แน่นอนว่าศิลปินหญิงที่โด่งดังมักมีภาพลักษณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ความสามารถด้านดนตรีที่ไพเราะทรงพลัง การแสดงที่ตราตรึงหัวใจ และมีเพลงฮิตที่เป็นตำนานมาทุกยุคสมัย กว่าที่พวกเธอจะประสบความสำเร็จดังฝันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กระทั่งเมื่อพวกเธอเธอประสบความสำเร็จในอาชีพอย่างสูงสุดแล้วก็ยังไม่ใช่ตอนจบของเรื่องราว
การทำความรู้จักกับผลงานและความสำเร็จของพวกเธออาจจะเป็นเรื่องง่าย แต่การทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของศิลปินเหล่านั้น หากพวกเธอไม่คิดเปิดเผย หรือไม่มีใครบอกเล่า เราคงไม่มีวันรู้จักตัวตนของพวกเธอ ทีม happening จึงอยากแนะนำภาพยนตร์สารคดี 12 เรื่อง ที่จะพาไปทำความรู้จักกับ 12 ศิลปิน โดยเปิดเผยแง่มุมของชีวิตในด้านที่ราวกับความฝันอย่างที่ใครๆ ต่างอิจฉา กับ ด้านที่ไม่ได้เลิศหรูงดงามอย่างฉากหน้าที่เห็น มิหนำซ้ำบางเรื่องราวก็นับได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้าย
คุณจะได้เห็นแก่นแท้ของพวกเธอ ความธรรมดาสามัญอย่างผู้หญิงทั่วไป ร่วมไปถึงความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่เข้ามา จากการตกเป็นผู้ถูกกระทำสู่การเป็นผู้มอบความยุติธรรม การต่อสู้กับป่วยไข้ทางกายและใจ บ้างแพ้ บ้างชนะ เราจะรู้จักพวกเธออย่างลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น ผ่านการชมสารคดีทั้ง 12 เรื่องนี้

Miss Americana (2020) ข้อความจากหัวใจที่ซ่อนความหมายไว้ในบทเพลง
เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ก้าวเข้าสู่วงการด้วยการเป็นนักร้องเพลงคันทรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เธอกล่าวตั้งแต่ช่วงต้นของสารคดีว่าเธอต้องการเป็น "เด็กดี (good girl)" ที่ทุกคนยอมรับ และเมื่อโด่งดังขึ้น ความกดดันที่ได้รับก็ยิ่งมากขึ้น จนเมื่อเธอพบจุดพลิกผันของชีวิตครั้งใหญ่ เธอถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวและถูกสื่อโจมตีอย่างหนัก ภาพลักษณ์ของเธอพังลงในพริบตา สถานการณ์เหล่านั้นบั่นทอนร่างกายและจิตใจของเธออย่างมากในเวลาต่อมา เธอหายจากวงการไปกว่า 1 ปี ช่วงเวลานั้นเธอได้ทบทวนตัวเองหลายอย่าง ในสารคดีเองก็ไว้บอกว่า "เธอได้ทำในสิ่งที่ยากที่สุด การมีความสุขจากตัวเอง"
สารคดีไม่ได้พูดถึงแค่ตัวเทย์เลอร์ แต่เน้นไปถึงเรื่องการเมืองด้วย เริ่มต้นจากการที่เธอชนะคดีการล่วงละเมิดทางเพศแต่รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม บวกกับความไม่พอใจต่อการเมืองที่เธอไม่เคยบอกใคร ผลักดันให้เธอสลัดภาพคนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทิ้งไป ต่อต้านนโยบายและผู้สมัครที่ลิดรอนสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับกลุ่ม LGBT เทย์เลอร์ใช้บทบาทและความสามารถผลักดันประเด็นเหล่านี้ผ่านเนื้อเพลงของเธอ และมอบความกล้าให้กับใครหลายๆ คน
ในเพลง Only The Young ส่งสารบอกกับเราว่าสังคมนี้กำลังบิดเบี้ยว พวกผู้ใหญ่กำลังเพี้ยน เราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ได้ดูสารคดีแล้วเรากลับเข้าใจเพลงของเธอได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากกระตุ้นต่อมความคิดต่อสังคมแล้ว เธอทำให้เราได้ค้นพบสิ่งสำคัญว่าเรายืนหยัดเพื่ออะไร? อยากพูดอะไร? ได้เป็นสิ่งที่อยากเป็นหรือยัง?
Miss Americana (2020) ความยาว 86 นาที
กำกับโดย: ลานา วิลสัน (Lana Wilson)
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix
Blackpink: Light Up the Sky (2020) ความฝันที่เปร่งประกายและการส่งมอบพลังความสุข
หลังจากวงเกิร์ลกรุ๊ปที่มีชื่อเสียงอย่าง 2NET ได้ประกาศยุบวง ทาง YG Entertainment จึงได้เปิดออดิชันค้นหาศิลปินฝึกหัดจากหลายประเทศ เพื่อสร้างวงเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ การฝึกฝนอย่างหนักดำเนินไปตลอดหลายปี จนในที่สุด จีซู (คิม จีซู), ลิซ่า (ลลิษา มโนบาล), โรเซ่ (พัค แชยอง) และเจนนี่ (เจนนี่ คิม) ก็ได้รับคัดเลือกและเดบิวต์เป็นศิลปินของค่ายในชื่อ Blackpink จากนั้นชีวิตของพวกเธอก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความนิยมพุ่งติดชาร์ตทำลายสถิติ รวมไปถึงได้ทำการแสดงบนเวทีระดับโลกอย่าง Coachella อีกด้วย
สารคดีไล่เรียงเหตุการณ์และเส้นทางการเป็นศิลปินของพวกเธอ การต่อสู้และพิสูจน์ตัวเองผ่านความสามารถ ส่งมอบความสนุกและความสุขให้กับแฟนๆ จนได้รับความรักจากคนทั่วโลก และอีกด้านที่พวกเธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ พวกเธอทั้ง 4 คน จึงถือเป็นสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปที่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดของกันและกันได้อย่างลงตัว
Blackpink: Light Up the Sky (2020) ความยาว 79 นาที
กำกับโดย: แคโรไลน์ ซัช (Caroline Suh)
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix

Homecoming: A Film by Beyoncé (2019) ประกาศให้โลกได้รู้ ว่าตัวตนที่เราเป็นนั้นสวยงามที่สุดแล้ว
นี่คือบันทึกช่วงเวลาการเตรียมคอนเสิร์ตบนเวทีระดับโลกอย่าง Coachella ของ บียอนเซ่ (Beyoncé) ศิลปินหญิงผิวสีคนแรกที่ได้แสดงในงานนี้ หลังจากเธอเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน โดยสารคดีถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เธอผ่านความยากลำบากมามาก ก่อนที่โชว์จะสำเร็จออกมาให้แฟนเพลงรับชมกัน
สิ่งที่เราได้ดูคือการแสดงที่ทรงพลังตระการตาในรูปแบบของวงโยธวาทิตผสมรูปแบบการเต้นที่หลากหลายอย่างเต็มอิ่ม ตัดสลับกับเบื้องหลังการซักซ้อมกับสมาชิก 200 กว่าคนที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งพวกเขากล่าวว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของโชว์นี้มีคุณค่ากับพวกเขามาก ส่วนการแสดงบนเวที บียอนเซ่ ได้ประกาศก้องถึงเจตจำนงเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี และสิทธิความเป็นมนุษย์ ความภาคภูมิใจในเชื้อชาติของตัวเอง ส่งมอบพลังความเชื่อ ทุกคนสวยงามในแบบของตัวเอง และทุกคนเท่าเทียมกัน
Homecoming: A Film by Beyoncé (2019) ความยาว 137 นาที
กำกับโดย: บียอนเซ่, เอ็ด บรูก (Ed Burke)
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix
BNK48: Girl Don't Cry (2018) มุ่งหน้าผ่านเส้นทางของน้ำตา ไปยังจุดหมายที่ชื่อว่าความฝัน
ใครอยากจะเป็นคู่แข่งกับเพื่อนตัวเองกัน? แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อทุกคนต่างมาเพื่อทำตามความฝันเดียวกัน แล้วที่ยืนบนเวทีก็ไม่ได้มีพอสำหรับทุกคน
สารคดีว่าด้วยเส้นทางของการมาเป็น BNK48 ในปัจจุบัน ทั้งการออดิชัน การฝึกซ้อม และมิตรภาพที่มาพร้อมกับการแข่งขัน เรื่องนี้ได้เผยด้านที่เหล่าสาวๆ ไม่เคยได้บอกใคร การที่ต้องฝืนเป็นคนในอุดมคติของสังคม ในสารคดีนี้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับหนังอินดี้ที่ทุกคนรู้จักกัน เป็นตัวกลางการบอกเล่าความรู้สึกของพวกเธอ วางสิ่งที่เรียกว่าวง BNK48 ไว้ แล้วพูดคุยกับเราในฐานะเด็กผู้หญิงธรรมดา ที่ต้องเจ็บปวดเพราะความพยายาม ต้องแลกกับอะไรหลายสิ่งเพื่อความฝัน ซึ่งบางครั้ง สิ่งที่พวกเธอนำมาแลกนั้น... ก็เป็นน้ำตา
BNK48: Girl Don't Cry (2018) ความยาว 108 นาที
กำกับโดย: นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix
Whitney (2018) ชีวิตที่รุ่งโรจน์และร่วงโรยของ วิทนีย์ ฮุสตัน
สารคดีเรื่องนี้เปิดเผยชีวิตเบื้องหลังของ วิทนีย์ ฮุสตัน (Whitney Houston) เจ้าของผลงานเพลงคลาสสิกที่ยังเป็นอมตะอย่าง I Will Always Love You สารคดีได้เปิดเผยความลับจากคำบอกเล่าของครอบครัวและคนใกล้ชิด ค้นเข้าไปในโลกส่วนตัวของ วิทนีย์ ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังเสียงร้องแห่งยุคสมัยที่สะกดคนทั้งโลก
วิทนีย์ ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์และสายเลือดนักร้องอย่างแท้จริง เป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มียอดขายเพลงสูงที่สุดและยังได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินหญิงที่ได้รับรางวัลมากที่สุดตลอดกาลจาก Guinness Book นอกจากการเป็นนักร้อง เธอยังเป็นนักแสดง และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ แต่เมื่อความโด่งดังที่มากเกินไปนำมาสู่ปัญหาที่รุมเร้า การทะเลาะและการหักหลังจาก บ็อบบี้ บราวน์ สามีของของเธอ ก็เป็นจุดแตกร้าวครั้งใหญ่ เธอเริ่มเก็บตัว ไม่ไว้ใจใคร ซุกซ่อนความรู้สึกโหยหาความตายไว้ภายใน
ถึงแม้ว่าเธอประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นกลับไม่สามารถหยุดยั้งการร่วงหล่นของเธอได้ ทุกคนต่างตั้งคำถามว่าทำไมเธอทั้งฆ่าตัวตาย แต่คนที่จะตอบคำถามนั้นได้เพียงคนเดียวก็จากเราไปแล้ว
Whitney (2018) ความยาว 120 นาที
กำกับโดย: เควิน แม็คโดนัลด์ (Kevin Macdonald)

Gaga: Five Foot Two (2017) เปิดเปลือยความอ่อนไหวอย่างกล้าหาญ
สารคดีเปิดเผยเนื้อแท้ความเป็นมนุษย์ของ เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ในช่วงเวลาระหว่างที่กำลังถ่ายทำอัลบั้ม Joanne เธอเลือกทำสิ่งที่แตกต่าง สลัดภาพจำของ เลดี้ กาก้า ที่แต่งตัวฉูดฉาด แต่งหน้าจัดเต็ม มาสวมเสื้อยืดกับกางเกงธรรมดา แม้มีคนที่ไม่พอใจ แต่ก็ยังมีคนประทับใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเธอ เธอมีอาการกล้ามเนื้อเจ็บปวดเรื้อรัง และฝืนขึ้นแสดงอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งเธอยังงานยุ่งสุดๆ จะมีใครบ้างที่มาพบหมอพลางแต่งหน้าไปพลาง เราได้เห็นหลากหลายตัวตนของเธอ ตอนที่เธอทำตัวหยาบกระด้างไม่สนใจโลก ตอนที่เธอเล่นมุกตลก ตอนที่เธอตื่นมาทำอาหารเช้าทานกับครอบครัวเหมือนกับคนธรรมดา หรือตอนที่เธอสูญเสียคนใกล้ชิดไป
การยอมรับว่าไม่ว่าใครก็มีมุมที่อ่อนแอ ทั้งเจ็บได้ ร้องไห้เป็น เมื่อเข้าใจตัวเองแล้วมนุษย์จะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างสง่างามดังที่ เลดี้ กาก้า บอกเล่ากับเราอย่างเปิดเปลือยไว้ใน Five Foot Two
Gaga: Five Foot Two (2017) ความยาว 100 นาที
กำกับโดย: คริส โมคาร์เบล (Chris Moukarbel)
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix
Tokyo Idols (2017) มองแท่งไฟและฟังเสียงเชียร์ด้วยแง่มุมที่ต่างไป
ความสัมพันธ์ระหว่างไอดอลและโอตะที่ไม่ได้ผิวเผินอย่างที่เราคิด สารคดีเรื่องนี้เจาะลึกเข้าไปในแวดวงไอดอลสาวญี่ปุ่นอย่างเข้มข้น และหยิบประเด็นชวนขบคิดมาถ่ายทอด นี่คือเรื่องราวของริโอะ หญิงสาวที่กำลังทำตามความฝัน กับเหล่า Rio Brothers กลุ่มแฟนคลับที่คอยสนับสนุนริโอะให้ไปถึงฝั่ง โดยเสนอผ่านมุมมองของ โอตะ, ไอดอล และความเห็นจากนักวิพากษ์สังคม
มีการหยิบยกประเด็นเรื่องเพศขึ้นมาพูด ว่าไอดอลสาวเหล่านี้มีไว้เพื่อปรนเปรอความสุขของเหล่าแฟนคลับหรือไม่ กลุ่มแฟนคลับที่มีชื่อเรียกว่าโอตะ หรือโอตาคุ มักจะถูกมองในแง่ลบ เป็นกลุ่มคนที่หนีจากโลกความเป็นจริง อย่างในการ์ตูนหรือแอนิเมชันก็มักจะถูกออกแบบให้ดูมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่เมื่อได้ฟังการให้สัมภาษณ์ เรากลับพบว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเข้าใจโลกความเป็นจริงเหมือนคนปกติทั่วไป และมีมุมที่เราคิดไม่ถึงอย่างการหวังเพียงแค่เฝ้ามองและช่วยผลักดันคนๆ หนึ่งที่มีความพยายามซึ่งตัวเขาไม่มี ให้ประสบความสำเร็จ สารคดีทำให้เราค่อยๆ ลดอคติที่มีลง และซาบซึ้งไปกับความสัมพันธ์ที่คอยสนับสนุนซึ่งกันและกันของพวกเขา
Tokyo Idols (2017) ความยาว 90 นาที
กำกับโดย: เคียวโกะ มิยาเกะ (Kyoko Miyake)

Janis: Little Girl Blue (2015) บทเพลงเปี่ยมชีวิตและบาดแผลของสาวน้อยสีฟ้า
เรื่องราวของเทพีแห่งเสียง เจนิส จอปลิน (Janis Joplin) นักร้องเพลงบลูส์ร็อกและโซลแห่งยุคสมัย เธอโด่งดังจากการปรากฏตัวในเทศกาล Monterey Pop ภายหลังเธอก็ได้กลายเป็นหนึ่งในร็อกสตาร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุค 60's แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอกลับมีมุมที่อ่อนไหว และต้องพบเจอโศกนาฏกรรมจนเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 27 ปี
ร็อกเกอร์สาวคนนี้เป็นคนตรงไปตรงมา สิ่งที่เธอพูดคือความจริงที่เธอเชื่อ นั่นทำให้เธอต้องขัดแย้งกับมาตราฐานที่สังคมขีดไว้อยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นก็นับเป็นความกล้าหาญที่คนรุ่นใหม่ศรัทธา เจนิส ทุ่มเทให้การทำเพลงเป็นอย่างมาก ถ่ายทอดอารมณ์และความคิดที่ลึกซึ้งของเธอลงไป บทเพลงมีเสน่ห์บวกกับเสียงร้องที่ไม่มีใครเหมือน เต็มเปี่ยมด้วยพลังและมอบความกล้าให้กับผู้คน แม้ในบั้นปลายชีวิตของเธอจะต้องเผชิญความรักที่ล้มเหลว ทรมานเพราะยาเสพติด และเสียชีวิตลง แต่เพลงของเธอกลับยังมีชีวิตและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ
Janis: Little Girl Blue (2015) ความยาว 104 นาที
กำกับโดย: เอมี เบิร์ก (Amy Berg)
What Happened, Miss Simone? (2015) ดนตรีที่แสดงถึงจิตวิญญาณแห่งอิสระภาพเพื่อสิทธิของชาวอเมริกัน
เสียงร้องและเสียงบรรเลงเปียโนอันทรงพลังของ นีน่า ซีโมน (Nina Simone) สะท้อนความรวดร้าวของจิตใจและการเรียกร้องหาความยุติธรรม สารคดีแสดงให้เห็นความสามารถที่เรียกได้ว่าเป็นอัฉริยะของเธอ แม้ว่าเธอมีความฝันที่จะเป็นนักเปียโนคลาสสิกผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกา แต่เธอก็ได้เดินหน้าในฐานะนักเรียกร้องสิทธิอย่างเต็มตัว เปล่งบทเพลงอันเกรี้ยวกราดปลุกใจเหล่าผู้ชุมนุม จนทำให้เธอถึงกับถูกแบนจากวงการดนตรีของสหรัฐ ความกดดันจากการทำงานและการถูกทำร้ายร่างกายจากสามีค่อยๆ ทำลายตัวตนของเธอจนบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เธอมีภาวะไบโพลา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าระหว่างที่คุยกันอยู่ดีๆ เธอจะระเบิดอารมณ์ออกมาเมื่อไร ชีวิตของเธอควบคุมไม่ได้เหมือนกับดนตรีที่เธอเล่น เป็นอิสระที่แลกมาด้วยความป่วยไข้ของจิตใจ การเร่ร่อนไร้ที่อยู่ ทำให้เธอกลับคืนสู่ความตกต่ำที่ยิ่งกว่าจุดเริ่มต้น และเกิดใหม่ให้คนทั้งโลกจดจำ
เราสัมผัสถึงความเปราะบางและความแข็งแกร่งของ นีน่า ซีโมน การเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด และการต่อสู้กับจิตวิญญาณของเธอถึงกับทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจไปหลายวัน
What Happened, Miss Simone? (2015) ความยาว 101 นาที
กำกับโดย: ลิซ การ์บัส (Liz Garbus)
สามารถชมได้ผ่านช่องทาง Netflix

AMY (2015) เราทุกคนต่างซุกซ่อนความเจ็บปวดภายในใจเอาไว้ แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จก็ตาม
หลายครั้งต่อหลายครั้งที่พรสวรรค์มักนำมาซึ่งการสูญเสียสิ่งสำคัญไป เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ เอมี ไวน์เฮาส์ (Amy Winehouse) ศิลปินหญิงระดับโลก เจ้าของผลงานเพลงที่บรรเลงถ้อยคำอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ เสียงร้องของเธอซึมลึกเข้าไปในจิตใจคนฟัง แต่เราต่างรับรู้เรื่องราวตอนจบของชีวิตเธอแล้ว
สารคดีใช้การเล่าเรื่องแบบไดคัตเอาชิ้นส่วนฟุตเตจ รวมถึงคลิปส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน จากต่างที่-ต่างเวลามาตัดต่อเข้าด้วยกัน แม้ว่าเอมีจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จแบบสุดๆ แท้จริงแล้วเธอเปราะบางมากกว่าที่เราเห็น เอมีอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ามกลางความสัมพันธ์ของพ่อแม่ที่หย่าร้าง มีภาวะโรคซึมเศร้า ในด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียง สื่อกลับพูดถึงแต่เรื่องชีวิตรักและปัญหาเรื่องติดสุราของเธอ หลังจากปัญหารุมเร้า เธอหย่ากับสามี ติดสุราหนักกว่าเดิม จนโดนผู้ชมโห่ไล่กลางคอนเสิร์ตเพราะเสียงที่ผิดเพี้ยนไปของเธอ ราวกับจิตวิญญาณของเธอเองกู่ร้องถึงความบอบช้ำออกมา แต่ไม่มีใครรับฟัง และสุดท้ายเธอก็จบชีวิตลงในวัยเพียง 27 ปี
AMY (2015) ความยาว 128 นาที
กำกับโดย: อซิฟ คาปาเดีย (Asif Kapadia)

Katy Perry: Part of Me (2012) หัวใจของฉัน จะไม่มีใครทำลายมันได้
นี่คือส่วนหนึ่งของตัวฉันที่ไม่มีใครจะพรากไปได้ ความหมายจากบทเพลง Part of Me ได้บอกถึงประเด็นของเรื่องอย่างชัดเจน ในสารคดีของ เคที่ เพอร์รี่ (Katy Perry) หรือนักร้องสาวสีลูกกวาด ผู้หญิงคนแรกที่มีเพลง 5 เพลงจากอัลบั้มชุดเดียวกัน พุ่งขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงฮิตของบิลล์บอร์ด สารคดีนำเสนอได้อย่างมีสีสัน พาเราทัวร์คอนเสิร์ตสุดอลังการและเปิดเผยเบื้องหลังช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นแสดงที่ทำให้ใจแทบสลาย หลังจากเธอถูกบอกเลิกจากสามีในวันนั้น เธอร้องไห้อย่างหนักในขณะที่ข้างนอกแฟนคลับก็ต่างร้องเรียกเฝ้ารอ เธอมีทางเลือกแค่ 2 ทาง ระหว่างยกเลิกงานหรือจะทำออกมาให้ดีที่สุด แน่นอนว่า เธอเลือกที่จะไปต่อ แม้ก่อนขึ้นแสดงเพียงไม่กี่นาทีเธอก็ยังคงสะอื้นไห้ แต่เมื่อสเตจได้เลื่อนขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนของแฟนคลับ จากใบหน้าเปื้อนน้ำตาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม หัวใจถูกเติมเต็มด้วยเสียงของบรรดาแฟนเพลงและช่วงเวลานั้นก็กลายเป็นโชว์สุดมหัศจรรย์ที่ทุกคนจดจำ
ความจริงแล้วนอกจากด้านความรัก เธอยังต้องต่อสู้กับครอบครัวที่เคร่งศาสนา ต่อสู้กับความกดดันที่ถาโถมเข้ามา แม้ว่าหัวใจจะถูกทำลาย แต่ก็ไม่มีใครพรากตัวตนของเธอไปได้ นั่นทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คน
Katy Perry: Part of Me (2012) ความยาว 93 นาที
กำกับโดย: แดน คัตโฟร์ท (Dan Cutforth), เจน ลิปซิตซ์ (Jane Lipsitz)

Shut Up & Sing (2006) เมื่อเสรีภาพในการพูดถูกจำกัด พวกเธอจึงสื่อสารผ่านบทเพลง
'หุบปากแล้วร้องเพลง' เป็นชื่อเรื่องที่เปิดมาก็ฟังดูเกรี้ยวกราดแล้ว
นี่เป็นเรื่องราวของวงดนตรีคันทรีหญิง The Dixie Chicks จากเท็กซัส หนึ่งในวงดนตรีหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม นอกจากชีวิตประจำวันและการทำเพลง สารคดีนำเสนอเหตุการณ์ที่พวกออกมาแสดงความเป็นปรปักษ์กับสถาบันทางการเมือง ต่อต้านสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในลอนดอน นาตาลี เมนส์ (Natalie Maines) นักร้องนำของวง ออกมาพูดว่า "ฉันรู้สึกอายที่เกิดเป็นคนบ้านเดียวกับประธานาธิบดีบุช" ในตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าการแสดงออกนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงตามมา The Dixie Chicks ถูกวิพากวิจารณ์ แบนจากสื่อ และถูกขู่ฆ่าผ่านจดหมาย หลังจากนั้นพวกเธอได้ปล่อยเพลง Not Ready To Make Nice เพื่อแสดงจุดยืนการต่อต้านสงคราม และปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สารคดีชิ้นนี้ยังถ่ายทอดชีวิตและวิธีคิดของพวกเธอในช่วงที่ทำการปรับแนวเพลงในอัลบั้มต่อมา Taking The Long Way (2006) ให้เริ่มถอยห่างจากแฟนเพลงคันทรี่ที่เป็นมวลชนฝั่งขวาและอนุรักษ์นิยมอีกด้วย
Shut Up & Sing (2006) ความยาว 93 นาที
กำกับโดย: บาร์บารา ค็อปเปิ้ล (Barbara Kople), เซซิเลีย เป็ก (Cecilia Peck)