Circle of Life's : 4 ก้าวของชีวิตและการส่งต่อรอยยิ้ม

    สีสันจากปลายพู่กันและบาดแผลจากชิ้นเนื้อเทียม เป็นส่วนประกอบที่เบสท์-พัทธ์ธีรา พุฒิสุรเศรษฐ์ และ ไก่-คงกฤช ทองดี ใช้สร้างสรรค์ความงามและความสมจริงให้แก่เพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงทั้ง 8 คน ที่พวกเขาชักชวนมาปรับลุคแปลงโฉม บอกเล่าเรื่องราว 4 ก้าวสำคัญในชีวิตของพวกเขา ตั้งแต่เกิดจนถึงขวบวัยสุดท้าย ในโปรเจกต์ Circle of Life's 

    because.. 'A beautiful thing is never perfect'

    ทั้งคู่ไม่เพียงถ่ายทอดความงามเบื้องหน้า แต่ยังชวนเราย้อนมองเรื่องราวระหว่างทาง ตั้งแต่ความผิดพลาดอันเกิดจากการหลุดร่อนของสี หรือการเสื่อมสภาพของกาว ไปจนถึงเบื้องหลังบาดแผลและร่องรอยบนใบหน้า ที่สะท้อนแนวคิด ตัวตน และประสบการณ์ในแต่ละก้าวเดินของผู้คน และทำให้ชีวิตการทำงานของพวกเขาเติบโตขึ้นอีกด้วย

    สำหรับใครที่อาจไม่คุ้นหน้าทั้งคู่นัก เบสท์เป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพ เจ้าของรางวัลแต่งหน้ายอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง เปนชู้กับผี โดย สตาร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ดส์ 2549 และ ผู้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงษ์ สาขาเทคนิคการแต่งหน้ายอดเยี่ยมปี 2561 จากภาพยนตร์เรื่อง 'สิงสู่' ขณะที่ไก่เป็นช่างแต่งหน้าเอฟเฟกต์และเจ้าของสตูดิโอ Thumbart.studio ที่รับแต่งหน้าเอฟเฟกต์ ทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่คลุกคลีอยู่กับศาสตร์การแต่งหน้ามานานกว่า 10 ปี

ก้าวแรกของโปรเจกต์

    เบสท์เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ว่า "เราตั้งใจมานานแล้วว่าอยากทำงานเพื่อสังคม แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ช่วงที่เราทำละครเรื่อง ล่า กับไก่ เราได้คุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น ก็นั่งคิดกันว่า ถ้าเราเอาสิ่งที่เราถนัดคนละด้านมาจอยกันจะดีไหม ถ้าเอาความงามของงานเรามาทำงานร่วมกับความสมจริงของชิ้นเนื้อเทียมสำหรับแต่งหน้าเอฟเฟกต์ที่ไก่ถนัดก็น่าสนใจนะ"

    โปรเจกต์ Circle of Life's คือวงจรชีวิตที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้ร่วมโปรเจกต์ และตีความตัวตนของพวกเขา ผ่านคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดย 'เกิด' คือวันที่พวกเขาเริ่มต้นชีวิต 'แก่' คือการเรียนรู้ในสายอาชีพ 'เจ็บ' คือร่องรอยของการเติบโต และ 'ตาย' คือตัวตนที่พวกเขาทิ้งไว้บนโลกใบนี้

    แล้วนำคำว่า Miracle, Destiny, Fight, Luck, Dream, Peace และ Love มาใช้เป็นคำนิยามที่สื่อถึงเรื่องราวของทั้ง 8 คน ได้แก่ เดวิด บีแกนเดอร์, คลาวเดีย จักรพันธุ์, ทิพย์วรินทร์ ลัทธิ โสตวิถี, บุศยรินทร์ เข่งเงิน, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, จริญญา ศิริมงคลสกุล, อนันดา เอเวอริงแฮม และ นภัสริญญ์ พรหมพิลา

    เบสท์รู้สึกดีใจที่งานนี้มาไกลกว่าที่เธอคิดไว้มาก เพราะแรกเริ่มนั้น Circle of Life's เป็นเพียงโปรเจกต์เล็กๆ ที่พวกเขาคิดเอง ทำเอง และจะบริจาคกันเอง แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดีอันเกิดจากความช่วยเหลือของคนรอบตัวที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ทั้งเป็นนางแบบ-นายแบบ ช่างภาพ ไปจนถึงช่วยโปรโมต ทำให้งานนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

    "เราเปิดรับทุกความคิดเห็นนะ เพราะว่าทุกคนมีความเห็นที่มันส่งเสริมงานเรา ก่อนหน้านี้เราคุยกับเดวิด ซึ่งมาเป็นผู้กำกับให้งานเรา เขาบอกว่า 'อย่าให้ใครเห็นเบื้องหลังนะ เดี๋ยวค่อยไปเห็นที่แกลเลอรีตอนสุดท้ายเลย' แล้ววรรณสิงห์มาบอกว่า 'พี่เบสท์ เราขอตัดต่อวิดีโอเองนะ เดี๋ยวเราช่วยลงยูทูบให้' เราก็เลยบอกว่า 'แล้วแต่เธอเลย' ซึ่งมันก็ได้มุมที่ดีนะ พอปล่อยคลิปออกไป คนก็รู้จักเรามากขึ้น"

ก้าวของการเรียนรู้

    ในการทำงานของทั้งคู่ เบสท์รับหน้าที่เป็นคนดูแลภาพรวม คอยสังเกตเรื่องราวและเล่าออกมาเป็นภาพ ขณะที่ไก่รับหน้าที่ดูแลชิ้นเนื้อเทียมที่มีกระบวนการสร้างกว่า 10 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การหล่อหน้า ทำภาพพิมพ์ ทำชิ้นซิลิโคน เพื่อแต่งเติมจินตนาการของเบสท์ให้เป็นรูปร่างขึ้น พวกเขาไม่เพียงนำเสนอความงามของศาสตร์การแต่งหน้า แต่ยังซ่อนเรื่องราวการเติบโต ณ ขณะเดินทางไว้ตามร่องรอยและบาดแผลบนใบหน้าอีกด้วย

    "ในการทำงานของเรา ทุกงานต้องมีเรื่องราว เราจะชอบถามไก่ตลอดว่าคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงปั้นแบบนี้ พอไก่เล่าให้ฟัง เราก็จะเติมเส้นต่อได้ ไม่งั้นเราจะนึกไม่ออก เราต้องคิดว่าถ้าคนนี้เจอเรื่องแบบนี้ ประสบอุบัติเหตุแบบนี้ แผลจะออกมาเป็นยังไง เราต้องดีไซน์แค่ไหนถึงจะพอดี"

ภาพซ้าย : อาท ชาสินี (บุศยรินทร์ เข่งเงิน)            ภาพขวา : แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล

    "พื้นฐานเราเป็นคนชอบความสวยงาม งานของเราจึงเป็นศิลปะบนความงาม อย่างไก่อาจมองความเละเป็นความงาม แต่เราจะเปลี่ยนความเละให้เป็นร่องรอยประสบการณ์ของแต่ละคน บาดแผลของไก่อาจจะมีเลือดเพื่อความสมจริง เป็นเรียลไทม์ แต่เราจะตีความบาดแผลเป็นครั้งหนึ่งจากประสบการณ์ของเขา บาดแผลแต่ละคนจะไม่มีเลือด ศิลปะเหล่านี้มันมีหลายแบบนะ มันอยู่ที่วิธีคิด คือการมีเลือดมันน่ากลัวอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้น่ากลัว โดยไม่มีเลือด มันยากเหมือนกันนะ"

    "ยากตั้งแต่เริ่มคิดแล้วแหละ!" ไก่เอ่ยปากแซว ก่อนจะพูดต่อไปว่า "...แต่อะไรพวกนี้ ผมได้มาจากเขาเยอะมาก ด้วยความที่เราเป็นคนทำงานศิลปะ เราจะชอบทำไปเรื่อย ทำตามอารมณ์ พอมาเจอเขา เราก็คิดเยอะขึ้น เยอะจนโกรกผมไม่ทันแล้วเนี่ย"

    เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีที่ไก่พูดจบ เราสังเกตเห็นถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ผ่านการสนทนาครั้งนี้ ขณะที่ไก่ตั้งใจฟังเบสท์และคอยหยอกล้อเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน เบสท์เองก็แทรกเสริมส่วนที่ขาดให้ไก่อยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับการทำงานที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างและเติมเต็มความสวยงามให้โปรเจกต์นี้

ก้าวของการเติบโต

    เมื่อเราถามถึงเสน่ห์ในงานเมคอัพอาร์ติสต์ที่ทั้งคู่หลงใหล พวกเขาก็ให้คำตอบว่า...

    "เราคิดว่าคนที่อยู่ในสายอาชีพนี้ มันต้องมีความช่างสังเกต อย่างเรานั่งคุยกับใคร เราจะมองว่า ทำไมคนนี้ไม่มีรูขุมขน ใช้ครีมอะไร เพราะเขาไม่สูบบุหรี่ใช่ไหม เราคิดแบบนี้ตลอดเวลานะ พอมาทำงาน เราก็จะรู้ว่าคนแบบนี้ ผิวแบบนี้ เราต้องใช้ครีมแบบนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่คุยกันว่า อันนี้มันพลาดเพราะอะไร ทุกชิ้นงานที่เราทำ เราจะเติมเต็มความพลาดด้วยการแก้ไขทุกๆ ครั้ง มันเป็นการเรียนรู้ และเป็นเสน่ห์ที่เราหลงใหลกับงานแบบนี้มาก" เบสท์เอ่ยขึ้นขณะที่สังเกตใบหน้าของเรา

    "ในการทำงานเมคอัพเอฟเฟกต์ ถ้าระหว่างทางเราทำพลาดไปจุดหนึ่ง ผลสุดท้ายมันก็จะพลาดไปด้วย แต่อย่างเราไปแต่งหน้านักแสดง มันไม่ควรจะผิดพลาด เพราะฉะนั้นเราต้องมีการวางแผน เหมือนเป็นความท้าทายที่เราคิดว่ามันเป็นเสน่ห์นะ พอเราเห็นงานที่สำเร็จออกมาสมบูรณ์ เราก็รู้สึกว่า นี่แหละคือความสุขแล้ว" ไก่เสริม

ก้าวสุดท้ายและการส่งต่อรอยยิ้ม

    "หลังจากจบงาน เราจะเอาเงินทั้งหมดไปบริจาค" เบสท์พูดขึ้นมาขณะที่บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย

    "หัวใจจริงๆ เรากับไก่อยากตอบแทนสังคมบ้าง โดยที่เรามีความสามารถแค่นี้ เป็นช่างแต่งหน้า เป็นคนปั้นชิ้นเนื้อเทียม เราไม่ได้มีสื่อหรืออะไรเยอะ ก็เลยคิดว่าถ้าเราเอางานและความสามารถที่เรามีมาใช้แล้วคนชอบงานเรา เราก็ดีใจมากแล้ว"

    ทั้งคู่ตัดสินใจทำหนังสือจำนวน 1,000 เล่ม เปิดขายให้กับผู้ที่สนใจเล่มละ 1,000 บาท ก่อนที่จะนำเงินทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิโอเปอเรชั่นสไมล์ ในวันเปิดนิทรรศการ Circle of Life's ที่ Yelo House วันที่ 9 ธันวาคม 2562 ซึ่งจัดแสดงเพียงวันเดียวเพื่อเป็นการปิดโปรเจกต์นี้ด้วย

    "ถ้าถามว่า ทำไมเราถึงต้องบริจาคให้ที่นี่ เพราะเราเคยมีโอกาสไปทำงานให้กับมูลนิธินี้ เราไปเพนต์รูปปากของน้องสามคนที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ที่ภาคเหนือ ในระหว่างที่แต่งหน้า เราก็นึกในใจว่าถ้ามีโอกาส เราอยากหาเงินได้เยอะๆ เพื่อไปบริจาคให้น้องเขา พอเสร็จงานปุ๊บ โปรดิวเซอร์บอกว่า 'พี่เบสท์ พี่มีค่าตัวด้วยนะ' เราเลยตัดสินใจบริจาคเงินทั้งหมดให้กับน้องเขา แต่ที่น่าประทับใจและน่าขนลุกกว่านั้นคือ พอคุณหมอผ่าตัดเสร็จ แล้วส่งรูปน้องคนนี้กลับมาให้เรา เชื่อไหมว่าปากเขาเนียนมาก ทุกอย่างมันธรรมชาติมากๆ เราเลยคิดว่า ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาส เราจะบริจาคให้มูลนิธินี้ ซึ่งมันก็คือวันนี้แหละ ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำได้" เบสท์กล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

    แม้การเดินทางของโปรเจกต์ Circle of Life's จะจบลง แต่เส้นทางของเด็กๆ ที่ได้รับการผ่าตัดเพิ่งเริ่มต้นขึ้น รอยยิ้มครั้งใหม่ได้กลายเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้เบสท์และไก่เริ่มก้าวใหม่เพื่อสร้างสรรค์ผลงานดีๆ กลับสู่สังคมอีกครั้ง

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราวของโปรเจกต์นี้ได้ที่นี่ Circle of Life's

ขอขอบคุณภาพเบื้องหลังจากทีมงาน Circle of Life's

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา