รวมเรื่องสั้น 22 เล่มบนเวทีซีไรต์ 2563 ที่บอกเราว่าตอนนี้เรื่องสั้นไทย ไปไกลแค่ไหนแล้ว

    อาจบอกได้โดยไม่ขัดเขินว่าสำหรับแวดวงวรรณกรรมไทยแล้ว ปี 2563 ถือเป็น 'ปีของเรื่องสั้น' เพราะเป็นปีที่มีเวทีประกวดเรื่องสั้นเปิดและเกิดขึ้นมากมาย รางวัลเจ้าประจำอย่าง พานแว่นฟ้า หรือ นิตยสารราหูอมจันทร์ ยังเปิดโอกาสอย่างแข็งขันสม่ำเสมอ ในขณะที่พื้นที่ออนไลน์อย่างเพจ ช่างเขียนพยัญชนะ ก็เริ่มได้รับการยอมรับจากนักเขียนทุกรุ่น มีรางวัลเฉพาะกิจ (อย่างการประกวดเรื่องสั้นในประเด็น โควิด-19) แต่ที่เรียกความสนใจในหมู่นักเขียนและนักอยากเขียนได้อย่างมหาศาลก็คือเวทีใหม่หมาดอย่างการประกวดเรื่องสั้นของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่มีเงินรางวัลให้ผู้ชนะสูงถึง 300,000 บาท
    และโดยบังเอิญ รางวัลเก่าแก่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงนักอ่านอย่างรางวัลซีไรต์ ก็วนมาถึงปีที่เป็นการประกวดหนังสือรวมเรื่องสั้นพอดี ปีนี้มีหนังสือรวมเรื่องสั้นส่งเข้าร่วมประกวด 40 เล่ม (รวมมาจากในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา) ถือเป็นจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่เคยอยู่ในระดับ 60-70 เล่มมาแล้ว แต่ที่น่าตื่นใจคือ ดูจากชื่อชั้นและคุณภาพของรวมเรื่องสั้นที่อยู่บนเวทีซีไรต์ปีนี้แล้ว ถือว่าเป็นปีที่ดุเดือดมากๆ ครั้งหนึ่ง!
    จากรายชื่อนักเขียนแล้ว นี่คือปีที่มีนักเขียนซีไรต์ถึง 5 คนส่งงานมาร่วมประกวด มีนักเขียน 'ซีรอง' หรือคนที่เคยผ่านเข้ารอบช็อตลิสต์ซีไรต์อีกหลายคน มีศิลปินศิลปาธร มีนักเขียนมือรางวัลต่างๆ ทั้ง SCG Young Thai Artist, นักเขียนช่อการะเกด, นักเขียนรางวัลพานแว่นฟ้า, รางวัลรพีพร, รางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และนักเขียนที่เคยผ่านเวทีรางวัลอีกมากมายที่ส่งงานมาชุมนุมกันอย่างน่าตื่นใจ นักเขียนที่คร่ำหวอดในวงการมายาวนานบางคนยังออกงานรวมเรื่องสั้นในปีนี้เป็นเล่มแรกก็มี นี่ยังไม่นับนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรงหลายรายที่ผ่านการปั้นของสำนักพิมพ์ที่เอาจริงเอาจังกับวรรณกรรมในแนวทางของตัวเองอย่างสำนักพิมพ์สมมติ และสำนักพิมพ์ P.S. ซึ่งล้วนแต่กำลังมาแรงในแวดวงนักอ่านนักเขียนอีกด้วย
    ทีม happening ไล่อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้น 40 เล่มที่ส่งเข้าชิงรางวัลซีไรต์ในปีนี้ แล้วเลือกเล่มที่เราคิดว่าควรได้รับการพูดถึงมาแนะนำจำนวน 22 เล่ม เพราะไม่ว่าเล่มไหนจะได้ซีไรต์ หรือถูกเอ่ยถึงใน Short List หรือ Long List ของรางวัลซีไรต์ปี 2563 ก็ตาม แต่อย่างที่บอก เราคิดว่าปีนี้เป็น  'ปีของเรื่องสั้น' และหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ออกมาในช่วงปีนี้ (หรือก่อนหน้าปีนี้สักหน่อย) ก็มีหลายเล่มที่ล้วนน่าหยิบยกมาแนะนำและถูกพูดถึงในความดีงามเฉพาะตัวของแต่ละเล่มจริงๆ
    ถือว่าบทความนี้เป็น Long-Long List ในแบบฉบับของทีมแฮพฯ ก็ว่าได้
    เอาเป็นว่าถ้าใครสามารถตามหามาอ่านได้หมด (หรือเกือบหมด) ทั้งลิสต์ของเราแล้วล่ะก็ น่าจะได้เห็นภาพอันแจ่มชัดของ 'เรื่องสั้นไทยร่วมสมัย' ที่เราคิดว่ากำลังน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อยเลยล่ะ

'24 ชั่วโมง' โดย แพรพลอย วนัช (สำนักพิมพ์นาคร)
    รวมเรื่องสั้นเล่มแรกของนักเขียนหญิงหน้าใหม่มาแรง เจ้าของนิยายรางวัลแว่นแก้ว (รองชนะเลิศอันดับ 1) จาก 'อุโมงค์ดอกไม้' และรางวัลกนกพงศ์ สงสัมพันธุ์ (รองชนะเลิศ) จากเรื่องสั้นชื่อ 'พิซซ่า' ซึ่งมีรวมอยู่ในเล่มนี้ด้วย เรื่องสั้นของ แพรพลอย วนัช วางตัวเองอยู่ระหว่างความใหม่กับความเก่าอย่างลงตัว คือเธอบอกเล่าเรื่องแบบที่มีพล็อตแข็งแรง มีตอนจบที่ชัดเจน และหลายครั้งยังหักมุมได้อย่างน่าตื่นตะลึง แต่ความใหม่ของเธอคือการเล่าเรื่องของคนในสังคมร่วมสมัยที่เราพบเห็นได้ทั่วไปและรู้สึกใกล้ชิดอย่างยิ่ง อย่างเรื่อง 'แชนเดอเลียร์' ที่เล่าเรื่องรสนิยมของปัจเจกได้อย่างน่าสนใจ เรื่องเด่นเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ 'ตุ๊กแก' ซึ่งจับประเด็นแรงๆ อย่างการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัวมาเล่าได้มีชั้นเชิง หนังสือเล่มนี้ยังมีดีกรีรางวัลหนังสือดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2563 และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทเรื่องสั้น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 เป็นประกันอีกด้วย

'2601 ความตายเป็นเพียงแค่ความฝัน' โดย ละเวง ปัญจสุนทร (สำนักพิมพ์โล้พระจันทร์)
    ละเวง ปัญจสุนทร เป็นชื่อที่คุ้นเคยในแวดวงในฐานะนักเขียนมือรางวัลอีกคน งานที่โดดเด่นของเขาคือเรื่องสั้น 'ความตายเป็นเพียงแค่ความฝัน' ได้ประดับช่อการะเกดยอดเยี่ยมจากบรรณาธิการในตำนาน สุชาติ สวัสดิ์ศรี มาแล้ว (ซึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็มารวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย) หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมผลงานคัดสรรค์จากชีวิตการเขียนเรื่องสั้นร่วม 20 ปีของเขา หลายเรื่องเคยผ่านการตีพิมพ์ในช่อการะเกด-นิตยสารเรื่องสั้นสุดเข้มข้น บางเรื่องให้บรรยากาศแบบไซไฟ และบางเรื่องเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ชวนตีความ มีทั้งแบบสมจริงและเหนือจริง มีประเด็นเรื่องการเมืองผสมอยู่กับเรื่องสังคมและการค้นหาผ่านมุมมองของปัจเจก เป็นงานรวมเรื่องสั้นที่ท้าทายนักอ่านด้วยลีลาและรูปแบบอันหลากหลายเล่มหนึ่ง ที่น่ารักก็คือละเวงลงมือวาดภาพประกอบด้วยตัวเองเสียด้วย หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการงานแห่งความรักของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งอย่างแท้จริง

'Fuel Romance เชื้อเพลิงโรมานซ์เว่อร์' โดย อุเทน มหามิตร (สำนักพิมพ์ P.S.)
    อุเทน มหามิตร คือกวีหนุ่มผู้มุ่งมั่นกับงานวรรณกรรมจนมีรางวัลศิลปาธรประจำปี 2563 เป็นตรารับประกัน แม้งานเล่มนี้ของอุเทนจะเข้าข่ายเรื่องสั้น-สั้นมากกว่ากวี แต่ภาษาและพล็อตสั้นๆ อันแปลกประหลาดและชวนสะใจ อ่านสนุก ก็ยังให้อารมณ์ของกวีร่วมสมัยอยู่ไม่น้อย อย่างที่อุเทนเขียนอธิบายงานชุดนี้ว่าเป็น 'อักขระแต่งกลิ่นที่อาศัยอยู่ที่นี่ แอนตี้พล็อตทับศัพท์แทรกแซง เป็นตัวจับโกหกมโนทัศน์ ซึ่งครอบงำทุกซีซั่น และแทรกสลายสเปซจองจำ' นี่คืองานเขียนที่แก้ความเบื่อหน่ายได้ชะงัด และเปิดประสบการณ์ผู้อ่านว่าเพียงเรื่องสั้นแสนสั้นนั้นสามารถพาอารมณ์ของเรากระโดดกระเด้งขึ้นลงและเหวี่ยงไปมาได้ขนาดไหน อ้อ! ภาพประกอบที่อุเทนออกแบบเองยังเข้ากันดีกับสำเนียงในตัวอักษรของเขาจริงๆ

    สั่งซื้อ 'Fuel Romance เชื้อเพลิงโรมานซ์เว่อร์' ได้ ที่นี่


'เป็นอื่นไป' โดย จรณ์ ยวนเจริญ (สำนักพิมพ์ P.S.)
    จรณ์ ยวนเจริญ นักเขียนหน้าใหม่เปิดเล่มด้วยเรื่องสั้น 4 เรื่องที่อลังการงานสร้างสุดๆ คือ 'ชิ้นส่วนแยกขาดไม่ประกอบคืน' เรื่องของฝาแฝดที่มีความหลังแหว่งวิ่น, 'ปรารถนาเป็นเพียงชื่อคน' เรื่องของความสัมพันธ์ซับซ้อนของตัวละครที่หวาดกลัวความสัมพันธ์, 'ห้องเช่าคนตาย' เรื่องของผู้คนหลากหลายที่ใช้ชีวิต-และไม่ใช้ชีวิตอยู่ในตึกให้เช่าเก่าโทรม และ 'ศูนย์-หนึ่ง' เรื่องรักครั้งแรกของเด็กหนุ่มสองคนที่สานสัมพันธ์กันด้วยบทเพลงโฟล์กยุค 70 แล้วหลังจากนั้น เรื่องสั้นเรื่องหลังๆ ของจรณ์ก็เริ่มดาร์กและหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เป็นหนังสือที่สร้างอารมณ์ในการอ่านเหมือนกับการได้พบเจอคนที่บุคลิกจัดจ้าน แต่ยิ่งรู้จักกันก็ยิ่งเผยมุมมืดในจิตใจให้ได้พิศวง จุดเด่นอีกอย่างในงานของจรณ์คือสำนวนที่ทำให้นึกถึง วีรพร นิติประภา หรือ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา แต่มีเรื่องราวและตัวละครที่ดิบห่ามกว่า เศร้าสร้อยกว่า ถือเป็นหนังสือที่ทำให้เราต้องจดจำชื่อนักเขียนที่แปลกๆ ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว-เหมือนงานเขียนของเขา เอาไว้ไม่ลืมเลือน

    สั่งซื้อ 'เป็นอื่นไป' ได้ ที่นี่


'กวีพูด' โดย ฟ้า พูลวรลักษณ์ (สำนักพิมพ์ สมมติ)
    การคาดเดางานเขียนเล่มใหม่ๆ ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสมอ เขาเคยทำให้แคนโต้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เคยพาเราไปนั่งสงบเสงี่ยมครุ่นคิดอยู่ใน 'ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก' กับ 'โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก' แล้วยังเคยสร้างโลกนิยายกำลังภายในของตัวเองที่ทั้งนิ่งสงบและซ่อนคมปรัชญาใน '60 เรื่องสั้นกำลังภายในของฟ้า' มาแล้ว สำหรับ 'กวีพูด' เป็นการรวม 10 เรื่องสั้นที่อธิบายยากไม่ใช่เล่น เอาเป็นว่าส่วนหนึ่งมันเป็นแนวไซไฟ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรูปแบบที่เขาเลือกใช้เพื่อเสนอแนะทางออกของโลกในปัจจุบันในฐานะนักคิดคนหนึ่งมากกว่า ทำให้เราได้อ่านเรื่อง 'สิทธิแห่งการมีชีวิต' ที่เล่าถึงโลกในอนาคตที่โลกต้องจำกัดจำนวนประชากร หรือเรื่อง 'สงครามจักรวาล' ที่เล่าถึงการบุกรุกของมนุษย์ต่างดาวในสายตากวีของฟ้า และยังมี 'ผู้หญิงคือดวงอาทิตย์ โสเภณีคือดวงจันทร์' ที่นำเสนอการแก้ปัญหาโสเภณีด้วยกลวิธีเล่าเรื่องแบบโต้วาที! รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์กวีอยู่หลายเรื่องเช่นกัน ที่แน่นอนอย่างยิ่งก็คือเรื่อง 'กวีพูด' ที่ว่าด้วยเรื่องสถานการณ์และสภาวะของกวีด้วยวิธีนำเสนอแบบการเสวนาเลยทีเดียว

'ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน' โดย ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ (สำนักพิมพ์ เม่นวรรณกรรม)
    นักอ่านวรรณกรรมสายแข็งอาจพอจำได้ว่า ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ คือผู้แปลนิยายระดับตำนาน On the Road ของ แจ็ก เครูแอ็ก ผลงานวรรณกรรมหัวขบวนยุคบีต (Beat Generation) แต่ในความเป็นนักเขียนแล้ว ภู่มณีคือนักเขียนหนุ่มที่ทำงานต่อเนื่องมาแล้วหลายปี เรื่องสั้นของเขามักเล่าเรื่องชีวิตคนหนุ่มสาวที่กำลังค้นหา หลงทาง หรือยังไม่ลืมอะไรบางอย่าง เขาเขียนด้วยภาษาไหลลื่น มักจะมีฉากหลังเป็นเมืองเชียงใหม่ มีเสียงเพลงร่วมสมัยอยู่ในบรรยากาศ ตัวละครพูดคุยเกี่ยวกับวรรณกรรม ภาพยนตร์ ร้านหนังสือ และมีร้านกาแฟเล็กๆ เป็นฉากประจำ รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ของเขาอาจไม่ได้ทะเยอทะยานพูดถึงประเด็นลุ่มลึก อภิปรัชญา หรือมีอะไรท้าทายให้ตีความยากเย็น แต่สำหรับบางคน เรื่องเล่าของภู่มณีเหมือนเรื่องราวของเพื่อนร่วมรุ่น ร่วมยุคสมัย ที่ทั้งคุ้นชิน คุ้นเคย จนอ่านแล้วอยากจะกอดคอหัวเราะหรือร้องไห้ไปด้วยกัน

'ภาพเหมือนของคืนฤดูร้อน' โดย ปันนารีย์ (สำนักพิมพ์ Blueboxhouse)
    รวมเรื่องสั้นอีกเล่มที่มีฉากหลังเป็นเมืองเชียงใหม่ เราจะได้สัมผัสกับชีวิตของตัวละครที่มีชีวิตอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่, กาดหลวง, ถนนคนเดิน และริมทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยควันหมอก ซึ่งทุกเรื่องถูกปกคลุมด้วยความเศร้าที่ก่อเกิดจากความเปลี่ยนแปลง ครอบคลุมด้วยบรรยากาศของความล่มสลายในแง่มุมต่างๆ เรื่องสั้นของปันนารีย์เคยได้ตีพิมพ์ตามเวทีเรื่องสั้นต่างๆ อยู่บ้าง แต่การเอาเรื่องใหม่และเก่ามารวมเล่มในครั้งนี้ก็ทำให้เราได้อ่านหนังสือวรรณกรรมร่วมสมัยที่สามารถฉายภาพชีวิตอันชัดเจนของผู้คนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง รวมไปถึงชนกลุ่มน้อย ที่ขาดโอกาส เฝ้ารอคอยอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยสีสันของชีวิต เป็นงานเขียนของนักเขียนหญิงที่ได้อารมณ์อ่อนไหวแบบหญิงสาว แต่ก็ยังใส่มุมมองทางสังคมแบบนักเขียนหนุ่มเพื่อชีวิตเอาไว้ด้วย

'ผู้คนในโลกภาพฝัน' โดย อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ (สำนักพิมพ์ สมมติ)
    จะเป็นอย่างไรหากโลกเรามีเทคโนโลยีชื่อว่า 'กล่องภาพฝัน' ที่รัฐบาลแจกจ่ายให้กับประชาชน เป็นกล่องที่สามารถทำให้เราเอาภาพจินตนาการมาฉายให้กลายเป็นภาพจริงอยู่รอบตัว เปลี่ยนบ้านเก่าโทรมให้กลายเป็นบ้านในฝัน เปลี่ยนคนจนให้มีไลฟ์สไตล์แบบมหาเศรษฐี และทำให้ผู้คนมีความสุขอยู่กับภาพฝันที่ตัวเองต้องการได้ทุกวันคืน นี่คือไอเดียตั้งต้นในรวมเรื่องสั้นของนักเขียนหนุ่มเจ้าของหนังสือ 'เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น' ที่เคยคว้ารางวัล Young Thai Artist Award และ เซเว่นบุ๊คอะวอร์ด มาแล้ว ใน 'ผู้คนในโลกภาพฝัน' เขาถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากเรามีเทคโนโลยีกล่องภาพฝันจริงๆ กลายเป็นเรื่องสั้นหลายแนว ขุดลึกไปในจิตใจของตัวละครหลายบทบาท ทั้งตำรวจ, จิตแพทย์, นักมวย ไปจนถึงนักการเมือง ว่าภาพฝันที่มาปรากฏในสายตาจะทำให้พวกเขาได้สัมผัสความสุข ความฝัน ความหวัง ความเศร้า และผลประโยชน์อย่างไร ...เป็นโลกสมมติที่สะท้อนความจริงในสังคมและในจิตใจคนได้อย่างชวนติดตามตั้งแต่เรื่องแรกจนเรื่องสุดท้าย

'ในโลกเล่า' โดย วัฒน์ ยวงแก้ว (สำนักพิมพ์ ต้นโมกข์)
    วัฒน์คือนักเขียนมือรางวัลที่เคยชนะเลิศรางวัลพานแว่นฟ้า, รางวัลสุภาว์ เทวกุล, รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม, รางวัลเปลื้อง วรรณศรี, รางวัล Indy Shot Story Award และเคยได้รางวัลรองชนะเลิศและชมเชยอีกเพียบ เขาเคยมีหนังสือ 'บันไดกระจก' เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์มาแล้ว รวมเรื่องสั้น 'ในโลกเล่า' เล่มนี้รวบรวมเรื่องสั้นที่ได้รางวัลเหล่านั้นบางส่วนกับเรื่องสั้นที่เขาเขียนในวาระอื่นๆ มาไว้ด้วยกัน บางเรื่องก็เป็น 'โลกเรื่องเล่า' บางเรื่องก็เป็น 'เล่าเรื่องโลก' ซึ่งจะหมายความว่าอย่างไรคงต้องลองอ่านแล้วตีความกันดู แต่ที่แน่ๆ คือในจำนวนเรื่องสั้น 11 เรื่อง มีเรื่องสั้นที่เราขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ 'จระเข้' (เรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุล), 'นักตกปลา(ลึกลงไปใต้กระแสน้ำ)' และ 'ในสายตาของผู้เฝ้ามอง' (เรื่องสั้นรางวัล Indy Shot Story Award) ซึ่งถือเป็นเรื่องสั้นชั้นเยี่ยมในสายตาของเราจริงๆ อ้อ! ยังมีเรื่อง 'ของเล่น' ที่เล่นล้อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักอ่าน-นักเขียนในระดับที่ไม่น่าจะมีใครเคยทำมาก่อนอีกด้วย

'เด็กชายที่ปลอมตัวเป็นหนังสือ, ดอกไม้ และอื่นๆ' โดย ปะการัง (สำนักพิมพ์ เช้าวันอาทิตย์)
    นักเขียนมือรางวัลอีกราย ที่มีงานเขียนแนวสร้างกำลังใจ ให้แง่คิด และเสริมสร้างเยาวชนมาแล้วหลายเล่ม อย่างเล่ม 'ความสุขผลิใบในทุกเช้า' ก็คว้ารางวัลไปเพียบ แต่ปะการังยังเคยมีเรื่องสั้น 'ภาพถ่ายที่คอมโพสิชั่น (ไม่เคย) ลงตัว' ที่ได้รางวัลชนะเลิศพานแว่นฟ้าซึ่งเป็นการประกวดเรื่องสั้นแนวการเมืองมาแล้วด้วย งานเล่มล่าสุดของเขามาในรูปแบบเรื่องสั้นกึ่งนิทานสำหรับเยาวชน (ซึ่งทำให้เราอยากกลับไปอ่าน 'เจ้าหงิญ' ที่เคยได้ซีไรต์ ประจำปี 2548 อีกสักรอบ) เล่าเรื่องเด็กหลากหลายชีวิต หลายหลากที่มาและที่ไป หลายๆ เรื่องไม่ระบุกาลเวลาและสถานที่ชัดแจ้ง จนได้บรรยากาศแฟนตาซีนิดๆ อยู่เหมือนกัน และแม้จะมีความรื่นรมย์แบบนิทาน แต่สารสาระที่ปะการังแทรกใส่เอาไว้ในเรื่องเล่าทุกเรื่องของเขาก็ทำให้เรามองโลกด้วยดวงตาที่สะอาดและสดใสขึ้น ไม่มากก็น้อย 

'แพรกหนามแดง' โดย แดนอรัญ แสงทอง (สำนักพิมพ์ สามัญชน)
    บอกว่าหนุ่มใหญ่คนนี้เป็นนักเขียนซีไรต์อีกคนหนึ่ง ก็อาจยังไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับการที่เขาเป็นที่ยอมรับในแถบยุโรปถึงขนาดที่ได้รับยศอัศวินในประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว งานของแดนอรัญมีภาษาสวยงาม อลังการ พลุ่งพล่าน และมีพล็อตเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หลายครั้งเป็นเรื่องเล่าระดับตำนานของประเทศ ของชุมชน หรือเอาส่วนหนึ่งของพุทธประวัติมาเล่าใหม่เลยก็มี แต่สำหรับ 'แพรกหนามแดง' ดูคล้ายว่าเขาจะเลือกหยิบเอาประวัติศาสตร์ส่วนตัวในวัยเยาว์และบรรยากาศชุมชนในอดีตของเมืองเพชรบุรีมาเล่า โดยใช้รูปแบบของการเล่าเรื่องในอดีตต่อๆ กันผ่านบันทึกของกลุ่มเพื่อน แม้ว่าแต่ละเรื่องจะมีน้ำเสียงใกล้เคียงกัน มีตัวละครชุดเดียวกัน แถมเรายังไม่แน่ใจว่าจะเรียกงานชิ้นนี้ว่านิยายหรือรวมเรื่องสั้นกันแน่ แต่ก็ต้องยอมรับโดยดุษณีว่าสำนวนของ แดนอรัญ แสงทอง ยังคงนำพาเราโลดโผนโจนทะยานไปกับฉาก เหตุการณ์ ตัวละครอันชวนติดตามได้อยู่นั่นเอง!

'ตรอกคนบ้า และเรื่องสั้นอื่นๆ' โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์ (สำนักพิมพ์ ศิราภรณ์บุ๊คส์)
    นักเขียนหนุ่มใหญ่ที่ปัจจุบันพำนักอยู่ที่สกลนคร พาหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ไปได้รางวัลชมเชยจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2562 มาแล้ว แม้จะไม่ใช่บิ๊กเนมในวงการ แต่หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มที่ 9 ของเขา บ่งบอกว่าธารเอาจริงกับงานเขียนไม่น้อย และมันก็แสดงอยู่ในลีลาการเขียนที่สบายๆ แต่อยู่มือ หลายเรื่องชวนให้เราแวบนึกถึงลีลาแบบ ชาติ กอบจิตติ แม้จะไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้น รวมเรื่องสั้นเล่มนี้สะท้อนแง่มุมแปลกประหลาดและน่าขบขันของมนุษย์ร่วมสมัยได้อย่างมีรสชาติ ตั้งแต่ 'ตรอกคนบ้า' ซึ่งจิกกัดการเมืองไทยแบบกวนอารมณ์ ในขณะที่ 'นักวิ่ง' หรือ 'ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจสุริยจักรวาล' ก็จิกกัดสังคมทุนนิยมได้แบบขำๆ แต่ชวนคิด ตัวละครในบางเรื่องก็มีชะตากรรมและพฤติกรรมพิลึกๆ อย่าง 'ชายผู้ถูกฟ้าผ่าเป็นงานอดิเรก' เป็นต้น เอาเป็นว่านี่คือรวมเรื่องสั้นที่มีความสนุกเฮฮาแบบเฉพาะตัว ยั่วล้อพองาม ไซไฟนิดๆ ดิสโทเปียหน่อยๆ จนต้องนับว่าเป็นรวมเรื่องสั้นที่น่าจดจำเล่มหนึ่ง

'ดอกรัก' โดย ตินกานต์ (สำนักพิมพ์ a book)
    ไม่เคยมีวรรณกรรมรักโรแมนติกเรื่องไหนได้รางวัลซีไรต์ เราจึงอาจฟันธงได้ว่า 'ดอกรัก' ไม่ใช่ทางของรางวัลนี้สักเท่าไหร่ แต่เราก็ขอฟันธงลงไปด้วยว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นเรื่องรักโรแมนติกที่กลมกล่อมเอามากๆ ตัวละครในเรื่องช่างน่าประทับใจ มีความพอดิบพอดี ไม่ฟูมฟายหรือใสซื่อจนเกินงาม ทุกเรื่องที่ร้อยเรียงผ่านดอกไม้ประเภทต่างๆ กลายเป็นมาลัยดอกไม้อันงดงามที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร เคยผิดหวัง มีความหลัง มีบาดแผล มีชีวิตโลดเต้น วูบไหว และอ่อนไหวอย่างน่าติดตามอยู่บนแผ่นกระดาษที่ประดับด้วยภาพประกอบสวยๆ จากฝีมือ WHITE HAT. (นักวาดรุ่นใหม่ที่ถนัดวาดภาพดอกไม้เป็นที่สุด) หลายเรื่องมีสิ่งที่ต้องตีความ หลายเรื่องอาจทำให้นึกถึงเพื่อนของคุณบางคน ถือเป็นรวมเรื่องสั้นในแนวทางโรแมนติกที่ลงตัว สวยงาม และร่วมสมัยมากๆ จนไม่น่าประหลาดใจที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยม ประเภทรวมเรื่องสั้น จากเวทีเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ประจำปี 2562 มาได้

    สั่งซื้อ 'ดอกรัก' ได้ ที่นี่


'มายาคติ' โดย ธารา ศรีอนุรักษ์ (สำนักพิมพ์ Artbook)
    บางคนอาจรู้จักนักเขียนจากแดนใต้ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์อยู่เนิ่นนานปีคนนี้ในนามปากกา ธาร ธรรมโฆษณ์ และบางคนอาจพอรู้ว่าเขาคือนักเขียนรางวัลรพีพรคนที่ 5 หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มที่ 5 ของธารา (ไม่นับบทกวีแล้ววรรณกรรมเยาวชนอีกหลายเล่ม) เป็นชุดเรื่องสั้นที่เป็นดั่งตัวแทนของคนต่างจังหวัด (ส่วนใหญ่เป็นภาคใต้) ที่บางคนก็เข้ามาสร้างตัวตนและฐานะในกรุงเทพฯ ก่อนจะพบกับความแปลกแยกที่กลายพล็อตอันน่าสนใจ อย่างเรื่องสั้นชื่อเดียวกับปกก็ถือเป็นเรื่องสั้นในพล็อตดังกล่าวที่อ่านสนุกครบเครื่องและได้แง่คิด ในขณะที่เรื่องสั้นบางเรื่องอย่าง 'สัตว์น้ำ' และ 'จากเหนือจรดใต้' ก็สะท้อนความเสื่อมถอยของชุมชนคนใต้ได้อย่างชวนให้ใจประหวั่น ใครที่เป็นคนต่างจังหวัดซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ในเมืองกรุงน่าจะอินกับเล่มนี้ไม่น้อย

'รยางค์และเงื้อมเงา' โดย วิภาส ศรีทอง (สำนักพิมพ์ สมมติ)
    ยังจำนิยายซีไรต์เล่มหนา 'คนแคระ' ของนักเขียนคนนี้ได้ไหม เชื่อว่าน้อยคนที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วรู้สึกสนุก หรือกระทั่งบอกได้เต็มปากว่าอ่านแล้ว 'รู้เรื่อง' แต่ก็เชื่อเช่นกันว่าคอวรรณกรรมส่วนใหญ่จะ 'ประทับใจ' และ 'กระทบใจ' ไปกับเรื่องเล่าเนิบนาบทรงพลังเกี่ยวกับชายหนุ่มฐานะมั่นคงที่จับคนแคระมากักขังเอาไว้ในเล่มนั้น มาถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อแปลก 'รยางค์และเงื้อมเงา' งานของวิภาสยังคงบรรยากาศอึมครึม แปลกประหลาด แต่น่าหลงใหลในแบบ 'คนแคระ' ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ให้เล่าพล็อตเป็นแนวทางสักนิดก็มีตั้งแต่เรื่องชีวิตตะเกียกตะกายในหนึ่งวันของซอมบี้สาว, เรื่องของชายหนุ่มที่สำรอกอะไรบางอย่างออกมาหลายครั้งจนสิ่งเหล่านั้นมาประกอบร่างเป็นอะไรบางอย่างอีกที, เรื่องของสาวชาวเขาลึกลับที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองเพื่อค้นหาและสัมผัสกับความปรารถนาล้ำลึกในจิตใจ, เรื่องของชายหนุ่มสองคนที่พากันไปเที่ยวสถานที่ลึกลับในเมืองกรุงฯ และมีกระทั่งเรื่องเล่าภาคต่อของตำนานกรีกโบราณในแบบฉบับของวิภาส ความโดดเด่นของ 'รยางค์และเงื้อมเงา' คือพลังของการเล่าเรื่องขรึมขลังที่สมจริง จริงจัง จนดูเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างที่พร้อมจะกระโดดออกมาจากเรื่องเล่าเรื่องนั้นตลอดเวลา แม้ว่าเรื่องนั้นจะดูสามัญหรือเหนือจริงเพียงใดก็ตาม

'ตะวันออกศอกกลับ' โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (สำนักพิมพ์ มติชน)
    ในช่วงแรกๆ ที่ อนุสรณ์ ติปยานนท์ เริ่มโด่งดังในโลกวรรณกรรม มีคนเรียกเขาว่า 'มูราคามิเมืองไทย' ซึ่งพอจะบอกแนวทางในเรื่องแต่งของอนุสรณ์ได้บ้าง แต่หลังจากนั้นงานเขียนของเขาก็พัฒนาแตกแขนงออกมาจากจุดนั้นจนกลายเป็นแนวทางเฉพาะตัวที่ชัดเจน อธิบายพอสังเขปได้ว่าเป็นงานที่มีความโรแมนติก และมีแง่มุมรวมทั้งข้อมูลต่างๆ ผสมผสานอยู่ในเรื่องแต่ง ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ดนตรี ภาพยนตร์ ความรู้ทางศิลปะ ตลอดจนบรรยากาศของสถานที่ต่างๆ ในประเทศต่างๆ แม้ในงานเล่มนี้อนุสรณ์จะบอกว่าเขาอยากนำเสนอแง่มุมของเรื่องความเป็นตะวันตก-ตะวันออก แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนอีกอย่างในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็คือมุมมองของชายหนุ่มที่เฝ้าตามหาหรือรอคอยอะไรบางอย่าง  ซึ่งมีตั้งแต่ตามหาคนรักที่เดินลงทะเลหายไป ตามหาถ่านไฟฉายสำหรับวิทยุ ตามหาโรงแรมในประเทศไทยที่ วิเวียน  ไมเออร์ เคยพำนัก ไปจนถึงตามหาจิตวิญญาณที่หายไป! เอาเป็นว่าใครกำลังตามหาอะไรบางอย่างในชีวิต บางทีรวมเรื่องสั้นเล่มนี้อาจมีร่องรอยของคำตอบมอบให้ในระหว่างบรรทัด

'You Sadly Smile in The Profile Picture' โดย ธนชาติ ศิริภัทราชัย (สำนักพิมพ์ SALMON.)
    เบ๊น ธนชาติ คือนักเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาเจ้าของหนังสือขายดี 'NEW YORK 1ST TIME นิวยอร์กตอนแรก...' ซึ่งเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตในนิวยอร์กของเขา แต่ในหนังสือเล่มเล็กๆ รูปเล่มสวยงามเล่มนี้เบ๊นลองหันมาเล่าเรื่องแต่งในรูปแบบเรื่องสั้น-สั้น ดูบ้าง ด้วยการเคาะบรรทัดถี่ๆ ที่เล่าเรื่องตัวละครหนุ่มสาวและวัยรุ่นร่วมสมัย ทำให้นึกถึงลีลาแบบการอัพสเตตัสเฟสบุ๊ก ชื่อเรื่องทุกเรื่องถูกตั้งเป็นภาษาอังกฤษ พล็อตส่วนใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนวันนี้ และส่วนใหญ่มีท่าทีเสียดสีพฤติกรรม พิธีกรรม และเทรนด์ต่างๆ แน่นอนว่าคนที่ชอบ 'หมั่นไส้' เรื่องโน้นเรื่องนี้หรือคนโน้นคนนี้ในสังคมไทยอาจจะอ่านแล้วสะใจ แต่หากอ่านแบบไม่เอาอารมณ์สะใจเป็นที่ตั้ง ก็ยังพบว่าหลายแง่มุมที่นักเขียนหยิบยกมาก็ถือว่าน่าถูกตั้งคำถามจริงๆ นั่นแหละ

    สั่งซื้อ 'You Sadly Smile in The Profile Picture' ได้ ที่นี่


'ไร้สัญชาติ และตัวละครอื่นๆ ' โดย บัญชา อ่อนดี (สำนักพิมพ์ บ้านแม่น้ำ)
    นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ที่เคยมีงานหนังสือเล่มออกมาหลายเล่ม และเคยมีนวนิยาย 'เสือตีตรวน' เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์เมื่อปี 2546 มาแล้ว หลังจากที่เคว้งคว้างเพราะถูกให้ออกจากงานประจำที่ทำมาเนิ่นนาน บัญชาหันมาตั้งอกตั้งใจเขียนเรื่องสั้นชุดหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ปรากฏว่ากลายเป็นรวมเรื่องสั้นที่ครบเครื่องเอามากๆ งานของบัญชาชวนให้นึกถึงงานของรุ่นใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติอย่าง จำลอง ฝั่งชลจิตร หรือ อัศศิริ ธรรมโชติ ซึ่งผ่านการเติบโตในยุคเพื่อชีวิต เพื่อสังคม แล้วผ่านเหตุการณ์ในสังคม การเมือง ผ่านชีวิต จนคลี่คลายมาสู่แง่มุมที่ละเอียดอ่อนโดยยังไม่ทิ้งความคมคาย และยังกล้าทดลองวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ ใน 'ไร้สัญชาติ และตัวละครอื่นๆ ' บัญชาเริ่มต้นด้วยเรื่องสั้นที่เขาเขียนถึงงานศพของตัวเอง! ปิดท้ายด้วยเรื่องสั้นที่เป็นห้วงคำนึงแห่งการบรรลุสัจธรรมในยามสนธยาของชีวิต และในระหว่างนั้น เขาก็ทยอยเล่าเรื่องของตัวละครหลากหลาย (แน่นอนว่ามีหลายตัวละครที่เป็นผู้คนยากไร้และขาดโอกาส) บางรายถูกเล่าผ่านสายตาของนักข่าวรุ่นเก๋า บางรายถูกบอกเล่าผ่านสายตาของกวี บางเรื่องตัดสลับด้วยวิธีของนักเขียนบทภาพยนตร์มืออาชีพ มีเรื่องที่ทบทวนประวัติศาสตร์ชาติไทย มีเรื่องบอกเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน แถมยังมีเรื่องสั้นชื่อ 'นัยความพร่าเลือน' ที่เอาความเป็นนักเขียน และรางวัลทางวรรณกรรม (ซึ่งเป็นไปได้ 99.99% ว่าเขาหมายถึงนักเขียนซีไรต์) มาสร้างเป็นตัวละครได้อย่างเจ็บปวดและสะเทือนใจในหลายมิติ ...อย่างที่บอก นี่คือรวมเรื่องสั้นที่ครบเครื่องเอามากๆ เล่มหนึ่งจริงๆ 

'เรื่องราวในหนึ่งวันกับเหตุการณ์ไม่ปกติอื่นๆ' โดย กฤติศิลป์ ศักดิ์สิริ (จัดพิมพ์โดยนักเขียน)
    นักเขียนชื่อคุ้นเคยอีกคนในแวดวงวรรณกรรม มีผลงานต่อเนื่องและสร้างชื่อในเวทีประกวดมาแล้วยาวนาน ขนาดที่รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในเส้นทางชีวิตนักเขียนร่วม 20 ปีของเธอเล่มนี้สามารถโปรยปกได้ว่าเป็น 'ผลงานของนักเขียนหญิงรางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และ รางวัลพานแว่นฟ้า' แถมมีตราหนังสือดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ่วงด้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทเรื่องสั้น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 อีกต่างหาก (ยังไม่นับคำนิยมจากหลายๆ คนในแวดวงที่เขียนถึงเธอไว้ในเล่มนี้อีกด้วย) งานของกฤติศิลป์มีน้ำเสียงและมุมมองของผู้หญิงสูง แต่ก็ไม่ใช่แนวฟุ้งฝัน เธอพูดถึงเรื่องครอบครัว เรื่องสังคม และเรื่องสิทธิสตรี ทุกเรื่องมีพล็อตที่ชัดเจน ตัวละครสมจริง และเป็นเรื่องราวของผู้คนในสังคมปัจจุบัน มีข้อสังเกตว่าหลายเรื่องในเล่มนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับแนวทางของเธอมากๆ เมื่อเทียบกับรวมเรื่องสั้นหลายๆ เล่มที่ออกมาในช่วง 2-3 ปีนี้แล้ว งานใน 'เรื่องราวในหนึ่งวันกับเหตุการณ์ไม่ปกติอื่นๆ' อาจดูเป็นเรื่องสั้นตามขนบ และมีบทสรุปเป็นแนวส่งเสริมจริยธรรมอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คืองานของนักเขียนมืออาชีพที่รู้วิธีการเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่า ในวิธีที่ตัวเองอยากเล่าอย่างแท้จริง

'สาปศิลป์' โดย นภ ดารารัตน์ (สำนักพิมพ์ มติชน)
    รวมเรื่องสั้นที่จับเอาศิลปะมาสะท้อนจิตใจมนุษย์ มีการโยงศิลปะต่างแขนงทั้ง วรรณกรรม, ดนตรี, ภาพวาด, ภาพถ่าย ฯลฯ เข้ามาร้อยเรียงและเป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้นที่มีลีลาหลากหลาย เป็นความพยายามเชื่อมโยงศิลปะต่างสาขาที่ส่งผลถึงกันได้อย่างน่าชื่นชม แม้ว่าชื่อเล่มจะดูไทยเอามากๆ แต่เรื่องราวและตัวละครในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้กลับมีความเป็นสากลสูง จนอ่านเผินๆ เหมือนวรรณกรรมแปลเลยทีเดียว (ไม่น่าแปลกใจหากใครได้รู้ว่า นภ ดารารัตน์ คือนักแปลอิสระที่เคยมีผลงานสายแข็งอย่าง 'เทคโนโยนี: ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์, ฮิสทีเรีย และออร์กัสซั่มของผู้หญิง' และ 'ชาติคืออะไร?' มาแล้ว) ถือเป็นความกล้าหาญที่น่าชื่นชมของสำนักพิมพ์มติชนที่เปิดโอกาสให้กับนักเขียนเรื่องสั้นหน้าใหม่ ในแนวทางที่แปลกใหม่ จนเราอยากให้นักอ่านเปิดโอกาสตัวเองได้ลองอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ด้วยเช่นกัน

'ลิงหิน และเรื่องสั้นอื่นๆ' โดย ภาณุ ตรัยเวช (สำนักพิมพ์ มติชน)
    ภาณุ ตรัยเวช ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวง แต่เป็นชื่อที่สร้างความตื่นใจให้นักอ่านได้เสมอ เขาแจ้งเกิดจาก 'วรรณกรรมตกสระ' ที่ได้รางวัล Young Thai Artist Award ครั้งที่ 1 และเข้าไปถึงรอบสุดท้ายของซีไรต์ปี 2551 หลังจากนั้นเขายังมีงานเข้ารอบสุดท้ายและได้รางวัลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง บทละคร 'สวยแล้ว ที่รัก' ของเขาได้รางวัลบทละครยอดเยี่ยม และละครยอดเยี่ยมสดใสอวอร์ด อีกด้วย และหลังสือขายดีของเขาอีกเล่มคือ 'ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง' ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์เยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เขียนได้อย่างน่าติดตามจริงๆ ในหนังสือเล่มนี้ เหมือน ภาณุ กำลังเขียนจดหมายรักถึงนักเขียนและวรรณกรรมต่างๆ ที่มีอิทธิพลกับตัวเองด้วยการหยิบยืมเอาลีลา สำนวน หรือที่เขาเรียกว่า 'ลมหายใจ' ของ เหม เวชกร, น.ม.ส., อากาธา คริสตี้, อิตาโล คัลวิโน และ วิลเลียม เช็กสเปียร์ มาใช้ในการเขียนเรื่องต่างๆ ซึ่งปรากฏว่ากลายเป็นรวมเรื่องสั้นที่อ่านสนุกเอามากๆ สนุกแม้ว่านักอ่านจะไม่เคยอ่านงานของนักเขียนชั้นครูเหล่านั้น (แต่แน่นอนว่าหากเคยอ่านก็จะยิ่งสนุกเป็นทวีคูณ) ภาณุเลือกเล่าเรื่องด้วยกลวิธีหลากหลายทั้งแนวสืบสวนสอบสวน, แนวมหากาพย์ และมีกระทั่งการเขียน 'นิทานเวตาล' ในแบบของตัวเองขึ้นมาเลยทีเดียว แต่เรื่องที่เล่นยั่วล้อกับความเป็นนักเขียน-นักอ่าน แถมยังเสียดสีวงการนักเขียนได้อย่างมีชั้นเชิงก็คือเรื่องสั้นที่ชื่อ 'เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์' (ชื่อเรื่องแบบนี้จริงๆ นะ!) มีข้อสังเกตว่าหลายเรื่องเขาเขียนไว้นานแล้ว แต่เมื่อเอามารวมเป็นเล่มเดียวกันกลับกลายเป็นรวมเรื่องสั้นที่ทรงพลังได้ คล้ายกับว่าภาณุวางแผนจะทำหนังสือเล่มนี้ไว้เนิ่นนานแล้ว และมันก็กลายเป็นผลงานที่น่าประทับใจสำหรับนักอ่านจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านหน้าใหม่หรือเป็นหนอนหนังสือตัวยงก็ตาม

'อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่นๆ' โดย กำพล นิรวรรณ (สำนักพิมพ์ ผจญภัย)
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเดือนตุลามีบทบาททั้งในแวดวงสังคม การเมือง ศิลปะ และวรรณกรรมของเมืองไทยอย่างยิ่ง และ กำพล นิรวรรณ ก็เป็นหนึ่งในคนรุ่นนั้นที่เคย 'เข้าป่า' เพื่อรักษาอุดมการณ์ของตัวเอง ก่อนที่ขบวนการคอมมิวนิสต์ของไทยจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และทำให้ผู้ร่วมขบวนการทยอยออกจากป่ากลับคืนเมือง กำพลกลายเป็นนักข่าว นักแปล บรรณาธิการ เขาเก็บประสบการณ์อีกหลากหลาย ก่อนที่ปัจจุบันจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่แม้ว่าจะคร่ำหวอดในแวดวงนักเขียนมายาวนาน หนังสือเล่มนี้กลับเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของกำพล และมันก็คุ้มค่ากับการรอคอยเลยทีเดียว กำพลแบ่งหนังสือออกเป็น 3 ภาค คือ 'คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด' ที่มี 5 เรื่องสั้นเล่าถึงเรื่องราวของนักปฏิวัติในราวป่า, 'อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ' 3 เรื่องสั้นที่เล่าเรื่องของปริศนาแห่งพงไพรซึ่งผูกพันกับความทรงจำ และภาคสุดท้ายคือ 'ความลับของหุบเขาเซียน็อก' ที่เป็น 4 เรื่องสั้นซึ่งมีฉากหลังเป็นต่างแดนที่ดูจะคลี่คลาย ผ่านการตกตะกอนของชีวิตมาแล้ว นอกจากสำนวนภาษาและการบรรยายที่ทำให้เรามองเห็นภาพสิ่งต่างๆ ที่เขาเล่าอย่างละเอียดลออแล้ว การเรียงเรื่องตามลำดับแบบนี้ยังเป็นเหมือนการพาคนอ่านเดินชมฉากชีวิตของนักเล่าเรื่องคนหนึ่งที่พบเห็นอะไรมาไม่น้อย มีประสบการณ์ บาดแผล ความฝัน ความหวัง และความห่วงใยมาบอกเล่าให้เราฟัง เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งที่เป็นตัวแทนของคนในรุ่นของเขาได้เป็นอย่างดี