10 ศิลปิน กับบทเรียนการเมือง ปี 2557

    เรื่องนี้อยู่ในช่วงเวลาก่อนรัฐประหารเดือนมิถุนายนโดย คสช. ในปี พ.ศ. 2557

    ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น เป็นห้วงเวลาที่ม็อบ กปปส. กำลังยืดเยื้อ ความรุนแรงเริ่มปรากฏ บรรยากาศทั้งออนไลน์และออฟไลน์กำลังคุกรุ่น ในตอนนั้นทีม happening ตัดสินใจทำสกู๊ปขนาดยาวเรื่อง '88 ศิลปิน สรุปบทเรียนเรื่องการเมือง' ลงนิตยสาร เป็นการสัมภาษณ์ผู้คนในแวดวงศิลปะและบันเทิง จำนวน 88 คน ถึง 'บทเรียน' ทางความคิดที่พวกเขาได้รับ ท่ามกลางความวุ่นวายและขัดแย้ง ศิลปินที่เราเลือกสัมภาษณ์มีทั้งคนที่ไม่เคยแสดงความเห็นทางการเมือง และคนที่แสดงความเห็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่องชัดเจน บางคนตอบกระชับสั้น บางคนตอบยาวเหยียด น่าสนใจตรงที่พอตั้งโจทย์ในการสัมภาษณ์เป็นเรื่อง 'บทเรียน' ก็กลายเป็นว่าเราได้รับความเห็นและความคิดที่ปราศจากอารมณ์ เก็บไว้เพียงการใคร่ครวญ

    เวลาล่วงผ่านมาถึงปี 2562 สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาประทุ ความเห็นแย้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์กลับมาระอุอีกครั้ง ทีม happening ย้อนกลับไปอ่านสกู๊ปชิ้นเก่า แล้วพบว่าหลาย 'บทเรียน' ยังคงดูร่วมสมัย มีบทเรียนของศิลปินหลายท่านที่เป็นประโยชน์พอที่จะเอากลับมาให้อ่านกันในวันนี้ เราจึงขอเลือกเอาถ้อยคำของศิลปิน 10 คนที่เคยพูดในวันนั้นกลับมาให้อ่านกันอีกครั้ง

    ย้ำอีกทีว่า ถ้อยคำเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาเคยพูดกันในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน และแน่นอนว่าไม่ใช่อนาคตหรือตลอดไป เพราะผู้คนย่อมเปลี่ยนความคิดกันได้เสมอ แต่เราเอามาเผยแพร่เพราะคิดว่าเป็นบทเรียนและเป็นความคิดเห็นที่ควรค่ารับฟัง

    และหวังว่าจะเป็นการติวเตรียมความพร้อม เพื่อจะไม่มีใครต้องสอบตกซ้ำๆ กับบทเรียนเหล่านี้ เท่านั้นเอง

พิยะดา หาชัยภูมิ (หมอเอิ้น)

จิตแพทย์, นักแต่งเพลง, นักเขียน

    "การฟังที่อันตรายที่สุด คือการฟังเฉพาะสิ่งที่เราอยากได้ยิน"

วรรณแวว หงส์วิวัฒน์

ผู้กำกับภาพยนตร์, คนเขียนบท, ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ, หนึ่งในทีมเขียนบท ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

    "บางทีก็สงสัยเหมือนกันว่าเรื่องการเมืองมันอะไรนักหนา เราถึงเอามาคุยกันอย่างเรื่องธรรมดาไม่ได้หลังจากที่คิดและคุยกับตัวเอง วรรณสรุปว่า การเมืองมันเป็นเรื่องที่มากกว่าเราชอบไม่ชอบอะไร แต่เป็นเรื่องที่ลึกไปถึงวิธีคิด การมองโลก ความเชื่อ การให้คุณค่า และทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบรวมเป็นเราแต่ละคนในทุกวันนี้ เพราะงั้นถ้าคุยเรื่องนี้แล้วมีความเห็นต่าง เราจะปฏิเสธโดยอัตโนมัติ และมันเป็นเรื่องยากมากที่เราจะเปลี่ยนความเชื่อด้วย เพราะการเปลี่ยนทีนึงนี่เท่ากับอีโก้ของเราสั่นสะเทือน ความเป็นตัวตนของเราล่มสลาย และมันจะเกิดอาการเสียเซลฟ์ขึ้นมา

    "แต่เมื่อโลกโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยวัฒนธรรมการแสดงออก เราก็อยากแสดงจุดยืนของเราเป็นธรรมดา จึงเกิดการฟาดฟันทางความคิดเห็น จนบางทีพบว่าเฟซบุ๊กมันเดือดพล่านมาก ซึ่งถ้าเราแวดล้อมไปด้วยคนคิดต่าง เราก็จะรู้สึกเศร้าและอึดอัดใจ แล้วกับเพื่อนบางคนที่เรานับถือเขา รักเขา เราก็จะเฟลขั้นหนัก เหมือนคนอกหัก แต่... เราทำอะไรไม่ได้นะ เราไม่ได้ฉลาดหรือมีข้อมูลลึกและรอบด้านพอที่จะไปพยายามเปลี่ยนความคิดใคร เลยใช้วิธีคิดกับตัวเองว่าถ้าตัดเรื่องการเมืองออกไป เรายังอยากมีเขาอยู่ในโคจรของชีวิตอยู่ไหม ถ้าคำตอบคืออยาก เพื่อนเราก็เป็นคนน่าคบคนหนึ่งนะ ก็อย่าไปคิดมาก เราแค่เว้นวรรคการสื่อสารไว้บางเรื่องก็พอ อย่าให้รุนแรงถึงขั้นอันเฟรนด์กันเลยดีกว่า เพราะวันข้างหน้าที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว เราจะมาเสียใจทีหลังเปล่าๆ

    "ส่วนตัวคิดว่า การสนทนาทางการเมืองทำได้ถ้ามีใจกว้างพอ แต่คุยกันแบบเห็นหน้าได้ยินเสียงดีกว่า เพราะน้ำเสียง การฟัง และมิตรภาพ จะเป็นตัวกันกระแทกชั้นดีที่ไม่ทำให้เราใช้อารมณ์นะ แน่นอน บางคนบอกว่าการพิมพ์ทำให้จัดลำดับความคิดได้ดีกว่า แต่วรรณว่ามันแข็งไป มันเหมือนเวลาเราตั้งสเตตัสเราจะเดือด และรู้สึกว่า 'เฮ้ย กูอยากพูดสิ่งนี้เดี๋ยวนี้' แต่บางทีพอตั้งสเตตัสไปแล้ว 5 นาที เราก็จะกลับมาคิดกับตัวเองว่า เราจะพูดสิ่งนี้ทำไมวะ มันไม่ได้ทำให้สถานการณ์นอกเฟซบุ๊กดีขึ้นเลย ลบดีกว่า หรือเวลาเห็นเพื่อนโพสต์อะไรที่ขัดกับจุดยืนของเราแล้วมันเคือง อยากจะคอมเมนต์ อยากจะฉะมันซะเดี๋ยวนี้ แล้วก็รัวแป้นพิมพ์ออกไป ภาษาเขียนและการอยู่ในโลกที่ไม่เห็นหน้าคู่สนทนาทำให้เรา 'กล้า' ที่จะกระแนะกระแหนเสียดสีได้มากกว่าปกติ ซึ่งมันไม่น่ารักเลย"

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

นักเขียน, นักวิจารณ์, นักแปล, อดีตบรรณาธิการบริหาร The Hollywood Reporter Thailand, ผู้เขียนหนังสือ เสมอมา-ตลอดไป และ มรดกตกผลึก

    "เราก้าวหน้าในการแสดงความคิดเห็น แต่เราล้มเหลวในการรับฟังกัน"

อังคาร จันทาทิพย์

กวี, เจ้าของหนังสือ 'หัวใจห้องที่ห้า' รางวัลซีไรต์ปี 2556 และ 'ระหว่างทางกลับบ้าน' รางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2562

    "ระบอบ' กับ 'คน'
อีกหนึ่งหน ต่างฝ่ายเห็น เป็นปัญหา
รอสรุป ทุบและเถือ เลือดเนื้อ น้ำตา
สูญเสียไปเพื่อได้มา สมค่าควร?!'

พงศ์เทพ อนุรัตน์

กราฟิกดีไซเนอร์, นักแสดงเจ้าของบทบาท 'ผู้ชายลันล้า' ในภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง

    "เหตุความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นจาก 'คน' ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกต้อง เต็มที่และมีคุณธรรม นี่แหละครับ มีแค่นี้เอง!!!"

วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

ช่างภาพ, ศิลปินเซรามิก, ศิลปินศิลปาธร สาขาการออกแบบ ประจำปี 2553

    "เรามีภาพมายา (illusion) และความจริง (reality) ที่แตกต่างกัน และยังไม่มีใครพร้อมที่จะหาความจริงร่วมกัน"

วลัยกร สมรรถกร (ต้องการ)

นักวาดการ์ตูน, ผู้เขียนหนังสือ กล่อง ความทรงจำ ที่วาดด้วยสีน้ำจากดอกไม้ทั้งเล่ม

    "สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวดก็คือ ศึกแห่งการแตกแยกภายในนั้นหนักหนาสาหัญกว่าศึกจากภายนอกอย่างไม่มีอะไรเทียบได้ คนที่คิดค้นการแบ่งแยกในครั้งนี้ชาญฉลาดและประสบความสำเร็จสูง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพี่น้องเพื่อนฝูงที่รักใคร่กันมานานนับสิบๆ ปี คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่แค่อยู่คนละฟากของทัศนคติทางการเมือง ความคิดกลับแยกไปคนละทางอย่างตรงข้ามและดูเหมือนจะไม่มีวันบรรจบกันได้เลย เรื่องเดียวกันคิดกลับกันคนละด้านอย่างสิ้นเชิง สารภาพว่ายากนักที่จะไม่มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวเกิดขึ้น เมื่อเห็นคารมเชือดเฉือนจากอีกฝ่าย

    "ทุกวันนี้ได้แต่พยายามประครองใจให้รักษาสิ่งที่สำคัญและไม่เป็นมายาเช่นเรื่องการเมือง แต่ก็ยังต้องมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนโดยทั้งใช้สมองและหัวใจคิด"

ตวัน ชวลิตธำรง (ปอย Portrait)

นักร้อง, นักแต่งเพลง, เจ้าของเพลง โลกที่ไม่มีเธอ, ขอดาว และ เจ็บจนไม่เข้าใจ

    "การรับข่าวสารเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้วิจารณญาณในการแยกแยะสูงกว่าที่ทุกคนคิดไว้มาก การเสพข่าวข้างเดียวมีจริงและเป็นอันตรายมาก การรับข่าวสารที่ถูกปรุงแต่งจะทำให้เกิดความเกลียดชังได้ง่าย และตราบใดที่ความคิดของเรายังถูกขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชัง การหาทางออกที่ทุกฝ่ายจะยอมรับนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"

ปราบดา หยุ่น

นักเขียน เจ้าของสำนักพิมพ์ ไต้ฝุ่น และผู้เขียนรวมเรื่องสั้น ความน่าจะเป็น ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2545

    "ท่ามกลางความขัดแย้งและการแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรง และไม่มีทีท่าว่าจะมีทางออกร่วมกันในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวคงต้องบอกว่าอึดอัดระคนเศร้า เพราะคิดว่าหากสังคมยืนอยู่บนเหตุผล กติกา และความยุติธรรมจริงๆ ปัญหาแบบนี้แก้ไขได้อย่างสันติ และยิ่งจะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างแข็งแรง แทนที่จะตกอยู่ในหลุมแห่งความเกลียดชังและมีผู้คนบริสุทธิ์เสียชีวิต

    "แต่ถ้ามองภาพจากระยะห่าง คิดว่าทุกการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องผ่านยุคสมัยและบรรยากาศเช่นนี้ โดยหากมองในแง่ดีก็อาจทำให้สังคมไทยหลุดพ้นจากปัญหาเก่าๆ ได้ในสักวันหนึ่ง ที่แน่ๆ คือมันได้ทำให้คนไทยรุ่นใหม่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากขึ้น และมีการถกเถียงประเด็นทางสังคมกันมากขึ้นในระดับวันต่อวันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    "ได้แต่หวังเพียงว่าความสูญเสียที่สังคมไทยต้องแลกเพื่อการก้าวข้ามครั้งนี้จะไม่มากจนทำให้ทุกอย่างกลับกลายเป็นล้าหลังกว่าเดิม"

เทพ โพธิ์งาม

นักแสดง

    "คนไทยสบายมามากแล้ว ไม่รู้อันไหนผิด ไม่รู้อันไหนถูก มึงน่าจะคิดได้แล้ว ถ้าคิดไม่ได้ก็เรื่องของมึง บ้านเมืองฉิบหายก็เพราะพวกนี้ รู้ชั่ว-รู้ชอบ มึงน่าจะรู้แล้ว เอาตรงที่ว่าทำยังไงให้ส่วนรวมสบาย พอแล้ว! กูไม่ได้อยู่ข้างไหน แต่พูดตรงๆ ปฏิรูปก่อนเถอะ-ไอ้ฉิบหาย กูว่าถูกนะ ไม่รู้มึงว่าไง ให้มึงรู้เองดีกว่า เจ็บขึ้นมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็รู้'


หมายเหตุ

ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความนี้ เช่น รูปหรือข้อความ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

วิภว์ บูรพาเดชะ

ผู้ก่อตั้งนิตยสาร happening, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening, กรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc), นักเขียน, นักแต่งเพลง, นักฟังเพลง และนักอ่านตัวยง