มาโนช พุฒตาล: When I'm Sixty Four

    When I'm Sixty Four เป็นชื่อเพลงดังเพลงหนึ่งของวง เดอะ บีเทิลส์ (The Beatles) วงดนตรีขวัญใจนักฟังเพลงทั่วโลก เพลงนี้เป็นเพลงน่ารักๆ ที่วงสี่เต่าทองตั้งคำถามง่ายๆ ว่า 'เมื่อฉันอายุ 64 แก่ชรา และหัวล้าน เธอยังจะรักฉันอยู่ไหม' ฟังคล้ายเป็นคำถามถึงคนรัก หรือกระทั่งถึงแฟนเพลง
    สำหรับ ซัน-มาโนช พุฒตาล เขาเป็นคนหนึ่งที่โตมากับดนตรีร็อก เขาไม่ได้ฟังแค่เดอะ บีเทิลส์ หรือ ดิ อีเกิลส์ (The Eagles) ที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ซันฟังเพลงอย่างหลากหลายและหมกมุ่น ทั้งศิลปินนอกกระแสและในกระแส ไล่มาตั้งแต่ยุค 60-70 จนมาถึงดนตรีวันนี้อย่างจริงจัง ในวัยหนุ่ม เขากลายมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ และเจ้าของนิตยสารในนาม บันเทิงคดี ที่เป็นสื่อบันเทิงคุณภาพและมีลีลาในแบบเฉพาะตัว ซึ่งจะว่าไปก็ส่งอิทธิพลให้เราทำสื่ออย่าง happening ในวันนี้อยู่เหมือนกัน
    มาโนชยังทำค่ายเพลงชื่อ ไมล์สโตน เรคคอร์ดส ซึ่งออกผลงานที่น่าจดจำให้กับวงการเพลงไทยหลายชุด ที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างก็คืองานของ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ และ มาลีฮวนน่า เขายังมีอัลบั้มของตัวเองชื่อว่า ในทรรศนะของข้าพเจ้า (2539) ซึ่งเป็นคอนเซปต์อัลบั้มที่น่าภูมิใจชุดหนึ่งของวงการดนตรีไทยอีกด้วย กระทั่งในช่วงหลังๆ มาโนชยังคงมีบทบาทเป็นนักจัดรายการวิทยุและพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่มีเรื่องเล่าและบทเพลงมาฝากผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอ
    เล่าถึงการงานของเขาแบบย่นย่อคงได้ประมาณนี้ แต่นี่ไม่ใช่งานทั้งหมดที่น่าจดจำของมาโนชแน่ๆ ตลอดเวลาที่ทำงานหลายบทบาทในแวดวงบันเทิง ซันมีโปรเจกต์ที่น่าสนใจเยอะไปหมด เขาทำหนังสือ จัดคอนเสิร์ต ออกซิงเกิล เล่นดนตรี ชนิดที่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่างานต่อไปของเขาจะเป็นแบบไหน และในวันที่วัยของเขามาถึงตัวละครสมมติในเพลงดังของสี่เต่าทองเพลงนั้น เขาก็ยังมีโปรเจกต์ใหม่มานำเสนอเช่นกัน เริ่มต้นด้วยการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแรกในชีวิตของตัวเองคือเพลง ลำธาร ซึ่งเป็นเพลงหนึ่งจากอัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า นั่นเอง
    เราขอโอกาสนั่งคุยยาวๆ กับ มาโนช พุฒตาล ถึงสิ่งที่เขาค้นพบและผ่านพบในวัย 64 ปี วันที่เขายังไม่แก่ชรา ยังไม่หัวล้าน ยังมีแฟนรายการและแฟนเพลงรอติดตามผลงานอยู่ แล้วนำบทสนทนามาถ่ายทอดเป็นตัวอักษร เพื่อให้ตัวอักษรถ่ายทอดมุมมองของเขาต่อไป
    วันเวลาไม่เคยรั้งรอ ลำธารไม่เคยหยุดไหลไป แต่เราหวังว่าความคิดความอ่านของเขาที่ถูกบันทึกเอาไว้ครั้งนี้ จะยังคงอยู่ หากไม่ใช่ตราบเท่าที่เซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์แห่งนี้ยังอยู่ ก็ตราบเท่าที่ยังมีผู้คนจดจำไว้ในความทรงจำ
อยากให้คุณเล่าที่มาที่ไปของการเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ในปีที่อายุ 64
    มันต้องแยกเป็นสองประเด็นครับ ประเด็นแรกคือผมไม่ได้เป็นคนต้นคิดว่าผมจะทำอะไรในวาระที่ผมอายุเท่าไหร่หรอก แต่ว่าผู้กำกับกับทีมงานที่ทำมิวสิกวิดีโอเพลง ลำธาร เขาคิดกันว่ามันน่าจะมีเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์หน่อย ก็เลยนึกถึงพวกตัวเลข จริงๆ ผมอายุ 63 แต่มันก็ย่าง 64 นั่นแหละ มันมีเพลง When I'm Sixty Four ของเดอะ บีเทิลส์ อยู่พอดี เราก็เลยเอาเลขนี้เป็นตัวช่วยในการประชาสัมพันธ์ก็แล้วกัน 
    แต่ถ้าถามว่าผมคิดยังไงเกี่ยวกับอายุ เดิมทีไม่เคยคิดเรื่องอายุ จำได้ว่าตอนเป็นเด็ก คิดแต่อยากจะอายุเยอะ ตอนเป็นเด็กเราอยากจะโต อยากจะเป็นหนุ่มสักที เราอยากจะทำอะไรที่คนหนุ่มเขาทำกัน ทุกเรื่องเลยทั้งเรื่องชีวิตรัก ทั้งเรื่องเดินทางท่องเที่ยว เรื่องอาชีพการงาน เพราะว่าตราบใดที่เรายังเป็นเด็กอยู่ เราก็อยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่ ทำหลายอย่างไม่ได้ ยิ่งยุคเมื่อ 50 ปีที่แล้วยิ่งต่างจากวันนี้มากด้วย เพราะงั้นเลยรู้สึกว่าอยากอายุเยอะๆ สักทีหนึ่ง แต่เมื่ออายุมันเยอะเข้ามาจริงๆ โดยเฉพาะมาวันนี้เนี่ย เวลาผมมองเด็กๆ นะ ยิ่งประมาณ 7-8 ขวบนี่ ซึ่งตอนนั้นเราจำได้เลยว่าเราอยากโต แต่ตอนนี้เวลาเห็นเด็กมันวิ่ง จะรู้สึกทันทีว่าถ้าหมอจับมาตรวจเลือดนะ เลือดมันคงสมบูรณ์แบบมากเลย ไม่มีไขมันเกิน ไม่มีน้ำตาล การเต้นของหัวใจมันคงพอดี เวลามองท้องฟ้ามันคงแบบใสกระจ่างมากเลย กลับมานั่งนึกว่าเสียดายนะ อยากอายุเยอะทำไมวะ เพราะวันนี้เวลาเรามองท้องฟ้าจะมีหยากไย่ คือไอ้ที่เขาเรียกว่าวุ้นในตาเสื่อม ซึ่งทุกคนจะต้องเจอ แล้วมันก็เป็นโรคที่เรารักษาไม่ได้ มันเป็นปกติของมนุษย์ ก็เลยรู้สึกอย่างเดียวว่า ร่างกายมันมีอายุการใช้งาน มันมีหมดอายุ อุปกรณ์ในร่างกายหลายๆ ชิ้นมันไม่กระฉับกระเฉง มันไม่ปราดเปรียวเหมือนเมื่อก่อน สายตาก็ไม่สว่างไสว ไม่สวยเท่าเดิม เมื่อก่อนหูฟังเพลงนี่เราฟังได้เคลียร์มาก แต่เดี๋ยวนี้ผมมีอาการที่เขาเรียกทินนิตัส (Tinnitus) คือพวกที่ใช้เสียงดังๆ มาตลอดมักจะเจออาการนี้ อย่าง พีท ทาวน์เชน (Pete Townshend) มือกีตาร์วง The Who ก็เป็น คือประสาทหูชั้นในสุดมันผิดปกติอันเนื่องจากเสียงดัง มันจะทำให้มีเสียงรบกวนดังเหมือนเสียงจิ้งหรีด ดังซี่...ร้องอยู่ในหูเรา 24 ชั่วโมงเลย

ตอนที่เราคุยกันอยู่นี่ก็มีใช่ไหม

    ตอนนี้ก็มีครับ วันแรกที่เป็น ผมไปซ้อมดนตรีชื่อวง Crossfire เป็นวงเฉพาะกิจ มีพี่อ้อง (สุรสีห์ อิทธิกุล) เป็นนักร้องนำ มีพี่ต้อม (อิราวัต บุนนาค) เป็นมือเบส ครูนกเป็นมือกีตาร์ มีหรั่ง (อิสระ สุวรรณณัฐวิภา) ที่เล่นให้คาราบาวเป็นมือคีย์บอร์ด แล้วมี เอกมันต์ โพธิพันธุ์ทอง เป็นมือกลอง ผมเป็นมือริธึ่มกีตาร์กับเป็นโฆษก แล้วตอนซ้อม ผมยืนข้างๆ กลองพี่มันต์ แล้วพี่มันต์เขาตีส่งกลองตลอด (ทำเสียงฉี่ๆ) วิ่งเข้าหูตลอดเลย จำได้ว่าซ้อมเพลงของ Metallica แต่เป็นคัฟเวอร์ของ Thin Lizzy เพลง Whiskey in the Jar ซึ่งมันเสียงดังมาก กลับไปบ้านนอนๆ อยู่ รู้สึกว่าจิ้งหรีดมันร้องดังมาก เลยไปเปิดหน้าต่าง แล้วก็ปิดหน้าต่าง เอ๊ะ! ทำไมเสียงจิ้งหรีดมันเท่าเดิม ลองเข้าไปในห้องทำงานที่เป็นห้องอัดเสียงเล็กๆ ซึ่งควรจะเงียบ แต่ปรากฏว่ามันไม่เงียบเลย มันยังคงร้องอยู่อีก ใช้เวลาเป็นชั่วโมงถึงจะเริ่มตระหนักว่า มันอยู่ในหูของเรานี่แหละ ไม่ได้อยู่ข้างนอก โอ้โห ช่วงแรกทรมานมาก นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มันเหมือนกับว่าหัวเราเป็นลำโพงแล้วสายมันช็อตน่ะ ถ้าเป็นลำโพงนี่เราผ่าออกมารื้อได้ใช่ไหม แต่หัวเรานี่...บ่อยครั้งที่ผมคิดว่าอยากเอาหัวชนฝาไปเลย ให้หัวมันแตกแล้วแงะว่ามันเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายก็ไปหาหมอ หาหลายหมอมาก หมอฝรั่งไปจนถึงแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนจีนกินยาจีน ฝังเข็มอยู่เป็นปี ฝังจนหัวพรุนหมดเลย ฝังเป็นยี่สิบกว่าเข็มก็ไม่เคยดีขึ้น สุดท้ายไปเจอหมอที่รามาฯ รักษาง่ายมากเลย หมอบอกผมว่าให้ 'อยู่กับมันให้ได้' (หัวเราะ)

    แรกๆ ที่ผมเป็น ผมมีวิธีแก้คือหาเสียงอะไรมากล่อมให้รู้สึกว่ามีเสียงอะไรข้างนอก เช่น เปิดเพลงก่อนนอน ซึ่งผมไม่ชอบ แต่ผมกลับพบว่าเสียงไม้กวาดทางมะพร้าว เวลาเอาไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดพื้นแกรกๆ แล้วมันหายแฮะ เพราะไอ้เสียงนี่ความถี่มันเท่ากัน ผมก็กวาดทั้งวันเลย ตีหนึ่งยังกวาดอยู่เลย (หัวเราะ) สักพักกวาดไปนอกถนน สักพักไปถึงปากซอยเลย ติดป้ายบอกว่าบ้านไหนต้องการคนกวาดบ้าน ผมทำให้ฟรีเลย กวาดแล้วมันสบายน่ะ แต่ในที่สุดมันก็อยู่ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เราตระหนักว่าคนอายุเยอะจะต้องเจออะไรแบบนี้

    แต่ถ้าเรื่องอื่นนะ ผมว่าผมทำงานมากกว่าตอนวัยรุ่นอีก ยังคงมีความสนุกกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราชอบ ชอบท่องเที่ยว ชอบออฟโร้ด ชอบพบปะผู้คน ชอบเล่นดนตรี ชอบทำเพลง ชอบเล่าเรื่อง ยังคงทำทั้งหมดเลย แล้วจนวันหนึ่งก็เลยตัดสินใจว่ามารื้อฟื้นแบรนด์ไมล์สโตนของเราดีกว่า ก็เลยเกิดเหตุที่ว่า... คือด้วยความที่ผมกับลูกชายคนโต (คาลิล พุฒตาล) จะคุยอยู่บ่อยๆ เขาก็จะอยู่วงการวิชวลใช่ไหม เราก็ชอบบอกว่า 'ไผ่ทำไอ้นี่ให้พ่อทีสิ' ซึ่งก็ยังไม่เคยทำเป็นจริงเป็นจังสักที แต่นี่ไผ่เขาก็สนิทกับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ บอม (สกัณห์ อายุรพงค์) ที่เป็นผู้กำกับหนังซึ่งเขาทำทั้งหนังสั้น ทั้งมิวสิกวิดีโอด้วย เขาเรียนมาจากมหาวิทยากรุงเทพด้วยกัน เป็นบัดดี้กันมา จำได้ครั้งหนึ่งตอนนั้นพี่ชายผม คุณดำรง พุฒตาล เขาจัดงานปาร์ตี้ที่อยุธยาแล้วมีธีมที่ต้องแต่งเป็นคาวบอยหรืออินเดียนแดง คนอื่นเขาแต่งเป็นคาวบอยหรืออินเดียนแดงกันหมด แต่เพื่อนไผ่คนนี้เขาทำกระโจมที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดงมาใส่เป็นหมวกแล้วเดินทั่วงานเลย ก็เข้าท่าดี (หัวเราะ) ก็เลยรู้จักกับพวกนี้ครับ ก็เลยบอกไผ่ว่าพ่ออยากทำอะไรสักอย่าง

    ก็เลยมาถึงจุดที่ว่า ถ้าจะทำ ไมล์สโตน ทีวี จะทำอะไรประมาณนี้ ที่จริงก็มีคนบอกว่าให้ทำเรื่องอาหาร หรือทำเรื่องท่องเที่ยว ซึ่งผมกลับพบว่ามันเหมือนกับเราเป็นวงดนตรีแล้วขายเครื่องดื่มน่ะ ผมจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เหมือนเป็นวงดนตรีแล้วขายครีมอะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นวงดนตรีก็ต้องขายดนตรีสิ ไมล์สโตนก็เลยต้องอยู่กับดนตรี ก็เลยคิดถึงมิวสิกวิดีโอขึ้นมา เพราะมันต้องมีภาพด้วยใช่ไหม พอนึกถึงมิวสิกวิดีโอ แล้วผมกำลังทำเพลงใหม่กันอยู่ด้วย ชื่อเพลง '60 แล้วไง' เล่าเรื่องเกี่ยวกับอายุ 60 นั่นแหละ แต่มันก็ไม่แน่นอนว่าถ้าออกไปแล้วคนจะอยากฟังหรือเปล่า แต่เพลงที่เรามีในบริษัท อย่าง ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ หรือมาลีฮวนน่า มีสองกลุ่มนี้ที่เป็นที่ยอมรับ มีแฟนเพลงแน่นอน แต่ว่าถ้าจะทำก็ต้องคุยกับเขาก่อนน่ะ และในเมื่อเราอยากจะทำเอง มันมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าแต่ก่อนด้วย ก็เลยเอาเพลงตัวเองดีกว่า ดูเพลงของตัวเองทั้งหมดแล้วก็เหลือเพลงเดียวที่ถ้าจะเริ่มต้นทำอะไรกับมันก็น่าจะเป็นเพลง ลำธาร เลยมอบหมายให้ลูกกับหลานไปลองคิดกันดู ผลลัพธ์ก็เลยเป็นมิวสิกวิดีโอเพลง ลำธาร นี่ล่ะ

สำหรับคุณ การถ่ายมิวสิกวิดีโอตัวแรกในชีวิตถือว่าถ่ายยากไหม

    ก็ถ่ายวันเดียวครับ หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ซึ่งก็เหนื่อยนะ ที่เหนื่อยสุดคือมันฉีดควันไง ควันมันอย่างกับอะไรนะ... ฆ่ามาลาเรีย ฆ่าโรคไข้เลือดออกน่ะ (หัวเราะ) มันฉีดกันแบบนั้นเลย

มีชอตที่คุณต้องถอดเสื้อแล้วลงน้ำด้วย ตรงนี้ถือว่าลำบากไหมสำหรับคุณ

    เป็นไอเดียของคนถ่ายครับ คือผมเป็นคนที่ถ้าตัดสินใจทำเรื่องอะไรแล้ว ผมจะไม่คิดอะไรเลย เขาให้ทำอะไรก็ทำ ยกเว้นอะไรที่ทำไม่ได้จริงๆ แล้วผมก็มักจะไม่มีความเห็นด้วยนะ ไม่ได้ไปตัดสินว่าดีไม่ดี แล้วแต่ ตอนเขาเอามาฉายให้ดูผมก็จะไม่รู้สึกว่าจะต้องยังไงด้วย ทำมาแบบนี้มันดีของมันแบบนี้แล้ว ท้วงติงสักคำก็ไม่มีเลย เป็นคนชอบอะไรง่ายอยู่แล้ว เหมือนไปกินอาหาร ผมชอบได้หมดเลย ยากมากที่จะตำหนิว่าอาหารอร่อยหรือไม่อร่อย หรืออย่างเขาให้ใส่หมวก ผมเป็นคนที่ไม่ชอบใส่หมวกเลย แต่พอเขาให้ใส่ ผมก็โอเค ให้ทำอะไรก็ทำนะ เพราะผมคิดว่าเขาคิดกันมาแล้ว มันเป็นยุคสมัยของพวกเขา

คุณแต่งเพลง ลำธาร ตอนอายุเท่าไหร่?

    ราว 36-37

ตอนนี้เวลาที่มองย้อนกลับไป ยังรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่โอเคอยู่ไหม

    โอเค ผมมักจะโอเคกับทุกอย่างที่เคยทำมาแล้ว ถึงจะไม่ดีก็โอเคกับมันนั่นแหละ ไม่ดีก็เพราะมันเป็นอย่างนั้น

เพลงใหม่ๆ ของคุณจะเป็นอย่างไร
    เนื่องจากเดิมทีสมัยทำเพลงแบบยุคแรก ทำด้วยความชอบแบบยุคแรก ตอนนั้นก็จะชอบแบบเต็มวง เราเป็นแฟนเพลงสากลใช่ไหม เราก็จะชอบวงเยส (Yes) ชอบ ดิ อีเกิลส์ ชอบ ดิ ออลแมน บราเธอร์ส แบนด์ (The Allman Brothers Band) ชอบ พิงก์ฟลอยด์ (Pink Floyd) สิ่งที่เราทำตอนนั้นก็ได้กลิ่นอายของสิ่งเหล่านั้น มาเป็นอัลบั้ม ไตรภาค มีเพลง ไกล พออัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า แต่หลังจากนั้นมา ผมอยู่กับกีตาร์โปร่งเป็นหลัก มันง่ายดี ตัวคนเดียวไม่ต้องยุ่งกับใคร ผมก็เลยแต่งเพลงเอาไว้อยู่บ่อยๆ เล่นคนเดียวตลอด แต่เอาไปใช้งานในรายการสารคดีทีวี คือรายการ สามัญชนคนไทย ที่ออกอากาศโดยไทยพีบีเอส ซึ่งมันมีกติกาอยู่ว่าแต่ละเรื่องที่ผมเล่า ควรจะมีเพลงสักหนึ่งเพลงที่เล่าเรื่อง กีตาร์โปร่งตัวเดียวก็ได้ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบอะไรหรอก แต่ขอให้มันเล่าเรื่องได้ ผมก็ทำแทบจะเดือนละ 2-3 เพลงต่อเนื่องมาตลอดเลย ก็พอมีเก็บไว้เยอะเลย ก็ไปเลือกมาหลายๆ เพลง
    แล้วพวกลูกๆ ผมก็บอกว่า ยุคนี้เวลาพ่อจะทำอะไรให้คิดถึงเด็กรุ่นใหม่ด้วย ว่าเขาจะสื่อสารกับเราได้หรือไม่ อย่างเช่น ผมจะทำเพลง 60 แล้วไง ก็น่าจะหาเด็กรุ่นใหม่มาอยู่ในนี้ด้วย อย่างเพลง 60 แล้วไง ที่ผมบอกว่า 'ลูกครับ พ่อขออย่างได้ไหม พ่อเบื่อจะตาย นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน' คือประมาณว่าจะออกไปเที่ยว จะออกไปซ่า จะออกไปสนุก เขาก็บอกว่าน่าจะมีเด็กสักคนเข้าไปอยู่ในเพลงแล้วบอก 'ไปเลยพ่อ เดี๋ยวผมดูแลแม่เอง ผมดูแลบ้านเอง พ่อไม่ต้องห่วง เต็มที่ไปเลย' แต่เพลงนี้ยังไม่ได้ทำอย่างที่เขาบอกนะ 
    อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงที่ผมเล่าเรื่องลูกสาว มันย้อนกลับไปตอนที่เรามีลูกใหม่ๆ ลูกผมยังเด็กอยู่ เขาจะชอบฟังนิทาน ผมจะเล่าทุกวัน แล้วต้องแต่งเองทุกวันด้วย เพราะผมรู้ว่านิทานอีสปนี่เด็กก็จะได้เรียนอยู่แล้ว ผมก็เลยแต่งเองทุกวัน อย่างไผ่นี่เขาจะชอบนิทานท่องเที่ยว ผมก็ต้องเล่า เราไปบางแสนไปเจออะไร ไปต่อสู้ยังไง แต่ว่าเป็นลักษณะเดินทาง วันไหนไม่เล่า เขาก็ไม่นอนน่ะ ส่วนลูกสาวอีกสองคนนั่นจะชอบนิทานประเภทตัวเอกจะต้องไม่พ่ายแพ้ ตัวเอกจะต้องไม่ได้รับความทุกข์ยากใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีพระเอกลำบาก นางเอกตกทุกข์ได้ยาก ความอดทนมุ่งมั่นทำความดีเป็นกุศลแล้วค่อยมาแฮปปี้เอนดิ้งนี่ไม่ได้เลยนะ คือต้องแฮปปี้ตลอด (หัวเราะ) เล่าทุกวันจนบางทีผมเหนื่อย บางทีผมก็ทำเป็นซีรีส์เลย มันง่ายดี ตัวละครตัวเดิม ผมก็จะมี 'ไอ้ตี๋ซาลาเปา' 'หมวยขนมจีบ' เล่าไปเรื่อยจนเหนื่อย บางทีผมก็แอบหาทางไม่กลับบ้านเร็วน่ะ อยู่ทำงานดึกเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับไปเล่านิทาน หรือลูกเราบางทีมันแกล้งนอนหลับเวลาไปเที่ยวกันเพื่อหลอกให้เราอุ้มพอถึงเตียงมันก็ตื่น เรารู้สึกหงุดหงิดมากเวลานอนกันอยู่ผัวเมียแล้วลูกก็จะมาขอนอนด้วย ผมเป็นคนที่เวลานอนไม่ชอบให้ใครมาโดนตัว แล้วเด็กจะชอบมาเบียด ซึ่งนั่นคือช่วงเขายังเด็ก แต่มันชั่วข้ามคืนเลยนะครับ อยู่มาวันหนึ่ง ผมชวนเขาไปเที่ยว เขายังไม่ไปเลย เมื่อก่อนออฟโร้ดไปไหนไปกัน เดี๋ยวนี้ 'หนูเบื่อเต็นท์ หนูเบื่อฝนเฉอะแฉะ' คือพอถึงวันนี้เราเสียดายทุกวินาทีที่เราพลาดน่ะ เสียดายวันที่เราไม่กลับบ้าน ที่เราไม่ยอมเล่านิทาน ผมก็เลยแต่งเพลงชื่อ เจ้าหญิงนิทรา เล่าเรื่องเลยว่า 'ลูกนอนเถอะนะลูกนอน พ่อจะกล่อมเล่านิทานให้ฟัง พอหลับก็จะเล่า' เสร็จแล้วลูกๆ ผมก็บอกอีกว่าเพลงนี้น่าจะหานักร้องรุ่นใหม่ๆ มาเสริม ยกตัวอย่างเช่น วี วิโอเลต (วอเทียร์) ที่ยกตัวอย่างวีก็เพราะว่าเขาเป็นเด็กรุ่นน้องที่นิเทศฯ จุฬาฯ แล้วเคยมีงานกิจกรรมที่นิเทศฯ ด้วยกัน เล่นเพลง Stay ของ แจ็กสัน บราวน์ (Jackson Browne) ผมเป็นคนเล่น แล้วเขาเป็นคนร้องท่อน 'Oh won't you stay' เสียงเขาแหลม ก็เลยนึกถึงเขาขึ้นมาได้ แต่ไม่เคยติดต่อเขานะ เราคิดไปเองก่อน ทุกอย่างมันก็เลยมารวมกันกลายเป็นโปรเจกต์ ไมล์สโตน ทีวี ขึ้นมา ซึ่งมันง่ายตรงที่ว่าไม่ต้องไปติดต่อช่อง 9 ช่อง 5 ช่อง 3 ไม่ต้องรอประมูล เดี๋ยวนี้สมัครยูทูบก็มีช่องหนึ่งเลย สมัครเฟซบุ๊กก็มีช่องหนึ่งเลย ก็เลยจบปัญหาเรื่องช่อง มีแต่สิ่งที่ต้องทำก็คือเนื้อหาสาระคอนเทนต์ เลือกทำคอนเทนต์ก็คือ 1. ทำมิวสิกวิดีโอ 2. ทำเรื่องเกี่ยวกับเพลงครับ
คุณจะอัพโหลดคอนเทนต์ถี่แค่ไหน?

    คือคอนเทนต์มันมีให้โหลดได้เยอะไง เนื่องจากผมทำรายการวิทยุที่ช่อง 96.5 กับ 97.5 เกือบทุกวัน เล่าเรื่องทุกวันอยู่แล้ว เดิมทีมันอัพโหลดในยูทูบอยู่แล้วด้วย แต่เป็นคอนเทนต์ที่มีเสียงเล่ากับมีภาพปกเฉยๆ พอมาถึงจุดนี้ ผมก็เริ่มถ่ายภาพไปด้วย เคยทดลองทำ ผมก็เล่าเรื่องการกางเต็นท์ที่เขาใหญ่ แล้วทุกวันนี้ลานกลางเต็นท์มันกลายเป็นลานหมูกระทะไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ไม่ว่าจะไปแค้มปิ้งที่ไหน ร้านหมูกระทะเต็มไปหมดเลย ผมก็เอาวิดีโอถ่ายไปด้วย แล้วปะเข้ามาในเรื่องเล่า ปรากฏว่าคนฟังชอบน้อยกว่าที่ฟังแบบไม่มีภาพ เพราะว่าถ้าฟังโดยไม่มีภาพ เขาก็ซักผ้า ทำการบ้าน ขับรถ แล้วเขาคิดภาพตามไปได้ พอเราถ่ายภาพเองด้วยมือถือง่ายๆ ภาพก็ห่วย ผมว่ามันไปทำลายรสชาติในการฟัง ผมก็เลยปรับใหม่อีก ว่าจะเล่าเรื่องที่มีภาพเฉพาะภาพที่มันออกมาดี ก็สลับกันไป ทีนี้มันก็จะมีทั้งเรื่องเล่านี้ อันนั้นจะใช้ชื่อหัวข้อว่า 'ข้อที่หนึ่งของความสุข' แล้วก็จะมีมิวสิกวิดีโออันได้แก่ ลำธาร เพลงแรก ถ้าเพลงแรกออกไปแล้วมีผลกลับมาในเชิงได้เงินค่าผลิตกลับมา เพราะการผลิตแต่ละเพลง มันใช้ต้นทุนเหมือนกันใช่ไหม สมมติเพลง ลำธาร ใช้เงินสองแสน ถ้ามีผลกลับมาสองแสนจริง ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ต้องถึงสองแสนหรอก แต่ถือว่าเห็นแนวโน้มมันก็ทำได้ เพราะของแบบนี้มันอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว

คุณคาดหวังกับงานใหม่เหล่านี้อย่างไรบ้าง
    คาดหวังนี่คาดหวังในทุกครั้งที่ทำอยู่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยไม่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ (หัวเราะ) ทำให้ความคาดหวังของเรามันไม่เร้าใจ มันก็จะเอาทางธรรมะไปตลอดว่า เหมือนบางคนเขาสอนว่ายิงธนู หน้าที่ของเราคือกะให้แม่นใช่ไหม แต่ถ้าปล่อยไปแล้วเข้าเป้าไม่เข้าเป้าช่วยไม่ได้ อย่าไปวิตกกังวลมัน เพราะมันมาลิงก์กับเรื่องอายุเยอะ การวิตกกังวลทำให้นอนไม่หลับ การนอนไม่หลับก็ทำให้เสียสุขภาพ ผมก็จะแบ่งเวลาตัวเองให้ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่มันดีต่อตัวเองน่ะ ผมก็จะออกกำลังกายเป็นประจำ ผมถ่ายวิดีโอต่างจังหวัดบ่อย เพราะต้องทำรายการทีวีใช่ไหม ผมก็จะหาโอกาสช่วงที่เขายังไม่ถ่ายไปหาที่วิ่งออกกำลังกาย ปรากฏว่าได้ที่ดีๆ เยอะ หาดแหลมผักเบี้ย หาดที่เกาะบุโหลน ขึ้นเขาลงห้วยก็ได้ออกกำลังกายด้วย ก็ต้องทำพวกนี้เอาไว้ เพราะว่ามันกลับมาที่เรื่องหูเลยไง คือผมเคยอยู่กับก๊วนที่เขาคลั่งไคล้เครื่องเสียงน่ะ ลำโพงเป็นแสน สายลำโพงสามเมตรเกือบสองหมื่น รวมเครื่องแล้วเป็นล้าน แต่ ณ วันหนึ่งที่หูของเราไม่ได้ยินเสียงดัง ไอ้สองสามล้านนี่มันจบเลยไง เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกกับตัวเองว่าราคาที่แพงที่สุดมันต้องดูแลตรงนี้ก่อนนะ (ชี้ไปที่หู) ถ้าไอ้ตรงนี้เสื่อม ไอ้ตรงที่เราอยากทำมันมาทีหลังหมดเลย เราไม่ได้คิดอย่างนี้ตอนวัยรุ่นไง ตอนวัยรุ่นเราสุขภาพดี เราก็ใช้สุขภาพโดยไม่บันยะบันยัง ดีนะที่มันยังไม่สายไป คือเรายั้งทันน่ะ ตอนนี้เราก็เลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อันดับต้นๆ เลย 
    อีกเรื่องที่สำคัญกับชีวิตที่สุดก็คือเรื่องความสัมพันธ์ อันนี้สำคัญอยู่เสมอ กับลูกกับเมีย กับครอบครัว กับเพื่อน กับผู้ร่วมงานล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ และที่เหลือก็คือเรื่องผลงาน คาดหวังกับมันตามเนื้อผ้า ถ้าได้ก็ได้ อย่างเช่นตอนนี้ ที่ผมทำ ไมล์สโตน ทีวี มาสักพักหนึ่ง คลิปแรกที่ออกเป็นคลิปสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงที่เป็นมือกีตาร์ น้องเพชร Petty (วิมลวัลย์ ทรายสถิต) ปล่อยออกไปครั้งแรกมียอดวิวตั้งแต่แสนสี่แสนห้า ก็ตื่นเต้นนะ แล้วพอคลิปที่สองผมทำกับเพื่อนวงคาไลโดสโคปที่เป็นมือคีย์บอร์ดได้แค่หมื่นกว่าวิวเอง อีกคลิปคือพอผมทำเองคนเดียวก็เหลือสองพันวิวเอง (หัวเราะ) เราพิจารณาได้เลยว่า 'อ๋อ ไอ้แสนห้า มันเกิดจากแฟนของเด็กเขา เด็กเขามีแฟนเพจอยู่ เขามีแฟนตรึมเลย' ทีนี้เราเองก็ต้องรู้ตัวว่าเรามีแค่ไหน พอเรารู้ว่าเรามีแค่ไหน เราก็จะไม่ตีโพยตีพายเวลามันไปไม่ถึงน่ะ
ทุกวันนี้กิจวัตรของคุณเป็นอย่างไร

    ผมตื่นเช้ามาก็ทำธุระส่วนตัว แต่ผมมักจะเล่นกีตาร์ในห้องน้ำ เป็นการทบทวนอยู่ตลอด ไม่อยากให้มันอ่อนแอ ก็อยู่ในห้องน้ำนานเป็นครึ่งชั่วโมง เสร็จจากห้องน้ำก็มารดน้ำต้นไม้ รดน้ำต้นไม้มันสนุกนะ มันคือความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วก็ต้องดูว่ามีอะไรทำบ้าง ถ้างานประจำก็จัดรายการวิทยุวันละหนึ่งชั่วโมง ถ้ามีรายการสามัญชนคนไทย ก็ถ่ายทำอาทิตย์ละ 3 วัน แล้วก็จะเป็น ไมล์สโตน ทีวี ที่ทำกับพวกลูกๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ ที่เหลือก็จะเป็นการไปหาญาติพี่น้อง นัดเพื่อนเที่ยว หมายถึงเที่ยวออฟโร้ด เที่ยวป่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้เที่ยวผับเที่ยวบาร์แล้ว

ช่วงนี้คุณฟังเพลงเยอะแค่ไหน

    คือเพลงเก่าที่มีอยู่แล้วก็ฟังด้วยเหตุที่ว่าต้องทำงาน เพราะรายการวิทยุผมต้องทำงานต้องเปิดอยู่แล้ว แต่ทีนี้ด้วยความที่ยุคสมัยมันมีความสะดวกในการทำงาน ผมมีอีกวิธีหนึ่งในการทำรายการวิทยุ คือมีมือถืออันเดียวแต่มีไมโครโฟนดีๆ เสียบ เพราะรายการผมระยะหลังมันจะเบี่ยงไปทางการเล่าเรื่อง ผมก็จะมาเล่าเรื่องเป็นคลิปๆ ไว้ แล้วผมก็จะมาดูเพลงว่ามีเพลงไหนที่เกี่ยวกับเรื่องเล่าบ้าง แล้วผมก็จะมีผู้ช่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็ส่งไฟล์เรื่องเล่ากับส่งไฟล์ชื่อเพลงที่ผมอยากได้ หรือบางทีนึกไม่ออก ก็ให้เขาซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ หาเพลงมาให้ด้วย ผมก็เลยมีโอกาสฟังเพลงใหม่ๆ จากน้องคนนี้ เดี๋ยวนี้มือถือ คอมพิวเตอร์ มันทำให้เข้าถึงเพลงสารพัดรูปแบบ เราก็เลยได้ฟังเพลงอีกแบบหนึ่งด้วย ได้ฟังเพลงในแบบของเราด้วย อีกส่วนหนึ่งคือเพลงที่เป็นเรื่องของทักษะการเล่นดนตรี เราก็ยังต้องฟังอยู่ เพราะอย่างตอนที่เราไปซ้อมดนตรี มือคีย์บอร์ดผมเขาชื่อ อรรถพร ชูโต เขาเป็นมือกีตาร์ด้วย แล้วที่บ้านเขาชอบเปิด อีเมอร์สัน เลค แอนด์ พาลเมอร์ (Emerson Lake and Palmer) ซึ่งเป็นวงที่เขาโชว์ทักษะทางดนตรี ผมก็ยังชอบนั่งดูอยู่ ผมก็เลยฟังเพลงสามกลุ่ม คือกลุ่มเพลงเก่าที่เรารู้จักอยู่แล้ว กลุ่มเพลงใหม่ที่คนรุ่นใหม่แนะนำส่งมาให้ และกลุ่มเพลงเกี่ยวกับการเล่นดนตรี

ฟังเพลงผ่าน Spotify, Apple Music หรือ Joox บ้างไหม?
    ไม่ได้ฟัง ผมชอบเปิดจากซีดี จากเครื่องเสียง เพราะว่ามือถือมันไม่สะใจ ไม่ว่ามือถือมันจะเชื่อมกับลำโพงหรืออะไรได้ก็แล้วแต่ เป็นความคุ้นเคยน่ะ แล้วมันก็สนุกดีด้วยกับความรู้สึกแบบเดิมๆ ผมคิดว่ามันเป็นนิสัยของคนนะ คนรุ่นเก่าจะรู้สึกว่าวิถีของคนรุ่นเก่าดีกว่า อย่างเช่น ผมโตมากับแม่น้ำ โตมากับการละเล่นในแม่น้ำ การละเล่นกับป่าละเมาะ แล้วผมก็จะรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้ไม่มีโอกาส แล้วมันสัมพันธ์กับอีกหลายอย่าง เชื่อว่าในขณะเดียวกัน เด็กรุ่นใหม่ก็ต้องนึกในใจว่า พวกพ่อๆ พี่ๆ ไม่เคยสัมผัสอะไรอย่างที่เขาสัมผัสหรอก ผมว่าก็คล้ายกัน ผมเลยยังชอบสิ่งที่ผมชอบ แล้วก็ยังคงทำอยู่ 
    แต่เราก็พอจะรู้จักนะ เพราะว่าทำงานอยู่ไง แล้วก็ได้อยู่กับเด็กรุ่นใหม่ด้วย อยู่กับเด็กที่เด็กกว่านี้ด้วย อย่างผมทำรายการ สามัญชนคนไทย ทีมงานเขาเด็กกว่าลูกผมอีก เขาทำให้ผมรู้จักอะไรเยอะแยะไปหมดเลย สมมติว่าเพลงฮิตๆ อย่างนี้ เพลงที่ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ที่มีมาลีฮวนน่ามาฟีเจอริ่ง หรือเพลงใหม่ของเล็ก ฮิวโก้ หรือเพลงแร็ปแปลกๆ ของไทย ซึ่งบางทีมันเหลือเชื่อเลยนะ เราก็ตื่นตะลึงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ซึ่งผมเดินทางกับเด็กกลุ่มนี้ บางวันหลายชั่วโมงเลย ขับรถไปถ่ายรายการที่ต่างจังหวัด อยู่บนรถด้วยกันหลายชั่วโมง เขาไม่ได้ตั้งใจป้อนให้เราหรอก เขาก็ฟังกันเอง แต่ผมเป็นคนช่างซักไง เขาก็รู้ว่าผมช่างซัก เขาก็เลยยิ่งป้อนอะไรให้ใหญ่เลย ก็ได้รู้อะไรเยอะเลย อย่างเช่น เพลงที่มันออกลามกๆ ที่ยอดวิวมันเป็นร้อยล้าน แล้วมันมีเยอะมากเลย เขาจะป้อนผมเต็มไปหมด (หัวเราะ)
คุณมองว่าตัวเองติดตามข่าวสารโลกเยอะแค่ไหน และเป็นห่วงอะไรในโลกวันนี้บ้าง

    ติดตามทุกอย่างนะครับ เท่าที่เวลามันเป็นอยู่ อย่างวันนี้ก่อนออกมาก็ฟังข่าวอเมริกากับอิหร่าน อิรัก ซึ่งถ้าถามว่าสิ่งที่หนักใจ ณ ตอนนี้นะ วินาทีนี้เลยนะ วันที่ข่าวอิหร่านกับสหรัฐฯ บู๊กันใหม่ๆ ผมเป็นคนซีเรียสเรื่องนี้ ผมเครียดเพราะจินตนาการมากเกินไป ผมคิดว่าถ้ามันเกิดเรื่องร้ายแรงจริงๆ ไผ่มันจะยอมมาอยู่ที่บ้านไหม มันจะเลือกว่าจะอยู่กับพ่อหรือกับแม่ หรืออยู่กับแฟน ลูกสาวผมก็จะเลือกกลับมาอยู่กับผม คือพอถึงวันที่มันเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว ซึ่งอาจจะเกิดเร็วๆ นี้นะ ผมก็อยากจะตายพร้อมๆ กันใช่ไหม อยากให้ลูกมาพร้อมหน้า แล้วทีนี้ลูกผมก็มีคนรักของมันใช่ไหม ลูกสาวก็มีคนรักของมัน ผมก็มีญาติพี่น้องผม เมียผมเขาก็มีญาติพี่น้องเขา แล้วใครมันจะยอมมาอยู่ด้วยกันวะ (หัวเราะ) ผมจะคิดเรื่องแบบนี้ แล้วมันไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม แต่ยังมีเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ในอัตราที่ช่วยไม่ได้แล้ว เป็นสิ่งที่น่าตระหนกมากกว่าโลกร้อนอีก โลกร้อนนี่มาเป็นอันดับ 3 อันดับ 4 เรื่องสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ซึ่งมันเป็นห่วงโซ่ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราแน่ๆ อันนั้นรุนแรงสุด รองลงมาคือเรื่องสารเคมีที่เข้าไปอยู่ในพื้นดิน อันนั้นรุนแรงมาก รุนแรงกว่าโลกร้อนอีก เรื่องพวกนี้ผมก็ชอบเอามาคิด บางทีก็จะกลุ้มใจ แต่มันก็จะมีบางอย่างที่ทำให้เราหายกลุ้มใจได้ เช่น ตอนสงครามที่กำลังจะเกิด แล้วมันก็จะมีข่าวที่บอกว่ารัฐบาลไทยเตรียมพร้อมทันทีเลย สั่งเตรียมพร้อมกองทัพทั้งหมดเพื่องานวันเด็ก (หัวเราะ) แล้วมันก็ขำดี ผมก็เลยเบาใจลง

ในวันที่อายุย่าง 64 ปี เมื่อมองย้อนกลับไป คุณชอบช่วงชีวิตช่วงไหนมากที่สุด
    ผมชอบช่วงปี 2517-2518 นะ เป็นช่วงที่ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสที่อเมริกา มันเป็นช่วงวัยรุ่นใช่ไหม แล้วผมได้หลุดออกจากกรอบวิถีชีวิตแบบหนึ่งไปอยู่ในกรอบอีกแบบหนึ่ง มันได้เห็นเยอะ ได้รู้อะไรเยอะ แล้วก็สนุกกับทุกอย่างที่อยู่รอบตัว สนุกกับเสื้อผ้า สนุกกับอาหาร สนุกกับเสียงเพลง สนุกกับครูบาอาจารย์ สนุกกับภาษา สนุกกับทะเลสาบ สนุกกับเรือ มีเรื่องสนุกเยอะเลยครับ
    แต่จริงๆ แล้ว ผมว่าชีวิตมันสนุกทุกช่วงเลยนะ แต่มันสนุกกันคนละแบบ อย่างบางช่วง ผมก็สนุกกับการเดินทางไปในป่ามาก ช่วงที่ไปออฟโร้ดบ่อยๆ บางช่วงก็รู้สึกสนุกกับการทำงาน สรุปแล้วสนุกเกือบหมดนะ อย่างตอนนี้ก็เริ่มสนุกอีกแบบแล้ว สนุกอีกแบบจริงๆ แล้วแตกต่างด้วย เพราะสมัยก่อน เวลาไปปาร์ตี้ ผมจะสนุกกับการปาร์ตี้จนสว่างคาตา จนพระมาบิณฑบาต จนทหารมายืนริมถนนรอรถเมล์ไปทำงาน เดี๋ยวนี้ผมสนุกกับการที่เราเอาอยู่ เราปาร์ตี้แค่สี่ทุ่มแล้วเราพอ แล้วเราไปนอนจนอิ่มเลย แล้วเราตื่นตีสี่ได้นะ ในขณะที่คนอื่นตื่นไม่ไหว เราตื่นตีสี่แล้วเราได้เห็นอะไรก่อน มันก็เลยสนุกอีกแบบหนึ่ง สมัยก่อนเวลาไปเที่ยวไหนกันจะขับรถอย่างเดียว เห็นอะไรผ่านไปเร็วมากเลย เดี๋ยวนี้เวลาผมกับคนรักไปเที่ยว ก็ชอบจอดรถเดินเพราะถือว่าได้ออกกำลังกายด้วย ก็ได้เห็นอะไรอีกแบบหนึ่ง วิถีมันสนุกคนละแบบ
คุณเป็นคนที่มีเรื่องเล่าเยอะ และต้องเล่าเรื่องทุกวัน ไปเอาเรื่องเล่ามาจากไหน
    เดี๋ยวนี้มันเหมือนต้องเก็บทุกอย่าง เพราะบางทีเราต้องมานั่งนึกว่าวันนี้เราจะเล่าเรื่องอะไร เอาง่ายๆ ว่าอย่างเมื่อเช้าผมไปกินข้าวราดแกงที่แถวสวนสยาม พอกินข้าวราดแกงเสร็จปั๊บ ผมก็นึกว่าทุกวันนี้เวลาผมขึ้นศูนย์การค้าก็จะเจอแต่อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี ไปริมถนนก็เจอแต่ฟาสต์ฟู้ดเต็มไปหมดเลย ร้านขายข้าวราดแกงหายากนะ หายากกว่าแต่ก่อนมากเลย แล้วผมเห็นว่าช่วงนี้ราคาทองมันอัพขึ้นเนื่องจากช่วงสงคราม แล้วมันก็มีสมาคมผู้ค้าทอง ผมก็คิดว่า เอ๊ะ! ข้าวราดแกงก็น่าจะมีสมาคมข้าวราดแกงนะ แล้วปกป้องวัฒนธรรมการกินข้าวราดแกง เพราะว่าร้านสะดวกซื้อได้ทำลายร้านขายของชำไปแล้วใช่ไหม มันจะรุกคืบมาทำลายร้านข้าวราดแกงด้วยหรือเปล่า ผมเพิ่งอัดรายการไปวันนี้ ก็เล่าเรื่องร้านข้าวราดแกงว่ามันมีความสำคัญอย่างไรกับชีวิต มีคุณค่ายังไง แล้วมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง ผมเล่าตั้งแต่รูปแบบ มันมีรูปแบบอะไรบ้าง มันมีตั้งแต่แบบหาบ เล่าเรื่องข้าวแกงรามาที่คุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นคนทำ เป็นร้านข้าวแกงหรูติดแอร์เลย แล้วก็ลิงก์ไปเรื่อง สตาร์ วอร์ส (Star Wars) ที่ทำกำไรเยอะมาก แปลว่าถ้าหนังคุณสนุกจริง คุณก็ยังอยู่ได้ ร้านสะดวกซื้อสามารถเอาชนะร้านขายของชำเพราะว่าร้านขายของชำไม่ทำแบบหนัง สตาร์ วอร์ส เขาจัดการตัวเองไม่ได้ ร้านรก ข้าวของราคาไม่แน่นอน ร้านข้าวแกงอย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้นะ ร้านข้าวแกงต้องนึกถึง จอร์จ ลูคัส เข้าไว้ (หัวเราะ) แล้วก็จบด้วยว่า ผมขอให้มีสมาคมร้านข้าวราดแกง
เวลาคุณนำเสนอไอเดียแบบนี้ เป็นการเสนอแบบทีเล่นหรือทีจริง
    ผมก็อยากให้เป็นจริงนะ ผมอยากให้ข้าวราดแกงมีเอกลักษณ์และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสังคมไทย เพราะข้าวราดแกงมันรับใช้คนไทย ราคา 30-50 บาท คุณภาพทางโภชนาการมันดีกว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วย คุณภาพดีกว่า ราคาดีกว่า อร่อยกว่าด้วยมั้ง แฮมเบอร์เกอร์บางทีมันมีอยู่ไม่กี่รสเอง
คุณอยู่กับวงการเพลงมาร่วม 40 ปี วันนี้มองวงการเพลงอย่างไรบ้าง
    ก็ไม่มีคำตอบอะไรนะ คิดว่าทุกคนเห็นเหมือนกันหมดแล้วล่ะ โอเค สื่อเปลี่ยนไป คนมีช่องทางที่จะทำได้หมด 
    แล้วเวลาฟังเพลง อย่างผมจะเป็นบ้างครับที่แบบว่าเวลาฟังเพลงใหม่ๆ ก็จะไม่อินเหมือนกับเพลงเก่าๆ ผมคิดว่าการที่เราฟังเพลงเก่าแล้วอินก็เพราะว่ามันตรงกับยุคสมัยของเราพอดี มันก็อินกับเหตุการณ์นั้นๆ น่ะ ใช่ไหม แต่ผมก็อินกับโคลด์เพลย์ (Coldplay) นะ เวลาเขาออกเพลงใหม่ๆ ก็อินทุกเพลง
วงรุ่นหลังๆ คุณชอบวงอะไรบ้าง
    ชอบที่สุดก็มี โคลด์เพลย์, เดอะ คิลเลอร์ส (The Killers) แล้วก็ มิวส์ (Muse) มี 3-4 วงที่ชอบ อย่างตอนที่โคลด์เพลย์มาเล่นคอนเสิร์ต ผมก็ไปดู แต่อันอื่นจะไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่เพราะกลัวคนเยอะ แต่ตอนโคลด์เพลย์จังหวะมันลงตัวพอดี คือผมมีความสุขกับการนั่งฟังนอนฟังอยู่ที่บ้านมากกว่า คือเสิร์ชได้ ดูซ้ำใหม่ได้ เวลาชอบเพลงอะไร ผมชอบฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
ตอนนี้คุณยังดูหนังเยอะอยู่ไหม
    ก็ดูนะครับ หนังโรงบ้าง หนังทีวีบ้าง
ดูเน็ตฟลิกซ์ไหม
    ดูครับ จริงๆ ผมไม่ได้สมัครหรอก คือลูกสาวผมสมัคร แล้วกลายเป็นเราที่ติด ส่วนใหญ่ผมจะดูหนังสารคดีนะ หนังสารคดีสนุกหลายเรื่อง ล่าสุดเรื่อง The Family (2019) ในเน็ตฟลิกซ์ 
    แต่ผมดูหนังโรงบ่อยนะ ดูได้เพราะผมมีตั๋วสำหรับคนอายุหกสิบ มันลดครึ่งราคา (หัวเราะ)
นอกจากเรื่องที่มีตั๋วหนังครึ่งราคาแล้ว การเป็นคนอายุ 60 มีข้อดีอะไรบ้าง
    เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติฟรี ขึ้นรถไฟฟ้า BTS ครึ่งราคา มีเงินเดือนละ 600 บาทจากรัฐ และอีกอันหนึ่งคือ ผมเคยอยู่ในวงการทำหนังสือแบบคุณนั่นแหละ สมมติว่าเราทำหนังสือก็จะมีศิลปินมาให้สัมภาษณ์ใช่ไหม ศิลปินวันนี้ก็จะเด็กกว่าเรา แล้วก็ยังใหม่ เขาก็จะมาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนใช่ไหม หรือเวลาผมถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลง ลำธาร กองถ่ายทั่วไปผู้กำกับก็จะเบ่งได้ ศิลปินก็จะแค่บอกว่า 'ได้ครับๆ' แต่ผมแก่แล้วไง ตอนที่ผมสัมภาษณ์ศิลปิน เขาก็เด็กกว่าเรา เขารู้จักเรามาก่อน เราก็ไม่เขินน่ะ เวลาไปถ่ายมิวสิกวิดีโอ ทั้งกองถ่ายก็จะเกรงใจเรา การเป็นคนแก่มันดีตรงนี้ มีคนเกรงใจ ไม่สั่ง ไม่บังคับ คอยถามว่า 'เหนื่อยหรือเปล่า ได้ไหมพ่อ เดินอีกหน่อยได้ไหม' ถ้าเรายังเด็กอยู่ มันจะมีใครมาคอยเดินกางร่มให้อย่างนี้ (หัวเราะ)
ทุกวันนี้แฟนๆ ที่ติดตามรายการของคุณเป็นคนแบบไหน
    ก็คงจะเป็นคนรุ่นเก่ามากกว่านะครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างผมออกกำลังกายในหมู่บ้าน ในหมู่บ้านผมคนแก่เยอะ คนแก่เห็นผมก็จะกรี๊ดกร๊าด ขี่จักรยานมาคุยด้วย แล้วผมก็หันไปพยักพเยิดกับเมียผมว่า นี่แหละแฟนเพลง แต่เวลาไปในที่สาธารณะแล้วเจอหนุ่มสาวเข้ามาทักทายขอถ่ายรูปด้วย ส่วนใหญ่เขาก็จะบอกว่า 'หนูจะถ่ายไปให้คุณพ่อ คุณพ่อชอบ' (หัวเราะ) คือผมยังไม่เคยเจอเด็กวัยรุ่นที่เขาชอบเอง ก็จะมีแต่ 'คุณแม่ดูประจำ' มันก็พอจะอธิบายได้ว่า แฟนเป็นคนรุ่นเก่าหน่อย คนรุ่นใหม่เขาคงเห็นผมเพราะพ่อแม่เขาดูทีวีด้วยกัน
การเป็นคนที่ต้องเล่าเรื่องทุกวัน มันมีเป้าหมายอะไรที่เราต้องคิดเผื่อหรือตั้งไว้ในใจบ้าง
    ต้องคิดเผื่อว่าไม่อยากให้เขาเสียเวลาเปล่าๆ ทุกครั้งที่จะเล่าเรื่อง ต้องคิดว่าเรื่องต้องไม่น่าเบื่อหรือน่ารำคาญ คือต้องทำตัวไม่ให้น่ารำคาญก่อน เพราะผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่ผมฟังอะไรที่น่าเบื่อและน่ารำคาญไป ผมจะรู้สึกเสียดาย ไม่รู้จะทำสำเร็จหรือเปล่านะ แต่รู้สึกว่าจะพยายามที่จะเช็กตัวเองว่าน่ารำคาญหรือเปล่า เมื่อสามารถก้าวพ้นความน่ารำคาญไปได้ ก็ต้องถามต่อว่าสนุกไหม? มันเพลิดเพลินหรือเปล่า? แล้วถ้าสนุกเพลิดเพลินแล้ว สุดท้ายก็คือต้องมีแง่คิดด้วย ผมมักใช้คำว่ามันต้องเกิดความรู้สึก ผมจะชอบใช้ว่า 'ดูอะไรไม่รู้สึกเลยว่ะ' หรือ 'ดูแล้วรู้สึกได้เลยว่ะ' ผมก็เลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ฟังแล้ว ดูแล้ว ต้องเกิดความรู้สึก แล้วความรู้สึกจะนำให้เราไปทำอะไรบางอย่าง อย่างเรื่องข้าวแกงที่ผมพูดไป คุณอาจจะฟังแล้วอยากทานข้าวแกง ผมจะเรียกร้องในรายการเลยนะ ว่าพรุ่งนี้เช้าคุณออกไปเลยร้านข้าวแกงใกล้บ้าน แล้วซื้อใส่ถุงมากินมื้อกลางวันที่บ้านด้วย ถ้าไปกินมื้อกลางวันซื้อมากินมื้อเย็นด้วย ถ้าซื้อมื้อเย็นก็ซื้อเก็บไว้อุ่นกินตอนเช้าด้วย ก็พูดเว่อร์ๆ แบบนี้ เพราะผมอยากบอกว่าร้านข้าวแกงมันสำคัญ อยากให้อยู่ไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน
ทุกวันนี้คุณยังท่องเที่ยวเยอะแค่ไหน
    บ่อย บังเอิญว่ามันลงตัวกับรายการทีวีของไทยพีบีเอสที่ออกต่างจังหวัดตลอดไง อาทิตย์ละ 3 วัน แล้วมันไปในที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว จนกลายเป็นแนวคิดที่ทำให้ผมชอบไปในที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว เพราะว่าแหล่งท่องเที่ยวมันจะคนเยอะ แต่ชอบไปในที่ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แล้วพอดีมันมีความสัมพันธ์ไว้แล้ว เช่น ไปหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อหมู่บ้านเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่นั่นเขาปั้นตัวเองเป็นประเทศ ผู้ใหญ่บ้านตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี มีนายก 5 กระทรวง มีกระทรวงเกษตรและการทำมาหากิน มีกระทรวงวัฒนธรรม มีกระทรวงสาธารณสุข มีพนักงาน มีชาวบ้านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ แล้วเขาบริหารงานอย่างจริงจัง มีรัฐสภา มีประชุม แล้วผมก็ไปถ่ายรายการที่หมู่บ้านนี้ ไปนอนที่หมู่บ้านนี้สองคืน ที่นั่นกินข้าวออร์แกนิกหมดทุกคน เวลาใครเข้าหมู่บ้านนะ เขาจะรู้ทันที เพราะมีกระทรวงมหาดไทยตั้งด่านเช็กใครเข้าใครออก แล้วทุกคนเป็นอาสาหมด ไม่มีใครได้รับเงินเดือน แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่าหมู่บ้านนี้เข้มแข็งมาก อยู่ดีกินดีไม่มีใครอดอยากเลย เพราะเขามีธนาคารข้าว ในยุ้งฉางมีข้าวเต็ม ใครอดมายืมได้ แต่ต้องผ่อนคืนนะ ตอนดึกก็เงียบสงบแต่ปลอดภัย เพราะมีกระทรวงมหาดไทยดูแลอยู่ ผมออกมาเดินกับเพื่อนทีมงาน เดินไปตามทุ่งนา มันเป็นอีกบรรยากาศหนึ่งของชีวิต ท้องฟ้ามืดสนิท มีดวงดาว แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาตีหัว มันก็เลยกลายเป็นจุดหมายว่าต้องกลับไปเที่ยวที่นี่ พอกลับมาบ้าน ผมก็บอกเมียให้มาเที่ยวที่นี่ เรารู้จักกับนายกฯ แล้วนี่ ก็โทรไป นายกฯ เขาบอก 'มาเลย' ผมก็เลยมีที่แบบนี้ให้เที่ยวเยอะ มีเกาะบุโหลนที่ผมไปทำรายการเกี่ยวกับการจัดการปะการัง มันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ไปแล้วได้สัมผัสผู้คนจริงๆ สัมผัสธรรมชาติ สัมผัสอะไรที่ไม่อยู่ในเป้าหมายของการท่องเที่ยว โอเคมันไม่ได้สวยแบบโรงแรมใช่ไหม นอนก็นอนบ้านชาวบ้าน กินข้าวกับชาวบ้าน อาหารหน้าตาไม่สวยน่ากิน แต่มันอร่อยจริงๆ นะ 
    อย่างผู้ใหญ่บ้านหรือนายกฯ ที่บ้านเมืองแกนี่สุดยอดเลย เขาถามผมว่ารายการจะออกอากาศเมื่อไหร่ ผมก็บอกไป เขาก็ไปเช่าจอหนังมาฉายกลางหมู่บ้าน แล้วคนทั้งหมู่บ้านมาดู เกิดเป็นปาร์ตี้หนึ่งคืนน่ะ ผมโทรไปหาแกพอดี แกก็บอกว่า 'คุณมาโนชฟังสิ กำลังคึกกันใหญ่เลย' (หัวเราะ) ผมก็จะพยายามรักษาแหล่งข่าวแบบนี้ไว้ รักษาความสัมพันธ์ไว้ โทรไปหาเป็นครั้งคราว แวะไปเยี่ยมบ้าง เอาเป็นว่าตอนนี้ผมไปทั่วประเทศไม่อดตายน่ะ ขอข้าวกินได้ทุกจังหวัด (หัวเราะ)

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณสร้างผลงานมาแล้วหลายอย่าง อยากรู้ว่าผลงานชิ้นไหนที่คุณภูมิใจที่สุด

    (นิ่งคิด) ผมว่าผมเลี้ยงลูกได้ดีนะ ลูกผมสามคนเป็นคนที่โอเคทุกคน ก็รู้สึกภูมิใจเวลานึกถึงลูก (ยิ้ม)

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง

จรูญรัฐ วิธูสุวรรณ

อดีตช่างภาพนิตยสาร มาเปิดบริษัทของตัวเองได้สักพัก ยังสนุกกับงานถ่ายภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายภาพผู้คน ตอนว่างจะชอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แก้เบื่อด้วยการถ่ายสถานที่และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ