผ่านดนตรี ภาพวาด ภาพยนตร์ หรือสิ่งต่างๆ ที่เขาประทับใจ ส่วนตัวคิดว่า ศิลปะนั้นเป็นความงามที่มีความผูกพันอยู่กับความจริงและความดี มันอยู่ที่ว่าคุณจะนำเสนอมันในรูปแบบไหน เพราะงานศิลปะนั้นแทรกอยู่ในชีวิตของทุกคน อยู่ที่ว่าคุณจะให้ความสำคัญหรือมองเห็นมันหรือเปล่า เราสามารถหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรามาถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและต่อยอดจินตนาการของเราให้กว้างไกลได้
แล้วศิลปะส่งผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างไรบ้าง?
ศิลปะ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเมือง รวมถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ ศิลปะสามารถทำให้คนเกิดความตระหนักรู้ ความเข้าใจ ไปจนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้ง มันทำให้คนรู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ดิฉันเป็นชาวพุทธ เวลาได้เห็นพระพุทธรูปที่งดงามมากๆ มันทำให้เราเกิดความสะเทือนใจ และทำให้เราเข้าสู่ความสงบ ใบหน้าของพระพุทธรูปทำให้เราเข้าใจถึงการรู้จักปล่อยวาง การทำความดี ละเว้นความชั่ว ผ่านการรับชมงานศิลปะ เช่นเดียวกับความเป็นประชาธิปไตยเองก็สามารถใช้ศิลปะในการสื่อสารสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะดิฉันเชื่อว่าศิลปะจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยชี้นำความคิดต่างๆ ของผู้คน และทำให้ตัวเราสามารถเข้าใจความจริงที่ถูกต้องได้
ในด้านของการกระตุ้นเศรษฐกิจเอง ศิลปะก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เพราะศิลปะถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่างๆ และต้องบอกว่า งานศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต้องการ อย่างที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันเคยพูดว่า 'จินตนาการสำคัญกว่าความรู้' การที่เราเปิดพื้นที่ให้เยาวชนหรือประชาชนได้เข้าถึงศิลปะ มันส่งผลให้จินตนาการ ความรู้ และสติปัญญาด้านอื่นๆ ของผู้คนให้เพิ่มขึ้น และต่อยอดไปสู่การใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ดิฉันคิดว่าเมืองกรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงถึงจินตนาการและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมา

เมืองกรุงเทพฯ นั้นยังมีพื้นที่ศิลปะและพื้นที่สาธารณะไม่เพียงพอ และที่ผ่านมาทาง กทม. ไม่สามารถต่อรองกับเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ศิลปะบางแห่งได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์สกาล่า ดิฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ทำไมเจ้าของพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์จึงไม่เห็นคุณค่าของโรงหนัง ทั้งที่คุณเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะสถาปัตยกรรม คณะนิเทศศาสตร์ การมีโรงหนังสกาล่าเป็นเหมือนพื้นที่ที่คุณสามารถให้นักศึกษามาเรียนรู้ผ่านพื้นที่แห่งนี้ได้ เช่นเดียวกับในแง่สังคมและภาคประชาชนเอง สกาล่าก็ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เขาต้องการ
ในกรณีนี้ ดิฉันคิดว่าทางกรุงเทพมหานครมีสิทธิที่จะพูดคุยและเจรจากับเอกชน เราอาจไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ แต่ในฐานะ กทม. เราควรที่จะไปเจรจาหรือหาคำตอบได้ว่า การที่เอกชนจะโละพื้นที่แห่งนี้ คุณทำไปเพื่ออะไร และมันสมควรแล้วหรือไม่ เพราะทาง กทม. ต้องเป็นผู้อนุมัติในการสร้างตึกอาคาร รวมถึงการวางผังเมือง มันเป็นเรื่องที่ถ้าเราตั้งใจจริงๆ เราสามารถเจรจาและหาทางออกโดยเห็นแก่ประโยชน์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ การศึกษา หรือด้านอื่นๆ ก็ตาม
อย่างพื้นที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเก่าตรงเสาชิงช้า เป็นพื้นที่ที่ดิฉันพูดถึงมาตั้งแต่ตอนที่ประกาศตัวว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในเมื่อเรามีศาลาว่าการกรุงเทพฯ แห่งใหม่แล้ว เราสามารถเปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นซิตี้ฮอลล์ (City Hall) ได้ เราไม่เคยมีซิตี้ฮอลล์เลย ในขณะที่หลายๆ ประเทศเขามีกัน มันเป็นพื้นที่สำหรับประชาชน เป็นศาลาประชาคม เราสามารถทำพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่างๆ ได้ โดยเฉพาะตรงบริเวณลานคนเมืองที่มีความสวยงาม เราสามารถใช้เป็นที่เคาท์ดาวน์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ของเอกชนเท่านั้น อีกทั้งพื้นที่ตรงนี้ยังสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนที่อยากจะมาพูดคุยกันได้

แล้วคุณมีนโยบายในการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง?
ดิฉันคิดว่าในฐานะที่ กทม. เป็นองค์กรท้องถิ่น เราต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับงบประมาณ และไม่ทำให้งบกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ก่อนหน้านี้ ดิฉันประกาศนโยบายการกระจายงบประมาณ 50 ล้านบาทต่อเขตออกมา เราอาจไม่ได้คิดถึงกองทุนด้านศิลปะโดยตรง แต่การกระจายงบประมาณนั้นก็เป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนอยู่แล้ว การกระจายงบให้แต่ละเขตจะทำให้ประชาชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือมีความสนใจด้านต่างๆ สามารถเข้าถึงงบประมาณและต่อยอดทำสิ่งต่างๆ ได้ เพราะแต่ละเขตมีอัตลักษณ์ ความสนใจ และปัญหาที่ต้องการแก้ไขแตกต่างกัน ถ้าบางเขตที่มีแนวโน้มเติบโตในด้านใด เราก็สามารถให้งบประมาณเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ควรจะยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นของแต่ละพื้นที่
แม้หลายคนจะพูดถึงการกระจายอำนาจว่า เราไม่สามารถให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องงบประมาณทุกเรื่องได้ แต่ดิฉันมองว่าเราสามารถเริ่มต้นได้ ด้วยการทดลองให้ ผอ.เขตมีอำนาจเหมือนกับเป็นผู้ว่าฯ น้อยๆ ให้เขามีอำนาจในการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน ให้เขามีอำนาจในการรับฟัง เขตต้องไม่อยู่ในเซฟโซน (Safe Zone) ที่รอการตั้งรับอย่างเดียว แต่ต้องสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วย ขณะเดียวกัน เราก็สามารถสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่เกิดการแข่งขันกัน เขตนั้นมีอะไรดี เขตนี้มีอะไรดี ให้เขาเอามาประชันกัน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่มันมีชีวิตชีวาของแต่ละพื้นที่ได้
ทุกวันนี้มีคนที่สนใจศิลปะอยู่ในพื้นที่ กทม. มากมายอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถ้าเราสามารถใช้ศิลปะสร้างจิตสำนึกให้คนรับผิดชอบต่อสังคมและทำประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ มันก็จะทำให้เมืองเกิดการพัฒนาต่อไปได้ ไม่เพียงแค่ด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ศิลปะยังมีส่วนช่วยต่อยอดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพภายในของผู้คนด้วย
ดิฉันให้ความสำคัญและอยากสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้ดิฉันจะไม่มีความรู้ทั้งหมด แต่ดิฉันก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกคนและแต่ละพื้นที่ว่ามีความคิดอย่างไร ดิฉันมองว่า กทม. เป็นเหมือนแม่บ้านของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน หากเจ้าของบ้านต้องการทำอะไร เราก็มีหน้าที่ที่ต้องช่วยซัพพอร์ตให้เขาไปต่อได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความก้าวหน้าของเมืองที่เราจะผลักดันและทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่สร้างสรรค์และน่าอยู่ได้

ส่วนตัวคุณมีความสนใจในศิลปะแขนงใดบ้าง?
ดิฉันมักจะอ่านหนังสือเป็นส่วนใหญ่ อย่างหนังสือที่ชอบมากๆ คือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว โดย มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ซึ่งดิฉันมีโอกาสได้เป็นผู้แปลหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาไทยด้วย และหนังสือของ ติช นัท ฮันห์ ซึ่งเป็นพระชาวเวียดนาม ส่วนภาพยนตร์จะชอบเรื่อง Man of La Mancha (1965) ซึ่งมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ชื่อว่า The Impossible Dream (แต่งโดย มิตช์ ลีห์ [Mitch Leigh] นักแต่งเพลงชาวอเมริกันและเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย) อีกอย่างดิฉันก็สนใจเรื่องการปิดทองพระพุทธรูป มันเป็นศิลปะและงานอดิเรกเล็กๆ ที่ผ่านมาก็เคยปิดทองพระแม่ตาราประมาณ 35 องค์และพระปัทมะสัมภวะประมาณ 25 องค์ เพื่อระดมทุนสร้างพระสันติตารา-มหาสถูปที่หัวหินของมูลนิธิพันดารา
ทราบว่าคุณเป็นหนึ่งคนที่มักแวะเวียนมาที่หอศิลป์กรุงเทพฯ คุณมีความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้อย่างไรบ้าง?
หากมีเวลาว่าง ดิฉันมักจะไปเจอพรรคพวกศิลปินที่หอศิลป์กรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้เป็นเหมือนพื้นที่ของคนที่ทำงานศิลปะ เรามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน เสวนา แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน มันเป็นความบันเทิง เป็นการผ่อนคลายและสร้างมิตรภาพ จริงๆ เราก็ไม่ค่อยมีพื้นที่ทางสังคมแบบนี้เท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่พื้นที่แบบนี้มันสำคัญมากและควรจะมีมากกว่าหอศิลป์ฯกรุงเทพฯ แห่งเดียว มันควรจะมีในทุกๆ มุมเมือง

2079 VIEWS |
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา