SOT MUSIC AWARDS 2026 เบื้องหลังการออกแบบที่แปลงเสียงคนทำดนตรีให้เป็นภาพบนเวทีประกาศรางวัล

    เสียงที่เราได้ยินจะแปรเปลี่ยนเป็นภาพที่มองผ่านสายตาได้อย่างไร?

    ในช่วงเวลาที่วงการเพลงกำลังคึกคัก เพราะการถือกำเนิดของ SOT Music Awards 2026 (Sound of Thailand Music Awards 2026 อ่านว่า ซาวนด์ ออฟ ไทยแลนด์ มิวสิค อวอร์ด หรือ โสต) กลายเป็นงานรางวัลของคนดนตรี โดยคนดนตรี เพื่อคนดนตรี ครั้งแรกของประเทศไทย กับภารกิจรวบรวมผู้คนในอุตสาหกรรมดนตรีไทยมาระดมความคิดและตัดสินผู้ชนะในแต่ละสาขาร่วมกัน ให้ความรู้สึกคล้ายกับงาน Grammy Awards ในสหรัฐอเมริกา และ BRIT Awards ในสหราชอาณาจักร หรืองาน Music Awards Japan ในประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นงานที่คนในอุตสาหกรรมดนตรีของเขามาร่วมกันตัดสินเช่นกัน

    งานนี้ประกอบไปด้วย 16 รางวัลหลัก อย่าง Album of the Year, Artist of the Year, Record of the Year, Song of the Year, New Artist of The Year, Best Male Solo Artist, Best Female Solo Artist, Best Group/Duo Performance, Best Pop Song, Best Rock Song, Best Thai Country Song, Best Folk Song, Best Hip-Hop/Rap/R&B Song, Best Blues/Jazz Song, Best Electronic/Dance Song และ Best World Music/ Experimental Song

    งานนี้มีหัวเรือหลักเป็น Thai Entertainment Content Trade Association (TECA) โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับผู้คนในอุตสาหกรรมเพลงหลายภาคส่วนมาช่วยกันสร้างระบบ และประสานชักชวนคนในแวดวงดนตรีทั้งศิลปิน ค่ายเพลง สื่อมวลชน คนเบื้องหลัง และสถาบันดนตรี มาลงทะเบียนเป็น Voter ลงคะแนนโหวต จนได้รายชื่อ Nominee ในแต่ละสาขารางวัลมาแล้ว ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการลงคะแนน เพื่อค้นหาว่าใครกันที่จะคว้ารางวัลในปีนี้ไป

    และก่อนจะไปลุ้นผู้ชนะในงานประกาศรางวัลที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ ONE BANGKOK FORUM แล้ว ทางงานยังมีการจัด SOT Music Awards Week ที่ชวนทุกคนเดินทางไปทั่วไลฟ์เฮ้าส์ในกทม. เพื่อไปรับชมคอนเสิร์ต 'โสต สด สด' ที่ศิลปินหน้าใหม่จะมาบรรเลงเพลงที่ได้เข้าชิงให้ฟังกันแบบสดๆ กันอีกด้วย นี่จึงไม่ใช่แค่งานประกาศรางวัลทั่วๆ ไป แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เหล่าศิลปินและผู้คนในแวดวงดนตรีได้เล่ามุมมองที่พวกเขามีต่อกันและกัน และทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกันขึ้นอีกไม่น้อย

    นอกจากความตื่นเต้นที่ได้เห็นรายชื่อของ Nominee ในแต่ละสาขาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สะดุดตาเราทันทีที่เห็น คือ สีสันและดีไซน์ของโลโก้และ Key Visuals ภายในงานนี้ ผลงานโดยทีม Pink Blue Black & Orange (PBB&O) บ้านของนักออกแบบมือรางวัลที่มักสร้างสรรค์งานออกแบบที่เข้าใจง่าย ดีไซน์สวย และอุดมไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังอยู่เสมอ

    เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนน่าจะเคยเห็นงานของ PBB&O ผ่านตามาบ้าง พวกเขาเป็นองค์กรที่เริ่มต้นจากการออกแบบสิ่งพิมพ์ ก่อนจะขยับขยายไปสู่การออกแบบที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่นิทรรศการ งาน interactive แบรนด์ดิ้ง วิดีโอ แอนิเมชั่น ฯลฯ จนยืนระยะมาร่วม 20 กว่าปี ล่าสุด พวกเขาก็สร้างความสนุกให้กับชาวกทม. ด้วยการออกแบบ Key Visuals ในงาน Bangkok Design Week 2025 และนิทรรศการ The Making of Design Week 2025 ที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างจนพาให้ยอดผู้เข้าชมงานในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

    แม้จะอยู่ในแวดวงสร้างสรรค์และทำงานมาหลากหลาย ในฐานะนักออกแบบ สยาม อัตตะริยะ ผู้เป็น Design Director และ Senior Designer อย่าง โอม-ปพุทธ นิ่มเชื้อ กลับเอ่ยปากตั้งแต่ต้นว่า SOT Music Awards เป็นอีกหนึ่งงานที่พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและลงแรงกับมันไม่น้อยเลยทีเดียว

    "ในฐานะคนที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีเต็มตัวนัก เรานิยามตัวเองเป็นแค่คนฟังเพลง นี่จึงเป็นงานที่ผมและน้องๆ ในทีมทำการบ้านกันเยอะ เราเริ่มต้นจากโจทย์ของทางงานว่า งานนี้มีชื่อย่อว่า SOT ทางทีมที่บรีฟก็ทำการบ้านมาให้เราด้วยว่า ในโลกนี้มีรางวัลอะไรบ้าง แล้วงาน SOT อยากจะอยู่บริเวณไหน มีบรรยากาศในงานประมาณไหน มีการเดินพรมแดงไหม เป็นงานกาล่าดินเนอร์ หรือ มีความสบายๆ หน่อย พอเห็นว่าทีมงานต้องการภาพงานประกาศรางวัลแบบไหน เราก็กลับไปทำการบ้านจนได้ไอเดียหลักออกมา" สยามเล่าให้ฟังถึงสารตั้งต้นของโปรเจกต์นี้ ก่อนจะเล่าต่อถึงกระบวนการทำงานระหว่างทาง

    "เราลงแรงกับพาร์ทนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะเราต้องการทำความเข้าใจกับภูมิทัศน์ของลูกค้า ภูมิทัศน์ของโลก เราศึกษาว่า แต่ละงานเขามีรูปแบบยังไง แอพพลิเคชันแต่ละอันคนใช้กันยังไง โปรโมชั่นจากค่ายสตรีมมิ่งต่างๆ เขาทำโปรโมทแบบไหน พอเราเข้าใจภาพกว้างของแวดวงนี้ มันก็ทำให้เราสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น มากกว่าการที่เปิดคอมมานั่งออกแบบเลย แล้วค่อยคิดว่า ชอบหรือไม่ชอบ เราอยากทำงานที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกหรือความเชื่อมโยงบางอย่างให้กับโจทย์ที่ได้มา

    "ต้องยอมรับว่าอาชีพของเราทำงานกับความคาดหวัง บางครั้งลูกค้าก็มีภาพในหัวอยู่แล้ว และงานนี้คณะทำงานคนจะเยอะมากเวลาประชุม เราเองก็กังวลว่า ถ้าเรามีเวลาน้อย เราก็ควรจะมีดีไซน์หลายๆ แบบให้ลูกค้าได้เลือก อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ แค่นี้ก็เป็นประโยชน์กับเราแล้ว แต่พอคนเยอะ ก็เริ่มมีหลายความชอบ หลายสไตล์ อันนี้ก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องบาลานซ์ความชอบของลูกค้าหลายๆ คนให้ได้"


Every culture.. has its sound.
Every generation.. has its anthem.
And today - Thailand… is ready to be heard.

Music is not just entertainment.
It's identity. It's memory.
It's the pulse of who we are.

    ประโยคข้างต้นปรากฎขึ้นบนพรีเซนต์ที่โอมเปิดประกอบระหว่างการพูดคุย พวกเขามองว่า SOT ไม่ใช่แค่รางวัล แต่เป็นตัวแทนของเสียงและจังหวะชีพจรของคนในประเทศไทย

    "ในงานชุดนี้ เราเสนอดีไซน์หลายแบบภายใต้โจทย์เดียว คือ การมาเยือนของเสียงเพลงสร้างอิมแพ็กอะไรให้กับโลกบ้าง เราเชื่อว่า เสียงก่อให้เกิดบางสิ่งเสมอ ก่อนจะมีเสียงเพลง โลกตกอยู่ในความเงียบมาก่อน ทุกสิ่งสงบนิ่ง แต่พอมีเสียงหรือเพลงดังขึ้น มันทำให้เกิดความเคลื่อนไหว เกิดความแตกต่าง มันมีความไพเราะ ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา พออารมณ์ของเราถูกกระทบ เราอาจจะรู้สึกอยากเต้น อยากร้องตาม อยากขยับตัว เราเลือกหยิบคุณสมบัติของเสียงเพลงในลักษณะนี้มาถ่ายทอดเป็นภาพที่รับรู้ได้ด้วยสายตา จนได้เป็นโลโก้ที่ดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าเรียบง่าย แต่พอถูกกระทบด้วยเสียง มันก็จะสั่นไหวไปมา บางทีอาจจะบิดเบี้ยวเหมือนคลื่นน้ำ อาจจะสั่นไหวจนเกิดความไม่ชัดเจน หรือขยับตัวจนกระจายเป็นรูปร่างต่างๆ"

    "ในฐานะนักออกแบบ เราต้องมองให้ทะลุว่า งานชุดนี้จะถูกใช้นำเสนอในรูปแบบไหนบ้าง มันต้องอยู่บนป้ายไหม ต้องใช้สกรีนเสื้อหรือเปล่า ถ้าอยู่แบ็คดร็อปหน้าตาจะเป็นยังไง เราก็ไปหาข้อมูลมา พอเห็นว่ายุคนี้คนส่วนใหญ่มักจะดูสื่อผ่านจอ ผ่านสตรีมมิ่ง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มันทำให้เรารู้ว่า โลโก้ไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งๆ มันสามารถเคลื่อนไหวได้ ขยับตัวได้ ลงเป็นวิดีโอก็ได้ "

    และนั่นจึงเป็นที่มาของการขยับขยายตัวของโลโก้ SOT Music Awards ที่แปรเปลี่ยนไปตามพื้นที่ต่างๆ ขณะที่ Key Visuals ในงานของปีนี้ ทางทีมก็ได้หยิบกิมมิกเล็กๆ อย่างฟอร์มของปุ่ม PLAY มาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร ด้วยกลุ่มสีที่ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น อย่างสีตระกูล RGB

    "เราชอบที่สีมันสดกระแทกตา เหมือนผ้าแพรผูกต้นไม้ มันไม่ต้องประนีประนอมกันแล้ว" สยามเสริมพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนพูดต่อว่า "งานนี้เราเสนอแบบกันหลายรอบ แต่หลักๆ จะเป็นการปรับดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ปรับฟอร์มต่างๆ ให้ลงตัว งานกราฟิกก็เหมือนงานคราฟต์แขนงหนึ่ง มันต้องใช้เวลากว่าจะได้งานที่ถูกใจทุกคน"

    นอกจากจะได้ออกแบบ Key Visuals แล้ว อีกหนึ่งภาคส่วนที่พวกเขาสนุกกับการทดลองไม่น้อย คือ การออกแบบถ้วยรางวัลของงานนี้

    "นี่เป็นการออกแบบถ้วยรางวัลครั้งแรกของผมเลย ผมว่ามันยากนะ ยากเพราะความคาดหวังของลูกค้าและผู้ชมมากกว่า เราเชื่อว่าแต่ละคนมีภาพไม่เหมือนกัน มีความชอบไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผมชอบทำงานสนุกๆ อย่าง ตอนออกแบบถ้วยรางวัล ดีไซน์แรกเราอยากได้เป็นศาลพระภูมิ แตรรถสิบล้อ เพราะมันเป็นฟอร์มที่ดูไทยมากๆ แต่โดนน้องๆ ปัดตก" สยามหยุดหัวเราะ "เราก็ไปขอว่า เห้ย ขอเสนอไอเดียนี้ด้วยได้ไหม เราชอบความศักดิ์สิทธิ์ ชอบอะไรที่เกี่ยวกับความเชื่อ เราอยากได้บ้านเจ้าที่เป็นลำโพง เป็นตัวแทนของ Sound of Thailand"

    "เราพยายามเลือกดีไซน์ที่อาจจะไม่ได้เท่มากนัก เพราะเรารู้สึกว่าคนไทยเป็นคนสนุกนะ และคนไทยเราติดเหน่อ บางทีอยากจะเท่ แต่ก็เท่ไม่สุด มันยังมีความตลก มีความสบายๆ อยู่ เราอยากโชว์คาแรกเตอร์นี้ออกมา แต่พอทำสนุกแล้ว ก็ต้องมาบาลานซ์ว่า คนจะมองว่า รางวัลมันไม่มีค่าพอหรือเปล่า เรากลัวคนจะไม่ตลกกับเรา แต่พอดีว่า ทางพี่จ๋อง (พงศ์นรินทร์ อุลิศ หัวเรือใหญ่ของ Cat Radio) ยังอยากได้ไอเดียแรกที่เป็นหูเนอะ ก็ปรับมาจนกลายเป็นแบบล่าสุด ที่มีทั้งหูและโลโก้อยู่ในถ้วยรางวัล"

    "และมันเอามาวางคู่กับหูได้ด้วย เหมือนเป็นรางวัลที่ได้มาจากการฟังจริงๆ" โอมเสริมต่อ ก่อนจะเล่าถึงพาร์ทที่สนุกและลุ้นที่สุดในงานนี้ อย่าง การสลักชื่อผู้ชนะในสาขาต่างๆ ซึ่งพวกเขากำลังใจจดใจจ่อรอให้มาถึงในเร็วๆ นี้ "มันเป็นสิ่งที่ทีมทำงานและฝั่งเราคุยกันมาตลอดว่า เราจะสลักชื่อของผู้ชนะยังไงดี เพราะเราเองก็ต้องรอผลคะแนนเหมือนกัน ส่วนตัวทีมก็อยากจะให้ศิลปินได้ถ้วยรางวัลกลับไปเลยตั้งแต่วันงาน พอหาข้อมูลไปมา เราก็เจอว่ามีเครื่องที่สามารถใช้ความร้อนสลักชื่อในเวลาแค่ 30 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเราสามารถเตรียมทีมที่เชี่ยวชาญไปทำให้เราที่หน้างานได้เลย"

    "พูดตรงๆ ตอนเห็นเครื่องนี้ครั้งแรก ผมอยากได้เลย ความรู้สึกเหมือนเด็กเห็นของเล่น มันเป็นอะไรใหม่ๆ ที่เราได้เรียนรู้ระหว่างทางเหมือนกันครับ" สยามเสริม

    ในฐานะนักออกแบบมืออาชีพที่สะสมประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ มาหลายปี สยามเล่าว่า มีสามสิ่งที่พวกเขายึดถือไว้เป็นเสาหลักที่ใช้ในการออกแบบ

    "เป้าหมายการออกแบบในฐานะมืออาชีพสำหรับพวกเรา อย่างแรก คนต้องดูงานเรารู้เรื่อง ต่อมาคือ ทำยังไงก็ได้ให้งานน่าสนใจจนคนหยุดดู สุดท้าย เราหวังว่างานของเราจะทิ้งอะไรบางอย่างให้คนดู เช่น อารมณ์ความรู้สึกที่เขามีต่องาน หรือถ้าลึกไปกว่านั้น เราอยากให้เขามีการโต้ตอบกับงานของเรา เช่น 'ชอบมากเลยว่ะ กดแชร์ให้เพื่อนดูดีกว่า' หรือถ้าเป็นแคมเปญที่เรียกร้องให้เขามาที่หน้างาน เราก็อยากให้คนที่เห็นรู้สึกอยากออกจากบ้านมาเจอกัน อย่างตอน BKKDW 2025 งานออกแบบของเราก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ ยิ่งพอได้ทางทีมโปรโมทมาช่วยอีกแรง ทำให้มันเห็นจริงๆ ว่าคนมาเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนๆ นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีมากครับ"

    "เวลามีคนบอกว่าเราคิดค่าออกแบบแพง เรามักจะบอกเสมอว่า งานของเราช่วยคุณประหยัดค่าโฆษณาต่างๆ ได้นะ เพราะงานออกแบบสามารถดึงดูดผู้คนได้ มันวัดผลแบบออแกนิกได้จริงๆ"

    การได้ใช้เวลาพูดคุยกับทีม PBB&O ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจเบื้องหลังที่พวกเขามีต่องานประกาศรางวัลในครั้งนี้ และนี่เป็นเพียงแค่ภาคส่วนเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ลงแรงให้กับงานประกาศรางวัล SOT Music Awards ในครั้งนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่ให้กับผู้คนในอุตสาหกรรมเพลงได้มาพบปะกัน ร่วมกันสร้างมาตรฐานด้านคุณภาพให้กับอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศ ก่อนจะนำไปสู่การเติบโตในระดับสากลในอนาคตอีกด้วย

    สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดการประกาศรางวัลของงานนี้ได้ทางเพจ SOT Music Awards

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง