Love Is Hear เรื่องเล่าของคอนเสิร์ตที่พาคนหูดีมาฟังดนตรีกับคนหูหนวก

    "เราอยากเห็นคนหูดีและคนหูหนวก ชมดนตรีไปพร้อมกัน"

    ใครจะรู้ว่าประโยคหนึ่งในวงสนทนา เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะเกิดเป็นโปรเจกต์ที่เพื่อนจิตอาสา ทั้งศิลปิน คนทำงานสร้างสรรค์ และองค์กรจำนวนหนึ่ง ร่วมกันเปิดประสบการณ์การฟังดนตรีรูปแบบใหม่ให้กับผู้ชม โดยการพาคนหูดีและคนหูหนวก มาสนุกไปกับแสง สี เสียงด้วยกัน ในคอนเสิร์ต Love Is Hear ซึ่งจัดขึ้นที่โรงภาพยนตร์สกาลา กรุงเทพมหานคร

    แต่ละโชว์ถูกออกแบบและต่อยอดจากมุมมองของคนหูหนวก นำมาสู่ผลงานหลากรูปแบบ ทั้งละครใบ้ การใช้แสง สี เสียง กลิ่น ไปจนถึงแรงสั่นสะเทือน นอกจากคนทั่วไปจะสนุกสนานไปกับเสียงเพลงแล้ว ผู้พิการทางการได้ยินก็สามารถสนุกไปกับการใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ในการรับชมได้ ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนั้นประสบความสำเร็จ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและหลายองค์กร ตั้งแต่ ประภาส ชลศรานนท์ และทีมเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์, ทีม GTH, Duck Unit, ทีวีบูรพา, การมาเล่นดนตรีโดยไม่คิดค่าตัวของศิลปินหลากหลาย ฯลฯ รวมไปถึงทีม happening เองก็มีส่วนร่วมในการคิดรูปแบบการแสดงบนเวทีด้วย

    ในปี 2563 กลุ่มเพื่อนจิตอาสาที่นำทีมโดย ปรารถนา จริยวิลาศกุล ที่ปรึกษาเรื่องแบรนด์ ก็กลับมารวมตัวอีกครั้ง เพื่อทำโชว์ที่ท้าทายกว่าเดิม ในคอนเซปต์เดิมที่ว่า 'ให้คนหูหนวกได้ยินดนตรี ให้คนหูดีได้สัมผัสดนตรีแบบที่ไม่เคยมาก่อน' และมีโลเคชันในการจัดเป็นจังหวัดขอนแก่น โดยได้รับชวนจาก นัท-กมลพงศ์ สงวนตระกูล ผู้บริหารกลุ่มโตโยต้าขอนแก่นให้ไปทำงานนี้ที่นั่น

    ครั้งนี้ทีม happening ก็มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางไปจัดคอนเสิร์ต Love Is Hear เหมือนกับครั้งที่แล้ว เป็นการเดินทางไปขอนแก่นพร้อมกับ 9 ศิลปินหลากรุ่น ที่อาสาไปมอบความสุขให้กับชาวอีสาน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เราติดตามการเตรียมงานที่ยาวนานหลายเดือน ร่วมประชุมกับทีมเบื้องหลังที่มีทั้งคนกรุงเทพฯ และคนขอนแก่น ซึ่งมีการคิดถึงรายละเอียดที่จะเกิดขึ้นในการแสดงเพื่อผู้ชมทั้งคนหูดีและคนหูหนวกทุกคน เราจึงขอนำเรื่องราววิธีคิดที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังคอนเสิร์ตครั้งนี้มาถ่ายทอดให้ฟัง สำหรับคนที่ไม่ได้ชม และเป็นการบันทึกไว้เป็นกรณีศึกษาสำหรับคนที่อยากทำคอนเสิร์ตเพื่อผู้พิการกลุ่มอื่นบ้าง

    เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ประตูทางเข้าเปิดออก ทั่วหอประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เต็มไปด้วยลูกโป่งรูปหัวใจสีขาวหลายร้อยลูกที่ทีมงานผูกอยู่ตามพนักเก้าอี้ ผู้ชมหลั่งไหลเข้ามานั่งประจำที่ Love Is Hear ครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยเสียงซาวนด์ดีไซน์ของทีม Viveka + Vehement ต้อนรับทุกคนเข้าสู่คอนเสิร์ต Love Is Hear

    จอบนเวทีปรากฏคำว่า 'หากคุณหลับตา ไม่เห็นภาพ ได้ยินแต่เสียง คุณจำได้ไหมว่าเสียงเหล่านี้คือเสียงอะไรบ้าง'

    เราลองหลับตาเงี่ยหูฟังเสียงรอบตัว เสียงลม และหยดน้ำจากธรรมชาติ ผสมปนเปกับเสียงดนตรีสมัยใหม่ ช่วยปรับอารมณ์ให้เราพร้อมก่อนเริ่มการแสดง ต่างจากคอนเสิร์ตทั่วไปที่มักเปิดเพลงของศิลปินให้เราฟัง เป็นการเตรียมความรู้สึกสำหรับผู้ชมให้รู้สึกถึงความสำคัญของเสียงต่างๆ ที่เราเคยได้ยินในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี นอกจากซาวนด์ที่ออกแบบขึ้นแล้ว เรายังได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนกำลังเดินเข้ามาใกล้ตัวเรา เมื่อลืมตาขึ้นมา ก็พบกับน้องๆ ผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งเข้ามาร่วมชมคอนเสิร์ตกับพวกเราด้วย

    เพลงสรรเสริญพระบารมี ถูกขับร้องโดย พอร์ชเช่-ชาลิสา ตุงคะเตชะ นักร้องสาวชาวขอนแก่น โดยมีเด็กๆ หูหนวก 60 กว่าคน ขึ้นไปทำภาษามือประกอบบนเวที ก่อนที่จะเดินเรียงแถวกลับลงมาที่นั่งของตัวเอง

    น้องที่ใส่ชุดนักเรียนราว 60 กว่าคนได้นั่งที่ที่ดีที่สุด มองเห็นชัดที่สุดในห้องประชุม

เริ่มต้นชั่วโมงต้องมนต์ด้วยละครใบ้

    สามหนุ่มจากคณะละครใบ้เบบี้ไมม์ รับไม้แรกมาขยับโยกย้ายร่างกาย สาธิตวิธีการรับชมคอนเสิร์ต เขาโบกไม้โบกมือให้เรารู้ว่า อย่าเพิ่งรีบทานข้าวแต๋นที่แปะอยู่ใต้เก้าอี้นะ ผู้ชมหลายคนก้มไปหยิบข้าวแต๋นขึ้นมาดู บางคนก็หัวเราะแหะๆ เพราะตัวเองกำลังเคี้ยวข้าวแต๋นอยู่พอดี

    พวกเขาเริ่มด้วยโชว์กายกรรม กระโดดข้ามตัวเพื่อน ให้ทุกคนทึ่งกับกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของพวกเขา ก่อนจะขยับมาเล่นมายากล และชวนคนขึ้นไปร่วมแสดงด้วย เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากผู้ชม รวมถึงน้องๆ หูหนวกที่ยกสองมือ สะบัดไปมา เป็นภาษามือที่แปลว่าปรบมือ เพราะแม้จะมีอุปสรรคทางการได้ยิน แต่พวกเขาก็สนุกสนานกับโชว์ตรงหน้าได้เหมือนกัน

    เบบี้ไมม์ส่งไม้ต่อให้วง Friday ขึ้นมาสาธิตวิธีการชมดนตรีสุดพิเศษครั้งนี้ โดยการให้ทุกคนลองจับลูกโป่งสีขาว แล้วค่อยๆ เล่นเครื่องดนตรีให้ฟังทีละชิ้น แรงสั่นสะเทือนตามคลื่นเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดส่งผลให้ลูกโป่งสั่นในรูปแบบที่ต่างกันไป เสียงเบสและกลองส่งแรงสั่นสะเทือนหนักๆ ชัดเจนบริเวณฝ่ามือ ขณะที่เสียงกีตาร์ คีย์บอร์ด และเครื่องเป่า จะสั่นที่ปลายนิ้วเบาๆ

    Friday เป็นหนึ่งวงที่เคยเล่นในงาน Love Is Hear เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาร่วมงานอีกครั้ง แม้ว่าวันนี้ หนึ่ง-เกรียงไกร วงษ์วานิช มือกีตาร์จะไม่สบายอยู่ก็ตาม พวกเขาเริ่มต้นโชว์ด้วยเพลงที่เรารู้จักกันดีอย่าง ชั่วโมงต้องมนต์ หัวใจดวงใหญ่สั่นสะเทือนไปตามเสียงเพลงของศิลปิน ขณะเดียวกัน ภาพแอนิเมชันสีสันสดใสก็พาให้ทุกคนเคลิ้มไปกับบรรยากาศตรงหน้า เพลง ต่างคนต่างรอ และ กลับมา ชวนให้หลายคนร้องตาม ในขณะที่ภาพกราฟิกเคลื่อนไหวที่ออกแบบโดยทีม Yellaban ก็ทำหน้าที่สื่อสารอารมณ์เพลงได้อย่างน่าตื่นใจเราเห็นว่า มีน้องหูหนวกหลายคนยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้

ดวงดาวในโลกที่ไม่มีเธอ

    ปอย Portrait เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับรอยยิ้ม ไร้ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการทำงานข้ามคืน เพลง ขอดาว ดังขึ้น พร้อมกับภาพเบื้องหลังกิจกรรมของน้องหูหนวกที่ช่วยกันระบายสี ต่อเติมจนเป็นรูปขนาดใหญ่ เป็นผลงานการถ่ายทำจากทีมชวนนิยม-ทีมงานถ่ายภาพเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ชาวขอนแก่น ที่ใช้เวลากว่า 4 เดือนในการเดินทางไป 3 จังหวัดทั่วภาคอีสาน เพื่อเก็บภาพของน้องหูหนวกที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงครั้งนี้ ตอนท้ายเพลง ผู้ชมก็เข้ามามีส่วนร่วมโดยการเปิดแฟลชโทรศัพท์โบกไปมา เป็นการมอบดวงดาวให้กับศิลปินตามคำขอร่วมกันทั้งหอประชุม

    ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง ร้องเพลงฮิตของเขาอีกเพลงคือ โลกที่ไม่มีเธอ เพลงนี้ทีมชวนนิยมเลือกถ่ายทอดภาพด้วยการบันทึกภาพน้องๆ หูหนวกที่แสดงโขนมาประกอบเพลง เนื่องจากได้ข้อมูลมาว่า น้องๆ หูหนวกกลุ่มนี้สามารถแสดงโขนได้ดีมากๆ แต่กิมมิกของเพลงไม่ได้มีแค่นั้น ในช่วงฮุกสุดท้าย แทนที่จะร้องเข้าฮุกด้วยความพีก เสียงดนตรีกลับเงียบลง เหลือเพียงเสียงกลองที่ยังคงตีเข้าจังหวะ ปอยร้องลิปซิงก์ท่อนฮุกเพลง โลกที่ไม่มีเธอ แบบไม่มีเสียง ประกอบข้อความสั้นๆ บนจอ

    'เพลงท่อนนี้ คือตัวอย่างภาพและเสียงที่น้องๆ หูหนวกได้ยินและรู้สึกกับเพลงนี้'  

    นั่นก็พอทำให้เราเห็นภาพว่า เมื่อไม่ได้ยินเสียงเพลงแล้ว คนหูหนวกสามารถมีส่วนร่วมไปกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้แค่ไหน และอย่างไรบ้าง

ฤดูที่แตกต่างที่แตกต่าง

    นภ พรชำนิ เป็นศิลปินลำดับต่อมาที่ขึ้นมาสร้างความสนุกให้กับผู้ชม เขาเริ่มต้นด้วยการหยอกล้อกับกลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นกันเอง เสียงนุ่มทุ้มในเพลง Pass the Love Forward ประกอบกับวิดีโอเบื้องหลังการเพนต์กำแพงโรงเรียนสอนคนหูหนวกที่จังหวัดชัยภูมิ ของศิลปินฝีมือดี ป๊อก-ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมให้ดังขึ้นอีกครั้ง

    แต่ที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คงเป็นการปรากฏตัวของ ฟ้าใส-ประทุมวรรณ สัตยาผล ผู้พิการทางการได้ยิน ที่ขึ้นมาร้องเพลง ฤดูที่แตกต่าง ร่วมกับนภและนักร้องสาวชาวขอนแก่น พอร์ชเช่-ชาลิสา ตุงคะเตชะ

    ฟ้าใสเป็นเด็กคนแรกที่ได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมในโครงการหนูอยากได้ยินเสียงแม่ ตั้งแต่ยังเล็ก เธอใช้เวลาร่วมเดือนในการฝึกซ้อมร้องเพลง แม้ว่าการร้องเพลงของเธอจะเป็นเพียงท่อนสั้นๆ และไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทุกคนก็ส่งเสียงเชียร์ และร่วมร้องเพลงไปพร้อมกับเธอถือเป็นซีนหนึ่งของคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่หลายคนน้ำตาซึม

    เธอเดินลงจากเวทีไปด้วยรอยยิ้ม แต่ภาพความสุขเมื่อสักครู่นั้น ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของผู้ชม คอนเสิร์ต Love Is Hear ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นคอนเสิร์ตที่พาคนหูดีมาฟังดนตรีคู่กับคนหูหนวก แต่ยังชวนคนหูหนวกมาสร้างโชว์สุดประทับใจให้กับคนหูดีอย่างพวกเราอีกด้วย

ความรักของคนไม่มีเวลา

    "นี่คุณเลือกจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ตอนที่ผมกำลังแสดงเหรอครับ?"

    ว่าน ธนกฤต เอ่ยปากแซวผู้ชมอย่างเป็นกันเอง ในระหว่างที่ร้องเพลงฮิตอย่าง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก รู้ตัวอีกที เราก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมสดชื่นที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าให้กับผู้ชม เป็นฝีมือของเหล่าสตาฟฟ์ที่แอบฉีดน้ำหอมอยู่โดยรอบ ประกอบกับภาพแอนิเมชันดอกไม้สีสวย ระหว่างที่ทุกคนกำลังซึมซับกับบรรยากาศตรงหน้า เราเหลือบมองไปยังด้านขวาของเวที เหล่านักดนตรีเบื้องหลังที่ว่างเว้นจากการแสดง ต่างก็พากันโบกไม้โบกมือให้น้องๆ ได้ขยับตามจังหวะ ดูแล้วก็เป็นภาพที่น่ารักไม่เบา

    เพลงฮิตอย่าง คนไม่มีเวลา ถูกนำมาขับร้องเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของคุณครูสอนคนหูหนวก ที่สละเวลาส่วนตัวมาดูแลเอาใจใส่เด็กนักเรียนผู้พิการทางการได้ยิน ให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างดี ว่านขอให้เราปรบมือให้คุณครูทุกท่านที่อยู่ในหอประชุมนั้น เพราะถ้าไม่มีพวกเขา เราก็คงไม่ได้เห็นการแสดงของน้องหูหนวกในคอนเสิร์ตครั้งนี้

    ตลอดโชว์ที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพแอนิเมชันสวยๆ ระหว่างการแสดงของศิลปินอยู่หลายเพลง เราเห็นรถคันเล็กน่ารักวิ่งบนท้องถนนในเพลง ฤดูที่แตกต่าง ดอกไม้หลากสีในเพลง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก หรือความรักของหนุ่มสาวในเพลง ต่างคนต่างรอ ซึ่งเป็นผลงานของทีม Yellaban ที่ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น โดยเฉพาะน้องหูหนวกที่อาจไม่ได้ยินเสียง แต่ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับอารมณ์และความหมายของเพลงที่ถ่ายทอดผ่านภาพตรงหน้าได้เช่นกัน

เซอร์ไพรส์เล็กๆ ก่อน #ตขกตงล

    หอประชุมมืดลงอีกครั้ง นำไปสู่อีกเซอร์ไพรส์หนึ่งของคอนเสิร์ตที่เรียกเสียงกรี๊ดลั่น เสียงคุ้นเคยของ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่ควงคู่มากับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน Bodyslam ดังขึ้น พวกเขาส่งคลิปวิดีโอมาเป็นกำลังใจให้กับน้องหูหนวก และอวยพรขอให้ทุกคนรับชมคอนเสิร์ตอย่างมีความสุข เป็นการส่งต่อเวทีให้กับศิลปินคนต่อไปแบบเซอร์ไพรส์เล็กๆ โดยทีมงานใช้คอนเน็กชันนิเทศ จุฬาฯ ขอให้ก้อยชวนตูนมาร่วมถ่ายวิดีโอสั้นๆ ชิ้นนี้ให้กับน้องๆ หูหนวก ซึ่งในวันนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ตูนจะเซอร์ไพรส์ก้อยยิ่งกว่าด้วยการขอแต่งงานหลังจากที่ดูใจกันมานับสิบปี

แรงสั่นสะเทือนของข้าวแต๋นและขาหมูติดไซเรน

    กลับมาที่เวที ซาวนด์เปิดตัวดังขึ้นเรียกให้ผู้คนสนใจ ศิลปินวง BNK48 วิ่งออกมาประจำที่ นอกจากเพลงฮิตอย่าง โดดดิด่ง และ 77 ดินแดนแสนวิเศษ ที่ เฌอปราง ปัญ โมบายล์ มิวสิค ไข่มุก และเจนนิษฐ์ จะเตรียมมาแล้ว สาวๆ ยังชวนเราทานข้าวแต๋นในเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย และร้องเพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ ให้ฟังกันสดๆ แบบไม่มีดนตรี พร้อมทำท่าภาษามือให้น้องหูหนวกได้รับชมไปพร้อมกัน น้องหูหนวกหลายคนโยกตัวด้วยความสนุกสนาน สร้างความประทับใจให้กับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก

    พวกเธอโบกมือลาจนลับขอบเวที ก่อนที่วง Tattoo Colour จะรับไม้ต่อ ขนเพลงฮิตเก่าใหม่อย่าง ขาหมู, โกหก, ซินเดอเรลล่า, รักแรกพบ และ เผด็จเกิร์ล มาให้ผู้ชมได้ลุกขึ้นโยกย้าย ในระหว่างที่คนหูดีสนุกไปกับท่วงทำนองแต่ละเพลง น้องหูหนวกก็สามารถสนุกไปกับจังหวะและแรงสั่นสะเทือนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจากลูกโป่งได้อย่างชัดเจน หลายคนชูลูกโป่งสีขาวขึ้นมา ขยับซ้ายขวาไปพร้อมกับแสงสีเสียงตรงหน้าอย่างสนุกสนาน

    สำหรับการวางแผนงานแล้ว ในช่วงวง BNK48 และ Tattoo Colour ทางทีมงานไม่ได้เตรียมภาพ กลิ่น หรือกิมมิกอะไรเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าเมื่อน้องๆ หูหนวกคุ้นเคยกับบรรยากาศของคอนเสิร์ตแล้ว เมื่อจัดวางโชว์ที่เปี่ยมพลังของสองวงนี้ไว้ช่วงท้ายๆ โชว์ก็น่าจะทำให้ทุกคนสนุกไปด้วยกันได้โดยธรรมชาติ

    และดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนั้น

    คู่หูดูโอ้ ไอซ์ พาริส และ แพรวา ณิชาภัทร หยิบเพลงฮิต รักติดไซเรน มาส่งมอบความสนุก โดยมีผู้ชมคอยร้องตาม คราวนี้ภาพข้างหลังกลับมาเป็นวิดีโอของน้องๆ ผู้พิการทางการได้ยินที่แต่งตัวจัดเต็ม ยิ้มแย้มแจ่มใส ออกสเต็ปเต้นตามมิวสิกวิดีโอต้นตำรับของเพลงนี้อย่างไม่ยอมใคร สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก

    สิ่งที่น่าประทับใจและเป็นเซอร์ไพรส์ (อีกแล้ว) ในการถ่ายทำครั้งนี้ คือช่วงหนึ่งของวิดีโอจะเฉลยว่าเด็กๆ มีอาจารย์เป็นผู้สอนท่าเต้น แต่อาจารย์ต้องคอยเต้นล่วงหน้าหนึ่งจังหวะเสมอ เพื่อให้เด็กๆ สามารถเต้นได้ตรงจังหวะ!

ความรักของเป๊ก ผลิตโชค

    หลังจากนั้นก็คือเวลาที่ 'นุช' รอคอย

    เสียงกรี๊ดของผู้ชมในหอประชุมดังกระหึ่มขึ้น เมื่อจอขึ้นชื่อศิลปินคนต่อไปว่า Peck Palitchoke
เป๊กปรากฏตัวในชุดสีขาว เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นมาบนเวทีด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะเต้นไปตามท่วงทำนองของเพลง This Is Love ซ้อนทับกับภาพ VTR ด้านหลัง น้องหูหนวกและเขากำลังเต้นไปพร้อมกัน เรียกเสียงเชียร์จากแฟนคลับให้ดังสนั่น เป็นช่วงเวลาหนึ่งเพลงอันงดงาม ก่อนที่นักร้องชื่อดังจะกลับเข้าไปหลังเวทีเมื่อเพลงจบ

    ด้วยภารกิจและข้อตกลง ทำให้เป๊กเล่นโชว์ได้แค่เพลงเดียว

    เรานึกเสียดายว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน เช่นเดียวกับเหล่าแฟนคลับที่ตะโกนเรียกให้เป๊กออกมาอีกครั้ง กว่าที่ทุกคนจะรู้ตัว กลุ่มน้องหูหนวกซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเวทีก็แปลงกายเป็นเทวดาตัวน้อย มายืนประจำตำแหน่งบนเวทีเรียบร้อยแล้ว เพลง This Is Love ดังขึ้นอีกครั้ง เด็กๆ กว่า 30 คน ขยับตัวเต้นพร้อมกัน โดยมีคุณครูยืนกำกับจังหวะท่ามกลางเหล่าผู้ชม

    ทีมงานเบื้องหลังเล่าให้เราฟังว่า ทันทีที่เป๊กเห็นน้องๆ ออกมายืนบนเวที เขาก็ตัดสินใจขอกลับขึ้นไปอีกครั้ง ทำให้พวกเราได้เห็นภาพความอบอุ่นระหว่างที่เป๊กเต้นไปพร้อมกับน้องหูหนวก โดยมีกลุ่มแฟนคลับที่น่ารัก คอยร้องเพลงให้กำลังใจจนถึงโน้ตตัวสุดท้าย แม้ทีมงานจะแอบคาดหวังว่าเป๊กจะขึ้นเวทีอีกครั้งแต่ก็ไม่กล้าจะคาดหวัง ดังนั้นการกลับขึ้นเวทีไปร้องเพลงพร้อมน้องๆ หูหนวกจึงถือเป็นเซอร์ไพรส์ของทุกๆ คนในห้องประชุม...รวมทั้งทีมงานด้วย

    จบเพลงแล้วแต่เราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงปรบมือ ผู้ชมทุกคนพร้อมใจกันยกมือขึ้นสะบัดเป็นการปรบมือในภาษาใบ้ให้กับน้องๆ ทุกคนที่ขึ้นมาแสดงครั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ศิลปินขึ้นมาแสดงดนตรีให้น้องหูหนวกสัมผัสดนตรีในแบบของเขา เหล่าผู้ชมหูปกติก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและสื่อสารกับคนหูหนวกด้วยเช่นกัน

    นอกจากเราจะอิ่มเอมไปกับความสนุกสนานในคอนเสิร์ตแล้ว หลังจบคอนเสิร์ตนี้ ทีมงานยังได้มอบเงินทั้งหมด 2,021,606 บาท (ยอดบริจาคจนถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563) ให้กับมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อให้เด็กหูหนวกได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เพื่อให้พวกเขาสามารถได้ยินเสียงและใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติในสังคมได้สะดวกขึ้น โดยทางมูลนิธิยังบอกกับเราว่า เด็กๆ ควรได้รับการผ่าตัดก่อนอายุ 3 ขวบ เพราะเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ และมีโอกาสที่จะพูดได้มากที่สุด

    แสงไฟและเสียงเพลงดับลง มีเพียงเอนด์เครดิตที่ค่อยๆ ปรากฏรายชื่อของศิลปิน และทีมงานทุกคนที่ช่วยกันเตรียมงานนานกว่า 7 เดือน บางคนอาสามาทำสิ่งที่ถนัดในงานนี้ บางคนก็ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้คอนเสิร์ตเกิดขึ้น

     จอบนเวที ปรากฏคำว่า 'คุณสัมผัสถึง ดนตรี แล้วหรือยัง?'

    นภ พรชำนิ ขึ้นมาบนเวที ก่อนจะชวนศิลปินทุกคนขึ้นมาร้องเพลงร่วมกันในเพลง เสียงในความเงียบ เพลงนี้เป็นเพลงธีมของ Love Is Hear ครั้งแรกที่แต่งโดย ประภาส ชลศรานนท์ เป็นการปิดท้าย ส่งให้ทุกคนกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ ภาพบนจอปรากฏคนดังชาวขอนแก่น ทั้งดารา และนักกีฬาหลายคน มาทำภาษามือแปลเนื้อเพลงเพลงนี้ให้ชม ทุกคนซึมซับบทเพลงโดยไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้น ไม่มีคนปกติหรือผู้พิการ มีเพียงพวกเราทุกคนที่มาแบ่งปันความสุขร่วมกันในที่แห่งนี้

    จอบนเวที ปรากฏคำขึ้นอีกครั้ง 'คุณสัมผัสถึง ความรัก แล้วหรือยัง?'

    เราเชื่อว่า ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นคงสัมผัสถึงความรักแล้ว

    เราเองก็แอบหวังลึกๆ ว่าทุกคนที่อ่านมาถึงตอนนี้ จะมองเห็นความรักในคอนเสิร์ตครั้งนี้เหมือนกัน

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา