happener Picks: สุดยอดชิ้นงานศิลปะที่ทีมแฮพฯ ชื่นชอบที่สุดในปี 2020!

    ปี 2020 เกิดสถานการณ์และวิกฤตขึ้นมากมาย จนอยากให้เรื่องปั่นป่วนเหล่านั้นผ่านพ้นไปเสียที ดังนั้นปีนี้จึงค่อนข้างผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเวลาก็ดำเนินมาใกล้ถึงช่วงสิ้นปีแล้ว
    ท่ามกลางเรื่องราวที่ทำให้ปวดหัว กลัดกลุ้ม และเหนื่อยใจ ทีมแฮพเพนนิ่งพบว่ามีกิจกรรม นิทรรศการ และผลงานศิลปะดีๆ มากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เราเห็นถึงความน่าสนใจในการนำเสนอผลงาน บทบาทของผู้ชมที่เข้ามามีส่วนร่วมกับงานศิลปะ รวมถึงแนวโน้มที่คนหันมาสนใจงานศิลปะและเข้าใจความหลากหลายของศิลปะกันมากขึ้น เหมือนศิลปะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเยียวยา และทำให้เราเข้าใจความคิดความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
    สำหรับทีมแฮพฯ เองมีงานศิลปะที่ประทับใจมากมาย แต่พวกเราแต่ละคนจะเลือกชิ้นงานที่ชื่นชอบที่สุดมาพูดถึง เพื่อทบทวนภาพรวมของวงการศิลปะปีนี้กันอีกสักครั้ง เผื่อว่าชิ้นงานที่เราชอบอาจจะตรงใจกับคุณบ้างก็ได้นะ
HAVE You HEARD ? Folk Series Vol. 2 – Selina and Sirinya
เลือกโดย กิตติญา ธรรมมา ตำแหน่ง Webmaster
    สำหรับปี 2020 เราเริ่มต้นปีด้วยคอนเสิร์ตของ Selina and Sirinya เป็นคอนเสิร์ตแรกของปี คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของสองหนุ่มร่วมฝัน ราม และนที ในวาระครบรอบ 16 ของพวกเขา ที่จัดขึ้นใน 'สกาลา' โรงหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน รวมถึงเราด้วย
    เดิมทีเราจินตนาการไม่ออกนัก ว่าคอนเสิร์ตในโรงหนังจะออกมาเป็นยังไงกันนะ ดนตรีโฟล์กฟังสบาย กับเก้าอี้สีแดงแสนนุ่ม จะทำให้เราเคลิบเคลิ้มจนหลับใหลภายใต้เสียงเพลงนั้นหรือเปล่า แต่ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นอย่างนั้นเลย เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้น ทุกคนต่างจดจ่อและเพลิดเพลินไปกับเสียงร้อง รวมทั้งวิดิโอที่ฉายเป็นฉากหลัง ไหลลื่นไปพร้อมกับท่วงทำนองนั้น ทำให้เราไม่อยากจะละสายตา และพลาดช่วงเวลาแบบนี้ไปได้เลย ไม่เพียงแต่ Selina and Sirinya เรายังได้ฟังโฟล์กหลากหลายแนวอย่าง สหายแห่งสายลม, เดือน จงมั่นคง, YAAN ญาณ และศิลปินสุดฮอตเจ้าของเพลง แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ที่ใครๆ ก็ต้องรู้จักอย่าง เขียนไขและวานิช 
    นอกจากจะได้ฟังดนตรีสุดไพเราะ เรายังได้เห็นมุมองของดนตรีที่เชื่อมความสัมพันธ์ของพวกเขาไว้อีกด้วย ผ่านมาจนเดือนสุดท้ายของปี เราก็ยังคงชอบช่วงเวลาที่ได้ฟังดนตรีในโรงหนังอยู่ จึงขอยกให้ Selina and Sirinya เป็นคอนเสิร์ตในดวงใจของปีนี้เลยแล้วกัน
    จริงๆ การได้ดูคอนเสิร์ตวงที่ดีสักวงในโรงหนังที่เราชอบ ก็เป็นความฝันเล็กๆ ของเราอย่างนึงเลยล่ะ :)
โฆษณา GrabFood อิสรภาพทางการกิน โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ 
เลือกโดย ณัฐพร ก้อนมณี ตำแหน่ง Creative Communication
    "มื้อนี้กินอะไรดี" ดูเป็นคำถามที่ง่าย แต่ความจริงแล้วตอบยากมาก โฆษณาตัวนี้เล่าถึงสังคมไทยที่มักจะเชื่อมโยงกับเรื่องอาหารการกินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสังคมในที่ทำงาน สังคมในชีวิตมหาลัย หรือแม้แต่สังคมในครอบครัวของเราเอง ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็น่าจะเคยอยู่ในสถานการณ์หรือเคยได้อยู่ในบทสนทนาเหมือนในโฆษณาบ้างสักครั้ง บวกกับการที่มีน้องๆ จากวง BNK48 มาร่วมแสดง แถมยังแฝงโปรโมชั่นและคีย์แมสเสจที่โฆษณาต้องการจะสื่อสารออกในบทพูดที่ขายแบบตรงๆ แต่กลับทำให้โฆษณานี้ดูธรรมชาติ น่ารัก ตลก ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดว่าโดนขายตรงมากไป แถมยังแอบแฝงการเสียดสีและปัญหาของสังคมเอาไว้อีกด้วย
หนังสือ พวกฉัน พวกมัน พวกเรา โดย โจชัว กรีน (Joshua D. Greene) แปลโดย วิลาสินี ฤกษ์ปฏิมา เดอเบส
เลือกโดย ส้ม-ดุสิตา อิ่มอารมณ์ ตำแหน่ง Head of Editorial & Content
    ส่วนตัวรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่โลกโยนบททดสอบเข้ามาท้าทายความเป็นมนุษย์กับเราหลายแง่มุมด้วยกัน ซึ่งท่ามกลางโจทย์เหล่านั้น มีประเด็นความขัดแย้งทางความคิดและการเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันที่กระทบความรู้สึกมากที่สุด จึงขอเลือกหนังสือ พวกฉัน พวกมัน พวกเรา ซึ่งสามารถอธิบายเรื่องความขัดแย้งระหว่างทางความคิดและความเชื่อของกลุ่มคน ผ่านงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และปรัชญา โดยเนื้อหามีการยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย ที่เราสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในประเทศได้อีกด้วย 
    นอกจากหนังสือเล่มนี้จะอธิบายการทำงานของสมองควบคู่ไปกับจิตวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว สิ่งสำคัญคือ เมื่อไรที่เราคิดว่าตัวเองมีจริยธรรมหรือศีลธรรมเหนือผู้อื่น เนื้อหาที่เคยอ่านจะทำให้ฉุกคิดอีกครั้งว่า นี่คือการสร้างความเที่ยงธรรมที่เจืออคติหรือไม่ ยิ่งเวลาอ่านข่าวแล้วอารมณ์ขึ้น จะเริ่มถามตัวเองก่อนว่า เรามีอคติในการรับรู้อยู่หรือเปล่า โดยบทท้ายๆ ของหนังสือยังมีแนวทางแก้ปัญหาที่จะมาช่วยคลี่คลายความขัดแย้งในใจเราด้วย
    ถึงแม้สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองไทยในขณะนี้จะยังไม่คลี่คลาย แต่อย่างน้อยการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เราสามารถมองเห็นและรู้เท่าทันความคิดของตัวเองและผู้อื่น รวมถึงป้องกันไม่ให้เราเป็นผู้หนึ่งที่สุมไฟสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
Lost in the Greenland: Papeterie Solo Exhibition นิทรรศการเดี่ยวของ นภัสชล ตั้งนุกูลกิจ หรือ p.papeterie
เลือกโดย ธาธา-ธารี ไชยวุฒิกรณ์วานิช ตำแหน่ง Graphic Designer
    Lost in the Greenland เป็นนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับดอกไม้ชนิดต่างๆ ที่แบ่งโซนการจัดแสดงผ่านระบบนิเวศป่าไม้ 3 ประเภท ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผลงานทั้งหมดทำมาจากการตัดกระดาษ ซึ่งงานกระดาษแต่ละชิ้นของคุณเขาประณีตมากๆ เขาเลือกใช้วัสดุกับองค์ประกอบของดอกไม้แต่ละชนิดมาจัดวางได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัว ด้วยความที่เราชอบดอกไม้ ชอบงานกระดาษ เราชอบความรู้สึกของการไปเดินพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการนี้รวมความชอบของเราไว้ทั้งหมด เลยขอยกให้เป็นนิทรรศการที่ชอบที่สุดในปี
เกม Animal Crossing: New Horizons จากค่าย Nintendo
เลือกโดย เบนซ์-สิรินญา บุญสิทธิ์ ตำแหน่ง Graphic Designer
    ในช่วง Lockdown ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ตัวเราเองออกไปไหนไม่ได้เลย แผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือไปดูงานนิทรรศการ ก็ต้องยกเลิกทั้งหมด และตอนนั้นก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไร จากสถานการณ์ที่ผิดปกตินี้มันทำให้เรามีเวลาว่างมากจนเกินไป ก็เลยหยิบเกม Animal Crossing: New Horizons ที่ซื้อมาตั้งแต่ก่อน Lockdown นี้ เพื่อเล่นฆ่าเวลา 
    แต่กลายเป็นว่าเกมนี้เป็นมากกว่าเกมที่ให้ความบันเทิงทั่วไป เพราะมันทำให้เรามีโอกาสได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่เราทำไม่ได้ในช่วง Lockdown อย่างการออกไปตกปลาริมทะเล ดำน้ำ จับแมลง เที่ยวมิวเซียม ดูคอนเสิร์ต จัดปาร์ตี้ ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ และยังสามารถนัดเจอเพื่อนเก่าด้วยการนั่งเครื่องบินไปเยี่ยมที่เกาะของพวกเขา อย่างกับได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ผ่านการนำเสนอด้วยภาพกราฟิกที่น่ารัก เสียงคลื่นลม และเพลงประกอบเบาๆ ทำให้เราสามารถเล่นได้แบบเพลิดเพลิน และในตำแหน่งงานที่เราเป็น Graphic Designer เกมนี้ก็ยังให้แรงบันดาลใจดีๆ ให้เราต่อยอดกับการทำงานของตัวเราเอง หรือแม้แต่ให้ไอเดียแต่งห้อง แต่งตัวน่ารักๆ ให้เราอยู่กับช่วง Lockdown ได้อย่างมีความสุขอีกด้วย :) 
    ส่วนภาพประกอบเป็นภาพถ่ายที่เราอยากลองแต่งตัวแบบมารุโกะจัง และไปจัดปาร์ตี้งานวันเกิดให้เจ้า Keaton นกอินทรีย์ขี้อวด หนึ่งในเพื่อนบ้านที่เราชอบมากที่สุดค่ะ
ภาพยนตร์ Tokyo Story ในรูปแบบ 4K ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan ผลงานโดยผู้กำกับ ยาสึจิโร โอสุ
เลือกโดย หยก-วรรณวนัช บูรพาเดชะ ตำแหน่ง Editor in Chief: Online & Offline Shop
    รู้สึกคล้ายได้โกงความตายที่มีโอกาสได้ดู Tokyo Story หนังปี 1953 ผลงานกำกับของ Yasujiro Ozu ในโรงหนังของเมืองไทยในปี 2020 แถมยังเป็นฉบับ 4K ที่มีการจัดการภาพให้ออกมาคมชัดเต็มตาอีกด้วย Tokyo Story เป็นหนังขาวดำในโทนเรียบง่ายและเรียบร้อย แต่ดูแล้วต้องตื่นตาตื่นใจกับงานภาพที่เนี้ยบกริ๊บ การจัดแสงเงาอย่างเคร่งครัด และการวางองค์ประกอบอันหมดจด จริงอยู่ที่เรื่องราวในหนังดูเหมือนกับว่า 'ไม่มีอะไร' และดูออกจะเรียบเรื่อยปราศจากการเร่งเร้าใดๆ แต่อะไรหลายอย่างในหนังก็ทำให้เราจดจำมันได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
    ถ้ามองในมุมของคนที่ชอบถ่ายภาพนิ่ง เรารู้สึกว่างานภาพเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยองค์ประกอบมากมาย กล้องไม่ค่อยเคลื่อนที่ เลเยอร์ตัวละครในแต่ละซีนเหมือนจับวาง ไม่บังกัน หมาวิ่งในฉากก็ยังดูเป็นระเบียบ เหมือนจะเป็นความสมจริงที่เหมือนความฝันกลายๆ รู้สึกว่างานของโอสุเฉพาะตัวมาก โดยส่วนตัวรู้สึกชอบการปรากฏของควันในหลายฉาก แม้แต่ยากันยุงในห้องยังวางได้ตำแหน่งควันลอยคลุ้งสวย สัมผัสได้ถึงความน้อยที่ผ่านการทำงานหนักมา ส่วนถ้ามองในมุมของคนชอบดูหนัง เรารู้สึกว่าเรื่องราวในหนังดูช่างธรรมดาเหลือเกิน เป็นความธรรมดาที่เป็นสัจธรรม ที่ทั้งงดงามและโหดร้าย การเสพหนังของโอสุเหมือนเราโดนอะไรสักอย่างที่เรียบที่สุด นุ่มละมุนที่สุด พุ่งเข้ามากระทบที่ตาและที่ใจ ...กระทบตาตอนดูหนัง และกระทบใจไปชั่วชีวิตแม้หนังจะจบลงแล้ว
งาน Vintage Bike Thailand 2020
เลือกโดย พรรณพรต รัศมีวรทัศน์ ตำแหน่ง Finance and Accounting
    ปีนี้ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนมาก เนื่องด้วยสถานการณ์โควิดที่เราเผชิญกันอยู่ แต่เราก็มีโอกาสได้ไปงานดนตรีต่างๆ บ้าง
    งานที่เรารู้สึกประทับใจที่สุดในปีนี้คืองาน Vintage Bike Thailand และชื่นชอบวงดนตรี Billy The Kids เป็นพิเศษ เพราะติดตามมาหลายปีแล้ว หลายๆ คนอาจไม่รู้จักเพราะเป็นวงดนตรีที่เล่นแนว Southern Rock ไม่ว่ากระแสสังคมจะเป็นยังไง วงนี้ก็ยังมีจุดยืนที่ชัดเจนในแบบของตัวเอง ถ้าใครชอบแนวเดียวกันก็ไปติดตามเขาได้ที่เพจ BillyTheKidsSouthernRock ค่ะ
    แต่ส่วนที่ประทับใจจริงๆ สำหรับงานนี้คือ การเดินทางค่ะ เราไปกับแก๊งเพื่อนๆ พี่ๆ เป็นการเดินทางที่ครบรสมาก ได้เจอสถานที่ใหม่ๆ มีโอกาสรู้จักผู้คน ได้ทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันคอยช่วยเหลือกัน คอยดูแลกันและกัน จริงๆ แล้วงานดนตรีต่างๆ ที่เราแสวงหาไปกัน สำหรับเราแล้ว ไฮไลท์ไม่ได้อยู่ที่งาน แต่อยู่ระหว่างการเดินทางมากกว่า การที่เราได้เห็นผู้คนมากมายที่มีความชอบเหมือนกัน ได้มารวมตัวกัน ได้เจอมิตรภาพใหม่ๆ ได้เจอเรื่องทั้งดีและร้าย ทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีในแต่ละช่วงชีวิตของเรา ฉะนั้นขอให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจ ได้ไปในที่ที่อยากไป และอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ
ภาพยนตร์ Our 30 Minute Sessions - サヨナラまでの30 (เทปลับสลับร่างมารัก) ผลงานโดยผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ
เลือกโดย เฟส-ปาริฉัตร แทนบุญ Editor of happening shop (BACC Branch) 
    ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นล่าสุดจากนักเขียนบทซีรีส์เรียกน้ำตาอย่าง 1 Litre of Tears (บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร) และภาพยนตร์ The 100th Love with You (ย้อนรักร้อยครั้งก็ยังเป็นเธอ) โดย Our 30 Minute Sessions (เทปลับสลับร่างมารัก) นี้เป็นการใช้เส้นเรื่องและพล็อตที่เกี่ยวกับเวลาเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่พบได้เป็นจำนวนมากในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้นำลูกเล่นของตลับเทปมาสร้างเป็นพล็อตที่แปลกใหม่ เป็นเรื่องราวในยุคเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ ยุคดิจิตอลกับแอนะล็อก นอกจากได้ซึมซับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์แล้ว ยังได้ฟังเพลงที่สวยงามทั้งท่วงทำนอง เนื้อร้องและความหมาย (ต้องกลับมาเปิดหา แปลทีละประโยค) ที่ดึงเราให้นั่งจนจบเอนด์เครดิตบรรทัดสุดท้าย แล้วปาดน้ำตาไปด้วย ขอยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 อันหนักหน่วงของเราแล้วกัน
นิทรรศการ ยามผีเสื้อขยับปีก: The Butterfly Effect ผลงานโดย รุ้งพลอย ล้อไพฑูรย์
เลือกโดย แนน-ปิยนุช สันต์สัมพันธ์กุล ตำแหน่ง Assistant Editor of happening shop (Bacc Branch)
    นิทรรศการยามผีเสื้อขยับปีก 'อดีตคือประสบการณ์ ปัจจุบันคือการค้นหา อนาคตคือความหวัง' นิทรรศการเล็กๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมภายในจิตใจ ผ่านรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวด้วย installation สีสันสวยงาม เหล่าเส้นสายที่ยึดโยงกลุ่มก้อนของวงกลมทั้งเล็กใหญ่ไว้ด้วยกัน เคลื่อนไหวไปตามแรงลมเบาๆ เหมือนกับทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก ที่ว่าด้วยการกระทำเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงถึงกัน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคต ไม่ว่าดีหรือร้ายถือเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่จะสอนให้เราเรียนรู้ พัฒนา จนทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ และเป็นเราที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน
ซีรีส์ Hospital Playlist ผลงานของผู้กำกับ ชินวอนโฮ
เลือกโดย แอ้ม-ภัณฑิลา เพิ่มเพียรศิลป ตำแหน่ง Creative Sales
    Hospital Playlist ซีรีส์หมอที่ช่วยเยียวยาเราในวันที่เหงา ปกติเราเป็นคนที่ชอบหนังตลกอยู่แล้ว มีโอกาสได้ดูเรื่องนี้เพราะตามผู้กำกับมาจากเรื่อง Prison Playbook ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้มาในช่วงที่เริ่มมีโควิด-19 พอดี และที่บริษัทก็เริ่ม work from home เราที่เป็น extrovert มากๆ รู้สึกเหงาที่ไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำงาน ไม่ได้ออกไปไหนเลย พอได้เริ่มดูซีรีส์เรื่องนี้จึงช่วยเติมเต็มความเหงาของเราได้เป็นอย่างดี หัวใจเราฟูทุกครั้งที่ดู สนุกและหัวเราะไปกับตัวละคร อยากแนะนำให้ทุกคนดูมากๆ เพราะมันเปิดประสบการณ์ที่มากกว่าซีรีส์หมอ มันมีทั้งเพลง มิตรภาพ ความรัก สนุกจนเรารู้สึกสนิทกับตัวละคร
อัลบั้ม ไททศมิตร ศิลปิน Taitosmith
เลือกโดย นิษณาต นิลทองคำ ตำแหน่ง Editorial Staff
    Taitosmith คือ วงดนตรีอินดี้ที่ประกอบไปด้วยชายรุ่นใหม่ 6 คน บทเพลงของพวกเขาบอกเล่าชีวิต ความฝัน ความเป็นจริง ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ไปจนถึงอุดมการณ์ทางการเมือง ผ่านดนตรีหลากสไตล์ ตั้งแต่ป๊อป ร็อก แจ๊ซ และอีกหลากหลาย พาให้เราสนุกสนานไปพร้อมๆ กับการรับฟังเรื่องราวอันเข้มข้นจากพวกเขา และได้รับการตอบรับจากแฟนๆ เป็นอย่างดี ท่ามกลางเพลงป๊อปและฮิปฮอปที่ครองชาร์ตดนตรีกระแสหลัก 
    หากคุณทดลองฟังแล้วชอบเพลงอัลบั้มของพวกเขา เราขอแนะนำให้หาโอกาสไปชมการแสดงสดด้วยตาตัวเองสักครั้ง 
    ส่วนตัวมีโอกาสได้ดูการแสดงสดของ Taitosmith ครั้งแรกที่งาน CAT EXPO 7 เราพบว่าแฟนเพลงของพวกเขาไม่ใช่แค่คนที่รักเพลงเพื่อชีวิต แต่เป็นผู้คนทั่วไปที่มีสไตล์แตกต่างกัน บางคนโพกผ้าขาวม้า บางคนสวมเสื้อตัวโคร่ง บางคนก็แต่งตัวสบายๆ แต่ด้วยพลังเสียงของจ๋ายและโมสและดนตรีแบบครบเครื่อง ก็พาให้ทุกคน ณ ที่นั้นกระโดดร้องเพลงไปพร้อมกันอย่างสนุกสนาน
    ขนาดเราที่ฟังเพลงร็อกไม่เก่งยังกระโดดจนเอวเคล็ดเลย คิดว่าทุกคนจะคงสนุกกับเสียงเพลงของวงนี้เหมือนกันแหละ
นิทรรศการ A Little Letter from Someone Somewhere โดย SUNTUR
เลือกโดย ฟาร์-มนทร์ลิสา ศิริคันธานนท์ ตำแหน่ง Staff of happening shop
    หลายคนคงจะรู้จัก SUNTUR ในฐานะศิลปินสายมินิมอล ผลงานส่วนใหญ่ของ SUNTUR จะคงความเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับ someone กับ somewhere เช่น จะมีใครสักคน ยืนอยู่คนเดียวที่กลางเฟรม โดยที่เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า คนในภาพกำลังคิด หรือรู้สึกอย่างไร บ้างก็ว่าดูเป็นชิ้นงานเหงาๆ จึงทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ SUNTUR จัดนิทรรศการ A Little Letter from Someone Somewhere โดยงานนี้ SUNTUR ได้ชักชวนศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์บทเพลงให้เข้ากับผลงานภาพวาด เพื่อบอกเล่าเรื่องราวจากอีกคนถึงอีกคน โดยภาพวาดทั้งหมด 25 ภาพ ต่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ทั้งเหงา เศร้า คาดหวัง
    โดยระหว่างที่เราเดินดูผลงาน SUNTUR ได้แนะนำให้เรานำมือถือและหูฟังเข้าไปด้วย เพราะในแต่ละภาพ จะมีเพลงที่จะบอกเล่าถึงความรู้สึกของภาพวาดแต่ละภาพ ซึ่งการได้เดินดูภาพวาด และฟังเพลงไปด้วย มันทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้นว่า ตัวศิลปินต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ผลงานศิลปะจริงๆ เพราะเราแทบจะไม่ได้หยิบมือถือมาถ่ายรูปเลย
Something Card Box Set สำนักพิมพ์ Fullstop
เลือกโดย มุก-มาลินี จันทร์เลิศฟ้า ตำแหน่ง Editor of happening shop (Dadfa Branch)
    Something Card Box Set จากสำนักพิมพ์ Fullstop ชิ้นนี้ได้มาเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่วิภว์พี่หยก เป็นกล่องไม้ 1 กล่อง ภายในมีการ์ด 56 ใบ มีลูกเต๋า 2 ลูก และการ์ดบอกความหมายของลูกเต๋า วิธีการเล่นง่ายๆ เลยคือ หยิบสุ่มออกมา 1 ใบหรือกี่ใบก็ได้ตามที่ใจอยาก ก็จะได้อ่านข้อความที่เป็นกำลังใจดีๆ ให้กับเรา ถ้าจะเล่นแบบจริงจังขึ้น ก็แบ่งเป็น 4 กองตามหน้าการ์ดที่เขียนไว้ คือ Something, Sometime, Somewhere และ Everyday  แล้วก็ทอยลูกเต๋า จะได้ผลออกมาว่าเราจะได้หยิบการ์ดกองไหน จำนวนกี่ใบ เราลองเอาไปเล่นกับเพื่อนแล้วสนุกมาก เพราะเราก็จะลุ้นของเพื่อนว่าจะจับได้กี่ใบ บางคนก็ทอยลูกเต๋าออกมาแล้วได้การ์ดน้อยใบ หรือไม่ได้เลย ต้องทอยใหม่หลายรอบ เพื่อนบางคนก็ได้มากใบ วางเต็มโต๊ะเลย และพอได้ข้อความอะไรจากการ์ดก็จะเอามาแชร์กันอ่าน 
    รู้สึกว่าการ์ดที่ตัวเราและเพื่อนจับได้นั้นข้อความช่างตรงกับสิ่งที่กำลังเผชิญในช่วงนั้น ตรงจนรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขอยกตัวอย่างเช่น เพื่อนกำลังทำทีสิส ก็ได้การ์ดแนวให้กำลังใจ เป้าหมายอยู่ไม่ไกล หรือกำลังทะเลาะกับแฟน ก็ได้การ์ดที่บอกว่าอย่าโกรธนะ จนแฟนหายโกรธเลย ต้องยอมแล้วในความตรงจังหวะ (ฮ่าฮ่า)
    สำหรับปีนี้เลยขอยกให้ Something Card Box Set  เป็น happener picks ของเราค่ะ เพราะเป็นความสุขหรือกำลังใจเล็กๆ เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทุกวัน เพียงแค่หยิบการ์ดขึ้นมาอ่านซักใบ ไม่ว่าใครกำลังเจอเรื่องราวหรือปัญหาอะไร ถ้าได้ลองหยิบการ์ดมาอ่านต้องได้รับพลังอย่างแน่นอน
Classroom โดย Leandro Erlich
เลือกโดย วิพ-วิภว์ บูรพาเดชะ ตำแหน่ง Editor in Chief
    แม้จะเป็นปีที่ยากลำบาก หลายองค์กรตัดงบ และประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็รู้สึกดีใจที่กรุงเทพฯ มีงาน Bangkok Art Biennale ในปีนี้ครับ เพราะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ชมชิ้นงานศิลปะของศิลปินระดับโลก และไม่มากก็น้อย ชิ้นงานเหล่านี้ก็ช่วยสะท้อนคุณค่าของงานศิลปะให้คนทั่วไปได้พบเห็น ได้สัมผัส มากขึ้นบ้าง ส่วนตัวผมแล้วยังไล่ดูชิ้นงานไม่ครบ คิดว่าดูไปได้สัก 50% เองมั้ง แต่มีงานชิ้นหนึ่งที่ประทับใจมากๆ คืองานชื่อว่า Classroom ของ ลีอันโดร เออร์ลีซ ศิลปินชาวอาร์เจนติน่า คุณลีอันโดรสร้างห้องปิดทึบขึ้นมากลางโถงชั้น 1 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (bacc) ที่ดูจากภายนอกแล้วเดาไม่ได้เลยว่าข้างในมีอะไร แต่พอเข้าไปแล้วก็พบกับ 'ห้องเรียน' ที่กลายมาเป็นงานศิลปะ 
    ซึ่งวันแรกที่ผมเข้าไป พอดีเป็นจังหวะที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่นำชมคอยอธิบาย แต่พอได้สัมผัสกับ 'เทคนิค' การจัดแสงที่ลีอันโดรใช้ในงานนี้แล้วก็ตีความไปได้หลากหลาย มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องความเชื่อ นึกถึงความรู้และความทรงจำในรั้วโรงเรียนที่ยังติดตัวเราอยู่ ไปจนถึงปัญหาการศึกษาของบ้านเรา คือเป็นชิ้นงานที่ชวนตีความได้สนุกมากๆ และผู้ชมยังเข้าไปมีส่วนร่วมได้หลายมิติอีกด้วย พอครั้งหลังๆ ผมเข้าไปชมอีก ก็ได้คำอธิบายจากผู้นำชม ซึ่งก็แตกต่างไปจากที่ผมตีความเองอยู่บ้าง แต่ก็ฟังแล้วน่าตื่นใจเช่นกัน งานชิ้นนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ทำให้ผู้ชมได้คิด และถามบางอย่างกับตัวเองอย่างแท้จริงครับ งานยังจัดแสดงถึงสิ้นเดือนมกราคม 2564 ครับ อยากให้ไปลองสัมผัสกันนะ