ความฝันวัยเด็กของคุณคืออะไร แล้วฝันเหล่านั้นมันหล่นหายไประหว่างทางบ้างไหม?
นี่เป็นคำถามที่ฉันเฝ้าถามตัวเอง ระหว่างการสนทนากับ อาท-สุรัติ โตมรศักดิ์ เป็นธรรมดาที่ฝันของเราจะใหญ่ขึ้นตามขนาดตัว และเฉพาะเจาะจงขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป บางคนทำได้แค่เก็บความฝันไว้ในใจ แต่บางคนเลือกที่จะใช้ความฝันนั้นขับเคลื่อนชีวิตให้ดำเนินต่อ เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ปัจจุบัน อาทเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ ชื่อว่า try2benice เจ้าของผลงานการออกแบบปกหนังสือ ฮารูกิ มูราคามิ โปสเตอร์หนังของเป็นเอก รัตนเรือง ปกหนังสือนิ้วกลม และคาแรกเตอร์ดีไซน์น่ารักมากมาย อย่างเช่น เจ้าหมีหน้าตาคล้ายก้อนเมฆ ที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรักความปุกปุย นอกจากนี้ ศิลปินคนนี้ยังเป็นผู้ออกแบบโลโก้ happening ให้กับพวกเราด้วย
เรานัดพบกันที่หอศิลปกรุงเทพฯ อาทมาในชุดสบายๆ ยิ้มทักทายฉันอย่างเป็นมิตร บรรยากาศรอบตัวของเขาให้ความรู้สึกเป็นกันเอง คล้ายกับชิ้นงานที่เขาออกแบบ เราเริ่มต้นพูดคุยถึงการเดินทางครั้งใหญ่ของอาท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความฝัน จากความคิดที่อยากเรียนต่อต่างประเทศในวัยเยาว์ เดินทางมาสู่การจัดแสดงนิทรรศการในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นได้อย่างไร

"มันเริ่มจากเราอยากตอบคำถามที่คาใจบางอย่างในชีวิต ตอนเรียนจบใหม่ๆ เราอยากเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมันต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ แต่เรายังไม่ได้ทำงานพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นเลยว่า เราเรียนศิลปะมาแล้วเราทำมาหากินอะไรได้บ้าง ในเวลานั้น เขาไม่เข้าใจหรอกว่า อาร์ตไดเร็กเตอร์ทำอะไร กราฟิกดีไซเนอร์ทำอะไร แค่เขายอมให้เราเรียนศิลปะก็ดีแล้ว"
อาทในขณะนั้น เก็บความฝันไว้ในใจ และเข้าทำงานในบริษัทเอเจนซี่แห่งหนึ่ง เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์และคอนเน็กชั่น พิสูจน์ฝีมือตัวเองผ่านการประกวดต่างๆ ก่อนผันตัวมาทำสตูดิโอออกแบบของตัวเอง เพื่อให้เขาสามารถทำงานที่ใช่กับสิ่งที่รักไปพร้อมกันได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่เขาพยายามต่อเติมความฝันให้เป็นรูปเป็นร่าง
แล้ววันที่อาทรอคอยก็มาถึง... เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อนของเขาแนะนำว่ามีหอศิลป์แห่งหนึ่งกำลังมองหาดีไซเนอร์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยจัดแสดงงานที่ไหน เข้ามาจัดแสดงผลงานเดี่ยว อาทไม่รอช้า รีบรวบรวมผลงานทั้งหมด เก็บกระเป๋า และออกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นทันที
"การยื่นพอร์ตของญี่ปุ่นไม่ได้ยื่นแบบส่งกันทางอีเมลนะ เราต้องพรินต์งานทั้งหมดใส่แฟ้มมา และทุกอย่างต้องเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเรามีเวลาแค่ 2 วันในการเตรียมทุกอย่าง เราปั่นงานกันหนักมาก ภาษาญี่ปุ่นก็ต้องให้เพื่อนช่วยแปล เราเข้าไปพรินต์งานในแฟมิลี่มาร์ท จนเจ้าของร้านจำได้ แล้วเราก็เข้าไปยื่นพอร์ตด้วยตัวเองในวันสุดท้าย เพราะส่งไปรษณีย์ไม่ทัน ตอนไปส่งก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เราบอกเขาว่า เราเป็นคนไทย อยากแสดงงาน เขาก็รับไว้"

"เฮ้ย ผ่านว่ะ!" อาทหัวเราะเสียงดัง เมื่อนึกถึงตอนที่แกลเลอรี ccc ประกาศรายชื่อผู้จัดแสดงงาน เขาเล่าต่อว่า "เราได้แสดงงานเป็นคนแรก เหมือนจะดีนะ แต่เรามีเวลาเตรียมงานแค่ไม่กี่อาทิตย์ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักบอลสมัครเล่น แต่วันหนึ่งต้องไปลงสนามแบบมืออาชีพ มันยากมากเลย และที่นั่นก็ไม่ใช่บ้านเรา ถ้าเราทำงานชิ้นใหญ่ แล้วจะขนมายังไง จะเอากลับยังไง ไม่มีใครมาช่วยเรานะ นี่คือ Solo Exhibition ของจริง"
โจทย์ของอาทในครั้งนี้ คืองานที่จัดแสดงต้องไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บใส่กระเป๋ามาได้ ติดตั้งง่าย ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องขนกลับ ให้คุณลองทายกันเล่นๆ ว่า งานศิลปะของเขาจะหน้าตาเป็นยังไง? หลังจากคิดอยู่นาน คำตอบสุดท้ายของเขาก็คือ นิทรรศการเสื้อยืด!
"เสื้อยืดมันคืองานศิลปะที่จับต้องได้ ถ้าคนดูเห็นและถูกใจ ก็สามารถจองและซื้อไปได้เลย ตอนที่เตรียมงาน เราทำทั้งหมดคนเดียว ค่อยๆ ปีนบันไดแขวนเสื้อยืดทีละตัว ปีนจัดไฟทีละดวง เพื่อนเรามาช่วยไม่ได้ เพราะเขาให้ติดตั้งผลงานวันธรรมดา จริงๆ มันสนุกนะ แต่ตอนนั้นเครียด เพราะภาษาเราก็ยังไม่ค่อยดี จะซื้ออุปกรณ์อะไรก็ไม่รู้ว่าต้องซื้อร้านไหน ราคาเท่าไหร่ มันเหมือนเราเล่นต่อจิ๊กซอว์คนเดียว บอกใครไม่ได้ บอกเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ"

ในนิทรรศการ NICE T-SHIRTS ナイスTシャツ ครั้งนี้ มีผู้ชมทุกเพศทุกวัยแวะเวียนเข้ามาดูงาน ตั้งแต่พ่อแม่ลูกที่เข้ามาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก คู่รักที่บังเอิญผ่านมาเจอ มีหลายคนซื้อเสื้อยืดลายน่ารักติดมือกลับไป เขาเล่าด้วยความภูมิใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนให้ความสนใจงานคาแรกเตอร์ของเขามากขนาดนี้
"มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอในการทำงานเอเจนซี่ ปกติเราส่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การจัดงานแบบนี้ ทำให้เราได้เจอคนที่เขาชอบงานเราจริงๆ มีน้องคนหนึ่งอายุประมาณเด็ก ป.3 ที่เข้ามาดูกับแม่โดยบังเอิญ ก่อนน้องจะกลับ เขาเดินมาบอกเราว่า ถ้าพี่จะมีแสดงงานอีก บอกผมนะ เราติดสติกเกอร์ที่เสื้อให้เป็นที่ระลึก หลังจบงาน แม่น้องไลน์มาบอกว่า น้องไม่ยอมให้เอาสติกเกอร์ออกจากเสื้อ น้ำตาเราจะไหล เราไม่เคยมีมุมที่คนมีการตอบกลับกับงานเราแบบนี้มาก่อนเลย"
งานของอาท ไม่เพียงเป็นที่ถูกใจของคนทั่วไป แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเขากับเหล่าดีไซเนอร์ และเจ้าของแกลเลอรีในละแวกนั้น จนเกิดเป็นนิทรรศการครั้งที่สองและสาม ซึ่งเขาถูกชักชวนให้ไปจัดแสดงในแกลเลอรีของธนาคารแห่งหนึ่ง ชื่อว่า d-labo ในปีต่อมา

อาทบอกกับเราว่า นิทรรศการของเขาคืองานทดลอง อย่างเช่น ในนิทรรศการ DAISUKI 静岡大好き เมื่อเดือนกันยายน ปี 2561 เขาจับงานคาแรกเตอร์ที่คนชอบมารวมเข้ากับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เขาได้พบด้วยตัวเอง อย่างการปีนภูเขาไฟฟูจิ เขาปลดปล่อยจินตนาการและความเป็นตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ผ่านภาพคาแรกเตอร์น่ารัก ทั้งหมีก้อนเมฆ ภูเขาไฟฟูจิ และฝูงนกที่เขาพบเจอระหว่างทาง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี
"ครั้งนี้เราลองเปลี่ยนจากงานศิลปะเสื้อยืดเป็นภาพแคนวาส ในเมื่อญี่ปุ่นเขายกย่องงานวาดสไตล์คล้ายๆ เรา เป็นงานศิลปะ เราก็เลยลองเอางานเรามาใส่กรอบให้เขาดู มันแปลกนะ ไม่ว่าเราจะวาดอะไรลงไป แค่ใส่กรอบ เอาไฟส่องสวยๆ ทุกอย่างก็กลายเป็นศิลปะทันที ซึ่งปรากฏว่าการทดลองในครั้งที่ 2 นั้นได้ผลตอบรับที่ดี"
หลังจากนั้น 1 ปี อาทกลับไปทำการทดลองที่ d-labo อีกครั้ง ในนิทรรศการ NICE LIFE ナイス生活 ครั้งนี้เขาจับสิ่งที่คนชอบจากงานก่อนๆ มาขยายผลสู่การทดลองใหม่ในการวาดภาพ 3 แนวทาง ออกมาเป็นเรื่องเล่าในรูปแบบของไดอารี่ภาพ โดยแสดงเป็นภาพขนาดเล็ก แต่มีจำนวนถึง 70 ภาพ

แม้เขาต้องสวมบทบาทเป็นศิลปินทำงานศิลปะ แต่ความต้องการของผู้บริโภคก็เป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ
"เราทำงานศิลปะ แต่เราคิดแบบคนโฆษณา เพราะในที่สุดศิลปะต้องรับใช้มนุษย์นะ มันไม่ได้รับใช้เราคนเดียว เราเอาเหลี่ยมที่คนชอบ มาบวกกับประสบการณ์ บวกกับความรู้สึก เพื่อขยายว่า ถ้าเราทำแบบนี้แล้ว เขาจะยังชอบงานเราอยู่ไหม"
อาทยังบอกอีกว่า คนญี่ปุ่นเข้าชมงานศิลปะกันเป็นเรื่องปกติ ทำให้ในประเทศมีแกลเลอรีจำนวนมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน กระจายตัวอยู่ทั่วทุกเมือง
"เรารู้สึกว่าทุกคนให้ค่างานศิลปะจริงๆ การดูศิลปะมันเป็นจริตปกติของเขา มันไม่มีคำถามว่า 'เราจะเข้าใจไหม' มันมีแต่คำว่า 'ดีจังเลย' 'น่ารักจังเลย' ทุกคนที่ทำงานกับเรา เขาให้ค่างานศิลปะหมด เคยมีครั้งหนึ่ง กาวที่ใช้ยึดภาพ ละลายเลอะผลงานเรา เขาเข้าแถวขอโทษเราหมดเลย เรารู้สึกเลยว่า เขาให้ค่างานเราจริงๆ ตั้งแต่คนดู เจ้าของแกลเลอรี พนักงานที่มาช่วยเรา แม้กระทั่งคนเฝ้างาน เราเคยถามพนักงานแกลลอรีที่ทำงานกับเรา ตอนเขาช่วยเก็บผลงานวันสุดท้ายของการแสดงเล่นๆ ว่าเขาชอบงานชิ้นไหนของเราบ้างไหม ทุกคนวิ่งแตกฮือไปชี้งานที่ตัวเองชอบให้เราดู และบรรยายความรู้สึกของเขาแบบละเอียดมาก เรายืนฟังแบบพูดไม่ออกเลย นี่อาจจะเป็นการให้คุณค่าที่เราโหยหามาตลอด"

หากใครติดตามอินสตาแกรมของอาทอยู่ จะเห็นว่า มีคนต่างชาติเข้ามาชื่นชมและคอมเมนต์ผลงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง เราคิดว่าการใส่แฮชแท็กเป็นภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้อาทสามารถสื่อสารเรื่องราว เอกลักษณ์ และตัวตนในผลงานของเขาไปสู่สายตาของผู้คนในหลายประเทศได้
บทสนทนาครั้งนี้ อาทไม่เพียงเล่าถึงความสนุกสนานระหว่างการจัดแสดงงาน แต่ยังชวนเรามองเข้าไปในวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ที่แสดงออกมาผ่านตึกรามบ้านช่อง เสื้อผ้า สิ่งของ ที่มีคาแรกเตอร์มากมายซุกซ่อนอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของคนทุกเพศทุกวัย เป็นความสนุกสนานที่ทำให้เขาหลงใหลในวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
"เราเห็นผู้ใหญ่หลายคนยังอ่านการ์ตูน กินไอติม ซื้อสติกเกอร์ ซื้อตุ๊กตาห้อยกระเป๋าอยู่เลย เขาไม่ได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของเด็กเท่านั้น เราเห็นคนทุกเพศทุกวัยเดินเข้าร้านการ์ตูน ร้านเกม ร้านคีบตุ๊กตาเป็นปกติ มันเป็นเรื่องธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร"

แม้ชิ้นส่วนความฝันของอาทจะไม่ถูกปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ แต่เขาไม่ละทิ้งความฝัน เก็บเกี่ยวเศษส่วนเหล่านั้นมาใช้เป็นแรงผลักดันในชีวิต ทุกวันนี้อาทสนุกสนานกับการออกไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่เขารัก พบเจอโลกใบใหม่ ที่ชื่นชอบจากการทำงานที่ไม่จำกัดตัวเองของเขา พร้อมกับออกเดินทางไปซึมซับชีวิตของผู้คนในแบบที่เขาชอบ เป็นจุดสมดุลของชีวิตที่ทำให้เขายังมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานอย่างไม่มีสิ้นสุด
บางครั้ง การเดินออกมาจากคอมฟอร์ตโซนไปทดลองสานต่อสิ่งที่เคยฝัน อาจทำให้เราได้พบกับชีวิตที่ตามหาเหมือนกับเขาคนนี้ก็เป็นได้
3067 VIEWS |
กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา
graphic designer, character designer, และบทบาทใหม่คือ artist เป็นคนปกติธรรมดาที่หลงใหลในความปกติธรรมดาที่มีเสน่ห์ ชอบนั่งมองโลกด้วยการเดินทาง มีความสุขกับขนมปังจืดๆแต่อร่อย และโอเด้งน้ำดำๆ ที่ขายโดยคุณป้าใจดี